บท
ตั้งค่า

ไม่แตะต้องเจ้าสักคืน

เช้าวันถัดมา แสงอรุณเพิ่งลอดผ่านหน้าต่างบานไม้ เย่วชิงลุกจากเตียงเล็ก สำรวมกายแต่งตัวเรียบง่าย ก่อนออกไปทำงานประจำของสาวใช้อุ่นเตียง จัดเตรียมอาหารเช้าและทำความสะอาดเรือนของคุณชายดังเช่นปกติ

วันนี้เจ้าของเรือนออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ห้องนอนจึงเงียบสงัด

ระหว่างเดินกลับจากครัวพร้อมผ้าขี้ริ้วในมือ กลุ่มบ่าวชายสามสี่คนที่ยืนอยู่มุมลานก็ขยับเข้ามาล้อม สีหน้าและแววตาเจือรอยเย้ยหยัน

“แม่นางเย่วชิง” เสียงหนึ่งเอ่ยล้อเลียน “ได้ยินว่าคุณชายไม่แตะต้องเจ้าสักคืนหรือว่ารังเกียจเจ้ากัน”

อีกคนหัวเราะหึ ๆ “เจ้าอยู่คนเดียวคงเหงาเปล่าเปลี่ยว มาเล่นสนุกกับพวกเราดีหรือไม่”

สายตาพวกนั้นไล่มองเรือนร่างนางอย่างเปิดเผย ความสวยที่โดดเด่นกว่าสาวใช้ทั่วไป และท่วงท่ามีชาติกำเนิดสูงกว่า ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกอยากยั่วยุ

เย่วชิงเม้มริมฝีปากนึกคำตามที่พวกเขาพูดออกมา ตอนอยู่นอกห้อง คุณชายก็ทำราวกับไม่รู้จักนางจริง ๆ

ทว่านั่นเป็นคาร์แรคเตอร์ที่เย็นชากับทุกคนยกเว้นนางเอกในเรื่องของพ่อพระเอก

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายลู่เพ่ยคนดีคนเดิมก็ก้าวเข้ามาขวางด้วยสีหน้าจริงจัง

“ถอยไปเสีย ไม่เช่นนั้นข้าจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งพ่อบ้าน” เสียงของเขาคมกริบจนคนทั้งหลายชะงัก บ่าวชายทั้งกลุ่มสบตากันแล้วพึมพำอย่างไม่พอใจ แต่ก็ยอมถอยออกไปทีละก้าวก่อนจะแยกย้ายกันหายไปจากลาน

เย่วชิงหันมองเขาอย่างแปลกใจ “เจ้ามาช่วยข้าอีกแล้วลู่เพ่ย ขอบคุณมากนะ”

ลู่เพ่ยมองสบตานางอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม “เพราะข้าไม่อยากเห็นเจ้าถูกพวกนั้นรังแก”

นางยิ้มบาง “งั้นเอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ข้าคิดว่าพวกเราเข้ากันได้ดีไม่น้อย”

“...” ลู่เพ่ยตาโต ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับในหัวกำลังคิดไปไกลมากกว่าสิ่งที่เย่วชิงยังพูดไม่จบ

“เราสองคบเป็นสหายกันได้หรือไม่”

“...” เขาส่ายหน้าเบา ๆ “แต่...ชายหญิงไม่อาจเป็นสหายกันได้”

เย่วชิงหัวเราะแผ่ว “ข้าไม่หัวโบราณหรอกน่า” ว่าแล้วก็ยื่นนิ้วก้อยออกไป “เกี่ยวก้อยเป็นสหายสนิทกันเถอะ”

ปลายนิ้วก้อยของทั้งคู่เกี่ยวกัน ลู่เพ่ยมองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่านยาก ขณะที่ในใจของเย่วชิงคิดเพียงอย่างเดียว...นางควรหาพรรคพวกเป็นบุรุษกำยำเอาไว้ ถือว่าปลอดภัยกว่าเวลามีศัตรูเพิ่ม

บทที่หก ช่วยเหลือฮูหยินชรา

หลังจากลู่เพ่ยยอมเกี่ยวก้อยรับคำเป็นสหาย เย่วชิงก็ยิ้มตาโค้งพลันเอ่ยชวนเสียงใสต่อ

“วันนี้ข้ามีเวลาว่างอยู่บ้าง เจ้าอยากออกไปข้างนอกกับข้าหรือไม่”

ลู่เพ่ยลังเลครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ได้สิ”

ไม่นานทั้งคู่ก็ไปขออนุญาตต่อหน้าท่านพ่อบ้านเว่ย ผู้มีใบหน้าสงบเยือกเย็น เขาเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนตอบรับเรียบง่าย

“ไปเถิด แต่อย่ากลับเกินยามโหย่ว”

เย่วชิงกับลู่เพ่ยค้อมศีรษะเป็นมารยาทแล้วเดินจากไป ใบหน้าทั้งสองมีแววพอใจที่ได้โอกาสออกพ้นประตูจวนเหมือนได้ออกไปท่องโลกกว้าง

แต่เมื่อร่างของทั้งสองลับสายตา พ่อบ้านเว่ยหันไปทางบ่าวชายคนสนิท “ไปแจ้งข่าวนี้ให้เรียบร้อย”

บ่าวชายผู้นั้นรับคำสั้นอย่างไม่จำเป็นต้องเอ่ยให้มากความราวกับรู้กันว่าให้ไปบอกใคร เดินลับ ๆ ล่อไปตามระเบียงเรือนบ่าว จนถึงห้องริมสุดซึ้งเป็นห้องใหญ่ที่สุดในแถบนี้

บานประตูเปิดออก เผยให้เห็นภายในห้องที่จัดอย่างพิถีพิถัน กลิ่นน้ำอบอ่อน ๆ ลอยคลุ้ง และผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลักเย่วซิน หัวหน้าสาวใช้ผู้มีอำนาจสูงสุดในเรือนบ่าวและเป็นมารดาของเย่วชิง

บ่าวชายก้าวเข้าไปข้างหน้า รายงานถ้อยคำชัดถ้อยชัดคำว่าบุตรสาวของนางได้ออกไปนอกจวน ใช้วันหยุดไปเที่ยวกับบุรุษสองต่อสอง พอฟังจบแววตาของเย่วซินเปลี่ยนทันที ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาหม่นเข้มด้วยความขุ่นเคือง มือข้างหนึ่งกำแน่นบนตักจนข้อขาวนูน

บรรยากาศในห้องเงียบงัน ราวกับเงามืดคืบคลานตามออกไปพร้อมร่างของเย่วชิงที่กำลังย่างก้าวสู่โลกภายนอกโดยไม่รู้ชะตากรรมตนเองในอนาคตอันใกล้…
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel