บทที่ห้า เกี่ยวก้อยเป็นสหาย
เซี่ยเจ๋อรุ่ยโน้มตัวลงคร่อมเย่วชิง มือใหญ่วางบนต้นขาเนียนราวกำลังสัมผัสสมบัติอันล้ำค่า ดวงตาคมกวาดมองบุปผาที่เบ่งบานอยู่ตรงหน้า เสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เย่วชิงชี้นิ้วลงเบา ๆ “ตรงนี้…คุณชายต้องให้ความสำคัญ”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนโน้มศีรษะลง ปลายลิ้นร้อนแตะสัมผัสกลีบอ่อนอย่างระมัดระวังในตอนแรก เย่วชิงเผลอสูดลมหายใจแผ่ว ร่างกายบิดเล็กน้อยจากความรู้สึกวูบวาบที่แล่นขึ้นสู่สันหลัง
ลิ้นของเขาเริ่มเคลื่อนไหวมั่นคงขึ้น ลากไล้ช้า ๆ ตามรอยกลีบ สลับดูดเบา ๆ ตรงจุดที่นางเคยชี้ไว้ มืออีกข้างลูบวนตรงปุ่มนูนเหนือบุปผาอย่างอ่อนโยนแต่ชัดเจน ความชื้นอุ่นค่อย ๆ ซึมออกมามากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวยิ่งเร้าใจและร้อนแรงทวีคูณ
“อ๊ะ...” เสียงครางหวานของนางดังสอดประสานกับเสียงลมหายใจของเขา “อืม…แบบนั้น…ดี” เสียงนางแผ่วพร่า แต่ปลายนิ้วกลับกำผ้าปูเตียงแน่น ความเสียวซ่านก่อตัวอย่างรวดเร็ว
เซี่ยเจ๋อรุ่ยจับจังหวะได้ก็ยิ่งเร่งแรงและความถี่ของลิ้น ปลายลิ้นกรีดชิมลึกขึ้นทุกครั้งที่นางสะท้าน มือใหญ่คอยบีบลูบตรงจุดไวสัมผัส จนร่างของเย่วชิงสั่นเทิ้ม ความร้อนในกายพุ่งสูงจนแทบระเบิด
“อ๊าง...”
ไม่นานนัก ร่างนางก็เกร็งกระตุก สะโพกยกขึ้นเล็กน้อย เสียงครางสั่นไหวหลุดจากลำคอเมื่อคลื่นความสุขซัดเข้าเต็มแรง ความชื้นอุ่นหลั่งออกมาเต็มปากและมือของเขา เซี่ยเจ๋อรุ่ยยังคงซับปลายลิ้นอย่างอ่อนโยนราวกับจะเก็บเกี่ยวหยดสุดท้าย
กลิ่นกายหอมอุ่นและลมหายใจถี่ของเย่วชิงยังอบอวลอยู่ในอากาศ เซี่ยเจ๋อรุ่ยมองนางที่เอนกายหอบแรง แก้มระเรื่อ ดวงตาหลับพริ้มราวกับดอกไม้เพิ่งผ่านสายฝน หัวใจของเขากลับรู้สึกบางอย่างที่ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจในบทเรียนที่เพิ่งเรียนรู้สำเร็จ
นาง…ช่างงดงามและน่าหลงใหลยิ่งกว่าสิ่งใดในสนามรบ
ไม่ทันคิดนานร่างสูงขยับขึ้นมาคร่อมเหนือร่างนาง มือใหญ่ยันข้างลำตัวทั้งสองฝั่ง สายตาคมจ้องใบหน้านวลที่ยังคงเปล่งประกายหลังเสร็จสม เขาก้มลงอย่างช้า ๆ ความร้อนจากกายชายโอบล้อมนางไว้ทั้งตัว ปลายจมูกใกล้แตะกันเพียงคืบ
เย่วชิงยังคงหอบแรง แผ่นอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างควบคุมไม่ได้ ความร้อนจากร่างกายยังลามซ่านไปทั่วปลายผมและปลายนิ้วที่กำผ้าปูเตียงไว้หลวม ๆ เปลือกตานางค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาที่พร่าไหวเพราะเพิ่งผ่านกระแสสุขสมมาเต็มแรง
สิ่งแรกที่สายตาของนางมองเห็น คือเงาร่างสูงใหญ่ของเซี่ยเจ๋อรุ่ยโน้มเข้ามาเหนือศีรษะ แผ่นอกและไหล่กว้างบดบังแสงตะเกียงจนเหลือเพียงกรอบร่างของเขาในเงาสลัว เสียงลมหายใจของเขาอยู่ใกล้เสียจนผิวแก้มนางรู้สึกได้ถึงความร้อน
แววตาคมของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนางเพียงผู้เดียว ราวกับโลกทั้งห้องเหลือแค่คนสองคน ความตั้งใจในดวงตานั้นชัดเจน…และก่อนที่ปลายจมูกของเขาจะลดระยะลงอีกเพียงน้อย เย่วชิงก็รู้ว่าชายตรงหน้ากำลังหมายจะจูบตน
หัวใจนางสะดุดเต้นหนึ่งครั้งด้วยความประหลาดใจ แต่เพียงชั่ววินาทีเดียว นางก็ยกมือเรียวขึ้นแทรกกลางระหว่างใบหน้าของเขากับตน ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ที่ริมฝีปากของเขาเป็นสัญญาณให้หยุด
“ดะ เดี๋ยวก่อน การจูบ…ไว้ไปฝึกกับสตรีที่ท่านรักดีกว่านะเจ้าคะ”
เสียงนางนุ่มราวสายลม แต่แฝงความเด็ดขาดที่ไม่เปิดทางให้เขาก้าวต่อ
ในแวบหนึ่งเซี่ยเจ๋อรุ่ยชะงักค้าง ดวงตาคมกะพริบช้าเหมือนกำลังทบทวนคำพูดนั้น ลมหายใจที่ร้อนระอุเพิ่งพ่นรดแก้มของนางเมื่อครู่ค่อย ๆ แผ่วลง ทว่าความร้อนในแววตากลับไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย
“แล้วแต่เจ้า”
ความร้อนแรงจากบทเรียนแรกค่อย ๆ คลายลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองที่ยังไม่ทันกลับสู่จังหวะปกติ เย่วชิงนั่งพิงหมอนอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ว่าหัวใจของตนยังเต้นแรงอย่างประหลาด
นางสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนเอื้อมมือหยิบกางเกงผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มที่พาดไว้ข้างเตียงมาสวมให้เซี่ยเจ๋อรุ่ยด้วยท่วงท่าเรียบสงบ ชายหนุ่มมองการกระทำนั้นโดยไม่กล่าวคำใด แต่แววตาลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออก
เมื่อจัดเสื้อผ้าของเขาเรียบร้อย นางก็ลุกขึ้นยืน จัดชายกระโปรงของตนเองให้เข้าที่บ้าง สวมอาภรณ์กลับดังเดิม มือเรียวลูบชายแขนเสื้อเบา ๆ ราวกับต้องการลบความรู้สึกบางอย่างออกจากผิวกาย
บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงแสงตะเกียงส่องเงาสองร่างบนผนัง เย่วชิงก้าวถอยไปยังเตียงเล็กสำรองที่ตั้งอยู่ใกล้ประตู
“ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณชาย” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่ในใจกลับปั่นป่วน
เซี่ยเจ๋อรุ่ยเพียงพยักหน้ารับ สายตายังติดตามร่างบางที่หมุนตัวหันหลังให้ แล้วเอนลงนอนบนเตียงเล็กโดยห่มผ้าบาง ๆ ปิดบังใบหน้าของตนเอง
คืนแรกจบลงเช่นนั้นไม่มีถ้อยคำใดต่อ แต่กลับทิ้งความรู้สึกแปลกประหลาดไว้ในหัวใจทั้งคู่ ราวกับมีบางสิ่งเพิ่งเริ่มต้นขึ้นและดูเหมือนว่าจะไม่อาจกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป