บทที่สาม เด็กแฝด
เจ้าก้อนแป้งสองฝาแฝดเดินตามติดมารดาอย่างไม่ยอมห่าง ราวกับเงาเล็ก ๆ ที่คอยซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ไม่ว่านางจะหยุดหรือก้าวต่อ เด็กทั้งสองก็จะหยุดและก้าวตามไปพร้อมกัน เฉินอวิ๋นซีมองตามหัวโตเกินสัดส่วนของร่างผอมแห้งยิ่งทำให้ดูน่าเอ็นดูปนสะเทือนใจเพราะร่างกายของเด็กเช่นนี้บอกได้เป็นอย่างดีว่าขาดอาหารมานานเกินไป
ภายในบ้านดินเก่ายามนี้ มีกลิ่นหัวมันต้มลอยอวลอยู่จาง ๆ มองไปยังที่มาของกลิ่น เห็นฟางซู่ฉินกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าเตาไฟเล็ก เห็นมือสั่นเล็กน้อยขณะใช้ไม้คนหม้อ แม้สีหน้าจะซีดเซียวและเหงื่อผุดเต็มหน้าผาก แต่หญิงชรายังคงฝืนลุกขึ้นมาทำงาน ทั้งที่อาการป่วยยังไม่หายดี
เฉินอวิ๋นซีเห็นเช่นนั้นก็รีบก้าวเข้าไปพยุงร่างผอมบางของแม่นมเอาไว้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะหน้ามืดทรุดเอาหน้าจุ่มลงหม้อเสียก่อน
“พอแล้วป้า เดี๋ยวข้าทำเอง” นางเอ่ยเสียงเรียบ พลางดึงทัพพีออกจากมืออย่างคล่องแคล่ว
ฟางซู่ฉินชะงัก มือที่ยื่นออกไปค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ดวงตาฝ้าฟางมองนางราวกับกำลังพยายามมองให้ชัดว่าสตรีตรงหน้าคือคนเดิมหรือไม่
“คุณหนู…ท่านยังไม่หายป่วยอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้ป่วย” เฉินอวิ๋นซีขัดขึ้นอย่างนุ่มนวล แต่หนักแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย “ท่านไม่สบาย อย่าฝืนเลย”
ฟางซู่ฉินยังคงมองนางอย่างลังเล ชัดเจนว่าไม่ค่อยเชื่อคำพูดเท่าไหร่นัก เฉินอวิ๋นซีจึงหันไปจัดแจงยกหม้อต้มมันสำหรับอาหารมื้อกลางวันออกจากเตา
“ข้าเปลี่ยนไปแล้ว” นางพูดตรง ๆ “ตอนอยู่ในป่า ข้าเจอเรื่องราวมากมาย มันจึงทำให้ข้าคิดได้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของพวกเราเป็นอย่างไร หากข้าอยู่รอดต่อไปควรทำเช่นไร”
“...”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนเงียบลง เด็กแฝดมองหน้านางสลับกันไปมา ฟางซู่ฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เฉินอวิ๋นซีไม่รอให้ใครตั้งคำถาม นางดึงแขนฟางซู่ฉินเบา ๆ พาไปนั่งลงบนพื้นดินข้างเตาไฟ จากนั้นก็นั่งลงตรงข้ามกันในระดับสายตาเดียวกัน
“ต่อจากนี้” นางเอ่ยช้า ๆ ชัดเจน “จะไม่มีคำว่านายหรือบ่าวอีก”
ฟางซู่ฉินสะดุ้งเล็กน้อย “คุณหนู เรื่องนี้...”
“ท่านป้าอย่าเรียกข้าว่าคุณหนูอีก” เฉินอวิ๋นซีส่ายหน้า “เรียกข้าเหมือนหลานสาวคนหนึ่งก็พอ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงชรานิ่งไป ดวงตาฝ้าฟางสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากแห้งเม้มเข้าหากันแน่นราวกับพยายามกลั้นบางอย่างเอาไว้ เฉินอวิ๋นซีมองเด็กแฝดที่ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ต่อจากนี้ พวกเราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กัน ไม่มีนาย ไม่มีบ่าว...ที่นี่ มีแต่ครอบครัวเดียวกัน ยายหลานแม่ลูกเท่านั้น”
“ก็ได้เจ้าค่ะ คุณนะ...เอ่อ ซีเอ๋อร์”
เมื่อคุยกับฟางซู่ฉินรู้เรื่องนางไม่ลืมกำชับให้อีกฝ่ายยอมเอนกายพักที่เตียง หลังจากนั้นเฉินอวิ๋นซีจึงหันกลับมาหาเด็กแฝดทั้งสองที่ยืนเกาะกันอยู่ใกล้ ๆ สายตาเล็ก ๆ จับจ้องนางไม่วาง ราวกับกำลังพยายามทำความคุ้นเคยกับมารดาคนใหม่ในร่างเดิม
“เข้าใจหรือไม่อวี้เอ๋อร์ เหยียนเอ๋อร์ ต่อไปนี้พวกเจ้าเรียกแม่นมฟางว่าท่านยายนะ”
เฉินจิ่งอวี้พยักหน้ารับแม้ใบหน้าแสดงออกว่ายังไม่เข้าใจทว่าในฐานะที่ตนเป็นพี่สาวเกิดก่อนน้องชายหนึ่งลมหายใจจึงควรตอบรับมารดาก่อนเท้าน้อยค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้มารดาอีกนิด ดวงตาโตใสยังคงแดงชื้น แต่สีหน้าผ่อนคลายลงแล้ว ส่วนน้องชายยืนเงียบอยู่ข้างหลังเล็กน้อย หลังตรง มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่น แววตานิ่งสงบเกินวัย
เฉินอวิ๋นซีนั่งยองลงให้ระดับสายตาเท่ากับพวกเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ต่อจากนี้พวกเจ้าก็คือลูกของข้า ข้าสัญญาว่าจะดูแลพวกเจ้าให้ดีที่สุดเอง”
คำพูดนั้นทำให้เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายวูบหนึ่ง ส่วนคนเป็นน้องชายยังคงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ น้ำเสียงตรงไปตรงมา
“ท่านแม่…เหมือนไม่ใช่มารดาเราเลย”
เฉินอวิ๋นซีไม่ได้แปลกใจ นางเพียงยิ้มบางแล้วถามกลับอย่างใจเย็น “แล้วเจ้าไม่ชอบมารดาคนนี้หรือ”
เฉินจิ่งเหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ชอบขอรับ…ชอบมากกว่าคนเดิม”
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่จริงใจจนเฉินอวิ๋นซีเผลอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ นางยื่นมือไปลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กชายอย่างเอ็นดู ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมบางนุ่มที่ขาดการบำรุงมานาน
“ชอบก็ดี” นางพูดเสียงนุ่ม รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “เพราะต่อไปนี้ แม่จะดูแลพวกเจ้าเอง”
“อวี้เอ๋อร์รักท่านแม่มากเช่นกันเจ้าค่ะ”
เฉินจิ่งอวี้ขยับเข้ามาใกล้จนเกือบชนหัวเข่านาง เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาโตใสเป็นประกายวาบหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้อีกก้าว ร่างเล็กผอมแห้งยืนตรงหน้า มือเล็กกำชายเสื้อเก่าของตนเองแน่นเล็กน้อย คล้ายลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยเสียงเบา
“ท่านแม่กอดอวี้เอ๋อร์หน่อย”
เฉินอวิ๋นซีชะงักไปเสี้ยวอึดใจ
คำขอนั้นตรงไปตรงมา เรียบง่าย และอ่อนโยนอย่างที่คนไม่คุ้นเคยกับเด็กเล็กยากจะรับมือ นางไม่เคยถูกใครอ้อนเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่า ‘แม่’ ที่ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเช่นนี้ด้วย
นางยังไม่ทันตอบ เด็กหญิงก็ขยับเข้ามาเอง ปลายหน้าผากแตะเข้ากับท้องนางเบา ๆ ก่อนจะยื่นแขนเล็ก ๆ ออกมาโอบเอวไว้หลวม ๆ ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ แต่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
เฉินอวิ๋นซีรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเบา ๆ
นางยืนแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว มือที่เคยจับดาบและอาวุธนับไม่ถ้วนกลับไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน สุดท้ายจึงค่อย ๆ ยกขึ้น โอบไหล่เล็ก ๆ นั้นไว้อย่างระมัดระวัง ท่าทางแข็ง ๆ ไม่คุ้นมือ ราวกับกลัวว่าตนจะออกแรงมากเกินไปจนเด็กน้อยเจ็บตัว แต่เพียงอ้อมแขนนางโอบเบา ๆ ร่างเล็กก็ซุกเข้ามาแนบแน่นขึ้นทันที
“อุ่น” เฉินจิ่งอวี้พึมพำเบา ๆ เสียงอู้อี้อยู่ตรงอกนาง
คำพูดนั้นทำให้เฉินอวิ๋นซีเผลอออกแรงกอดแน่นขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวใจของเด็กหญิงเต้นแผ่ว ๆ อยู่ใกล้เกินกว่าจะเมินเฉย นางก้มลงเล็กน้อย คางแตะศีรษะเล็กนั้นอย่างเผลอไผล
ข้าง ๆ กันนั้น เฉินจิ่งเหยียนยืนมองเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา แต่แววตาที่เคยนิ่งกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มือเล็กคลายจากชายเสื้อของตนเอง แม้จะยังไม่ก้าวเข้ามา แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างเหมือนก่อน
เฉินอวิ๋นซีรับรู้ได้ถึงน้ำหนักเล็ก ๆ ในอ้อมแขน และความรู้สึกแปลกใหม่ที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างช้า ๆ
อ่อนโยน เปราะบาง และทำให้นางใจอ่อนยวบโดยไม่ทันตั้งตัว
“เอาล่ะ” เฉินอวิ๋นซีมองไปรอบบ้านดินเก่าที่ทั้งคับแคบและอับชื้น ก่อนจะหันไปกำชับเด็กแฝดทั้งสองด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ไม่ดุ “วันนี้พวกเราทำความสะอาดบ้านกัน พวกเจ้าช่วยกันเก็บของที่ไม่ใช้แล้วออกไปก่อน เอาเศษฟาง เศษไม้ จัดการให้โล่งที่สุดเท่าที่ทำได้”
เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันอย่างว่าง่าย เฉินจิ่งอวี้รีบคว้าไม้กวาดเก่า ๆ ที่พิงผนังอยู่ ส่วนเฉินจิ่งเหยียนก้มลงใช้มือเล็ก ๆ เก็บเศษขยะ เศษใบไม้แห้งที่ปลิวเข้ามากองอยู่ตามมุมห้อง แม้จะเป็นเพียงการเก็บด้วยมือเปล่า แต่ท่าทางของทั้งคู่กลับตั้งใจจริงจังราวกับได้รับภารกิจสำคัญ
เฉินอวิ๋นซีหันไปมองถังน้ำไม้ที่ตั้งอยู่มุมบ้าน น้ำเหลือเพียงก้นถังบาง ๆ เท่านั้น นางถอนหายใจแผ่ว ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ในถังไม่มีน้ำ ข้าจะไปตักมาเติมให้เต็ม พวกเจ้าไม่ต้องตามมา”
เด็กแฝดเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน แต่เมื่อเห็นแววตานิ่งสงบของมารดา พวกเขาก็ไม่โต้แย้ง เพียงพยักหน้าแล้วกลับไปทำงานของตนต่อ
เฉินอวิ๋นซีหยิบถังไม้ขึ้นมาถือ เดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำสายเล็กที่อยู่ไม่ไกลนัก รอบแรกนางเดินไปตักน้ำมาได้โดยไม่หยุดพัก เพียงแค่หอบหายใจแรงขึ้นเล็กน้อยก็ยังพอทน
แต่พอรอบที่สอง ถังน้ำยังไม่ทันเต็มดีแขนขากลับเริ่มสั่น น้ำหนักที่กดทับอยู่บนไหล่ทำให้นางต้องหยุดยืนกลางทาง หอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมแรง
นางวางถังลงข้างทาง ยกมือเท้าเอว บ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดในใจ
ร่างนี้…แรงน้อยนัก
