บทนำ
แคว้นเหอมีอาณาบริเวณหนึ่งมีพื้นที่ทอดยาวจากที่ราบอุดมสมบูรณ์ทางทิศตะวันตกไปจนถึงแนวป่าและเทือกเขาทางทิศตะวันออก มีเมืองหลวงชื่อว่าเมืองหลวงเหอจิงตั้งอยู่กึ่งกลาง สถานที่ที่เต็มไปด้วยความเจริญ ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่รอบศูนย์กลางอำนาจ ส่วนชายขอบแคว้นทั้งสี่ด้านยิ่งห่างไกลเท่าไรการดูแลยิ่งเข้าไม่ถึงจึงทำให้การใช้ชีวิตของพวกเขาส่วนใหญ่ลำบาก หาเช้ากินค่ำให้อยู่รอดไปวัน ๆ เท่านี้ก็ดีแล้ว
เข้าไม่ถึงหรือไม่ถูกใส่ใจ เรื่องนี้หลายคนคงรู้แก่ใจดี
ทางด้านทิศตะวันออกเกือบสุดอาณาเขตแคว้นมีเมืองตงอันเป็นหนึ่งในเมืองชายขอบเหล่านั้น เมืองขนาดไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เป็นเมืองสงบสุข จะมีคึกคักบ้างบางช่วงเพราะเมืองนี้เป็นหนึ่งในจุดพักของพวกพ่อค้าและนักเดินทางสัญจรผ่านก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปยังทิศตะวันออกที่หมายอื่น
หากเดินทางออกจากเมืองตงอันต่อไปอีกราวหนึ่งวัน จะพบหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าและเนินเขา หมู่บ้านชนบทแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านตงหลิน
หมู่บ้านก่อนถึงป่าขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่าหนึ่งในสิบส่วนของแคว้นติดกับขอบเขตชายแดน แม้จะไม่ใช่หมู่บ้านชายแดนโดยตรง แต่ก็อยู่ใกล้พอให้ได้รับอิทธิพลของความอันตรายต่าง ๆ บ้านเรือนในหมู่บ้านสร้างด้วยดินและไม้ หลังคาฟางเรียงตัวอย่างไร้ระเบียบ ถนนเป็นเพียงทางดินที่เปลี่ยนเป็นโคลนยามฝนตก ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการทำไร่ ทำนา เก็บของป่า และค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ กับพ่อค้าที่ผ่านทางมานาน ๆ ครั้ง
ถัดจากหมู่บ้านตงหลินลึกเข้าไปทางทิศตะวันออก คือป่าผืนใหญ่ที่ไม่มีใครในหมู่บ้านไม่รู้จัก
ป่าชิงหลินกลืนเงา...เงาในที่นี้ก็น่าจะเป็นเงาหัวคน
ป่าผืนนี้ขึ้นชื่อว่ามีของป่าหายากมากมาย ต้นไม้สูงใหญ่ สมุนไพรล้ำค่าที่หากเอาไปให้หมอคนไหนล้วนต้องการ ทว่ากลับมีน้อยคนนักที่เข้าไปหาของล้ำค่าเหล่านั้น เนื่องจากหลายปัจจัยทั้งเส้นทางยิ่งป่าลึกยิ่งวกวนราวกับเขาวงกต หมอกขาวขึ้นหนาทึบตลอดทั้งปี และสัตว์ป่าอันตรายก็มีอยู่มากมายเกินเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง
ด้วยเหตุนี้ผู้คนแถวนี้จึงเข้าไปหาของป่าเพียงบริเวณป่าชั้นนอก ไม่มีใครกล้าล้ำเส้นเข้าไปลึกมากกว่านั้น
หากแต่เมื่อสามวันก่อนกลับมีสตรีรูปร่างผอมบางผู้หนึ่งฝ่าฝืนข้อควรระวังนี้ นางวิ่งโซซัดโซเซเข้าไปข้างในป่า วิ่งลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่รู้ทิศทางราวกับคนเสียสติ
ผ่านมาสามวันสามคืนแล้วยังไม่มีใครพบเห็นนางอีกเลย ข่าวลือที่ว่า ‘แม่นางเฉินอวิ๋นซีคงถูกสัตว์ป่าดุร้ายข้างในป่ากินไปแล้ว’ แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านเป็นที่เรียบร้อย
บางคนได้ยินก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วกลับไปลงเมล็ดข้าวสาลีต่อ
บางคนได้ยินข่าว นอกจากไม่เสียใจกับการตายของสมาชิกร่วมหมู่บ้านยังเผลอยิ้มกว้าง
“ดีแล้ว อยู่ไปก็ลำบากผู้อื่น วัน ๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเกาะคนอื่นกิน”
“นางตายไปก็ดีแล้ว สตรีที่มีใบหน้าอัปลักษณ์เช่นนั้นอยู่ไปก็ทรมานเปล่า ๆ”
บางคนได้ยินแล้วส่ายหน้าเวทนา ทว่าคนที่พวกเขาเวทนาไม่ใช่คนตายในข่าวลือหากแต่สงสารลูกชายและลูกสาววัยห้าหนาวของสตรีผู้นั้นของกำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก
ครั้นเช้าตรู่วันที่สี่เดินทางมาถึง ข่าวลือใหม่ก็ถูกบอกต่อกันมาอีกละลอก
“แม่นางเฉินอวิ๋นซีกลับมาแล้ว!”
