หากคุณชายปรารถนา
“หากคุณชายปรารถนาจะฝึกเรื่องบนเตียงชายหญิง ข้าน้อยมีวิธีเสนอซึ่งจะทำให้ท่านได้วิชาโดยมิจำต้องฝืนใจร่วมรักกับข้าน้อย ดีหรือไม่เจ้าคะ”
เซี่ยเจ๋อรุ่ยชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเข้มยังคงมองนาง แต่ไม่ตอบในทันที ทว่าจากสายตานั้น นางรู้แน่ว่าเขากำลังรอฟังถ้อยคำต่อไปอยู่
เย่วชิงจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม “คุณชายคงมีความคิดอยากร่วมหอกับสตรีที่รักเท่านั้น จึงมิชอบที่มารดาท่านบังคับ เช่นนั้นให้ข้าน้อยช่วยดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะช่วยให้ท่านเป็นงานและไม่ต้องเสียตัวให้ข้าน้อยด้วย”
คำพูดแปลกประหลาดนี้ทำให้ริมฝีปากของแม่ทัพหนุ่มกระตุกยิ้ม เผลอหลุดหัวเราะราวกับเพิ่งได้ยินถ้อยคำตลกในรอบหลายปี เสียงหัวเราะนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย
ประโยคที่นางพูดฟังราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายเสียหาย หากถูกนางจับกินเช่นนั้นหรือ ฝ่ายหญิงไม่ใช่หรือที่เป็นฝ่ายเยหาย
ยิ่งคิดเขายิ่งขบขัน
แม้ไม่เชื่อสิ่งที่นางพูดนัก แต่ความอยากรู้ว่าสตรีตรงหน้าจะมาไม้ไหนก็ผุดขึ้นในใจ
“ว่ามาสิ” เขากล่าวสั้น ๆ
เย่วชิยกมุมปากขึ้นอย่างมั่นใจ “ข้าน้อยจะสอนวิชาร่วมรักชายหญิงแก่ท่านและสิ่งใดก็ตามที่พวกเราตกลงกัน ข้าน้อยจะมิให้ฮูหยินเจียวล่วงรู้แม้เพียงครึ่งคำเจ้าค่ะ”
แววตาของแม่ทัพหนุ่มทอประกายบางอย่าง คล้ายระคนทั้งสนใจและท้าทาย
ใต้เงาแสงตะเกียง ร่างสูงใหญ่ยังโน้มคร่อมอยู่เหนือร่างนาง มิได้ขยับจากไปแม้ครู่เดียว
เย่วชิงนอนอยู่ท่าเดิมเนิ่นนาน ความรู้สึกประหลาดเริ่มก่อตัวในอก จึงยกเสียงเอ่ยอย่างสุภาพ “คุณชาย… ลุกขึ้นได้หรือไม่เจ้าคะ ลุกขึ้นมานั่งคุยกันดี ๆ เถิด”
บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมผละกายลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง เย่วชิงลุกตามอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาทอประกายซุกซน
“คุณชายเคยอ่านหนังสือโป๊หรือไม่เจ้าคะ”
สีหน้าคมเข้มตรงหน้านิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนหันมามองนางด้วยแววตาฉงน เย่วชิงจึงรีบเปลี่ยนถ้อยคำให้เหมาะแก่ยุคสมัย
“เอ่อ…ข้าหมายถึงตำราข้างหมอนเจ้าค่ะ”
ตำราข้างหมอนนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในยุคนี้ว่าเมื่อสตรีออกเรือนย้ายไปอยู่บ้านเจ้าบ่าว ย่อมถือเป็นคู่มือสำคัญสำหรับเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตคู่ ทั้งเรื่องเรือนและเรือนหอซึ่งก็คือตำรานี้แหละ
ทว่าชายหนุ่มกลับส่ายหน้า ปฏิเสธอย่างไม่ต้องไตร่ตรอง “ข้ามิได้มีเวลาว่างไร้สาระอ่านหนังสือพวกนั้น”
เย่วชิงยิ้มบาง เอียงศีรษะเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะนำตำราไร้สาระที่ท่านบอกมาให้ดูเจ้าค่ะ มันจะมีประโยชน์ต่อท่านในเวลานี้มากนัก”
น้ำเสียงและแววตาของนางตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งความขวยเขิน ราวสตรีที่ผ่านโลกมามากจนไม่คิดหลบเลี่ยงเรื่องชายหญิงแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้เซี่ยเจ๋อรุ่ยขมวดคิ้ว
ในกองทัพแม้หมู่ชายชาตรีจะพูดคุยเรื่องชายหญิงกันบ้าง แต่เซี่ยเจ๋อรุ่ยมิใช่ผู้ฝักใฝ่เรื่องเหล่านั้น แต่ไหนแต่ไรเขามีใจจดจ่อเพียงการอ่านตำราพิชัยสงคราม ศึกษากลศึก และฝึกวิชาการต่อสู้เท่านั้น
ราตรีนั้นจบลงไปด้วยดีทั้งสองฝ่าย เมื่อเย่วชิงได้ชี้แจงหน้าที่สาวใช้อุ่นเตียงอย่างเป็นทางการกับเจ้านายแล้วจึงลุกไปยังที่นอนของตน เตียงเล็กสำรองซึ่งตั้งอยู่ใกล้ประตูในห้องเดียวกัน
นางล้มตัวลงนอน พลางเอ่ยเสียงหวาน “ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ…ท่านแม่ทัพเวอร์จิ้น”
ประโยคสุดท้ายหญิงสาวลดเสียงลงพูดเบา ๆ มุมปากยกขึ้นอย่างขบขันหัวเราะกับตนเอง ทิ้งตัวเอนนอนก่อนค่อย ๆ หลับตาลง
บทที่สาม ออกข้างนอกครั้งที่1
รุ่งเช้าวันถัดมาแสงอรุณสาดลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง เย่วชิงก้าวออกจากเรือนด้วยอาภรณ์เรียบง่ายของสาวใช้ ตั้งใจตรงไปยังห้องครัวเพื่อยกสำรับมื้อเช้าให้เจ้านายคนใหม่
แต่เพียงก้าวเข้าสู่ลานครัว เสียงซุบซิบเบา ๆ ก็เล็ดลอดจากกลุ่มสาวใช้มุมห้อง
“เมื่อคืนไม่ได้ยินเสียงอันใดจากเรือนคุณชายเลย”
“ฮึ สาวใช้อุ่นเตียงที่เจ้านายไม่แตะต้อง ช่างน่าสงสารเสียจริง”
เย่วชิงกวาดตามองไปรอบครัวจึงพบกลุ่มสาวใช้ที่เคยถูกเย่วชิงคนเดิมเยาะเย้ยในอดีต กำลังยืนนินทาอย่างไม่คิดปิดบัง นางรู้ดีว่านี่คือผลจากความสัมพันธ์อันย่ำแย่ของร่างเดิม
ไม่นานนัก พวกนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น
“เย่วชิง” เสียงเจือเยาะเย้ยดังขึ้น “เมื่อคืนเงียบเชียวนะ หรือว่าคุณชายรังเกียจเจ้ากัน”
อีกคนเสริมเสียงแผ่วแต่พอให้ได้ยินทั่ว “รู้ตัวแล้วสินะว่าตัวเจ้านั้นก็ไม่ต่างอันใดกับพวกข้า ดูสิท่าทางช่างต่างจากเมื่อก่อนที่ชูคอมักอวดว่าตนได้เลื่อนขั้นนัก”
“...”
ศัตรูเยอะเสียเหลือเกิน เย่วชิงคิดในใจ ขณะรอคนครัวจัดสำรับ ใจหนึ่งก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำให้ร่างนี้นิสัยแข็งกระด้างถึงเพียงนี้
นางจำได้ว่าตอนอ่านนิยาย เคยก่นด่าว่านางร้ายผู้นี้ปากร้าย ขวางโลก ทั้งที่เป็นถึงลูกสาวหัวหน้าสาวใช้โชคดีกว่าใครหลายคน แต่เนื่องจากนักเขียนไม่ได้บรรยายถึงเรื่องราวเบื้องหลังของตัวละครอื่นนอกจากนางเอกและพระเอกมากนัก นางจึงไม่รู้ได้
สายตานางเผลอเหลือบไปยังร่างสตรีวัยกลางคนที่เพิ่งก้าวเข้าครัวมาเย่วซิน...มารดาของร่างนี้ หัวหน้าสาวใช้ผู้มีอำนาจในจวนแห่งนี้
เย่วชิงยืนอยู่ตรงทางเดินที่นางต้องผ่าน แต่มารดาของร่างนี้กลับเดินผ่านไปเฉยราวกับมิได้มีเลือดเนื้อเชื้อไขยืนอยู่ตรงหน้า ไม่มีแม้แต่หางตาแลมองลูกสาวตนเองที่กำลังถูกรุมรังแก
ความสงสัยก่อตัวในอกของหญิงสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ