บทที่สี่ ขาที่สาม
ยามวิกาลมาถึงในที่สุด แสงตะเกียงน้ำมันในเรือนนอนของแม่ทัพหนุ่มส่องละมุนทั่วห้อง เย่วชิงวางห่อผ้าสีหม่นบนโต๊ะเตี้ย คลี่ออกเผยให้เห็นตำราข้างหมอนสามเล่มที่เพิ่งได้มาจากร้านหนังสือมือสอง
เซี่ยเจ๋อรุ่ยนั่งพิงหมอนบนเตียง มองนางด้วยสายตาผสมระหว่างความสงสัยและระวัง
“นี่คือหนังสือที่เจ้าเอ่ยถึงไว้หรือ”
นางยิ้มบางก้าวขึ้นนั่งข้างเขาอย่างไม่เกรง “เจ้าค่ะ… คืนนี้ข้าจะสอนบทเรียนแรกให้คุณชาย”
นางเปิดตำราพลิกหน้าที่มีภาพวาดสตรีนั่งพิงอกบุรุษด้วยท่วงท่าสนิทชิด แสงตะเกียงสะท้อนสีแดงระเรื่อบนใบหน้าแม่ทัพหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
“บทเรียนแรกคือการช่วยให้บุรุษคลายความเก้อเขินในยามอยู่ใกล้สตรี”
แสงตะเกียงส่องลอดผ่านผ้าม่านบาง เผยให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้เป็นแม่ทัพดังตำนาน แต่เวลานี้กลับนั่งอยู่บนขอบเตียงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เย่วชิงขยับเข้าใกล้ ดวงตาหวานจ้องลึกไปในดวงตาคม
“คุณชายเคยใช้มือช่วยตัวเองบ้างหรือไม่”
เซี่ยเจ๋อรุ่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าจริงจังดังในสนามรบ “ไม่เคย ข้ามีเวลาว่างไม่มากนักหากมิออกศึก ก็อ่านตำรากลยุทธ์สงคราม”
เย่วชิงหัวเราะเบา ๆ แววตาฉายความเอ็นดูปนขบขัน “เช่นนั้นวันนี้ ข้าน้อยจะสอนให้คุณชายได้รู้จักสงครามอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มิได้ใช้ดาบและโล่ แต่ใช้เพียงกายและใจของตนเอง”
เย่วชิงนั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้าคุณชายร่างสูงที่นั่งหลังตรงแต่ไหล่แข็งเกร็ง ดวงตาคมของเซี่ยเจ๋อรุ่ยจ้องมองนางอย่างไม่ไว้ใจปนสงสัย
“คุณชายโปรดปล่อยกายให้ผ่อนคลาย ข้าน้อยจะเริ่มบทเรียนแรก” เสียงหวานชิดใกล้คล้ายกระซิบในความเงียบ ทำให้หัวใจคนฟังเต้นแรงขึ้น
มือเรียวของนางเลื่อนเข้าหาต้นขากำยำที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผ้าสีเข้ม ปลายนิ้วลูบเพียงผิวเนื้อผ่านเนื้อผ้าอย่างแผ่วเบา แต่เพียงครู่เดียว ความอุ่นร้อนจากกายชายก็แผ่ซ่านออกมาให้รับรู้ได้
แม่ทัพหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย แววตาคมหลุบต่ำราวกับพยายามปิดบังกระแสความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน เย่วชิงกลับค่อย ๆ เพิ่มแรงกำชับนิ้ว ลากผ่านแนวกลางต้นขาด้วยจังหวะช้าและมั่นคง
“อ่า...”
เพียงครู่เดียว ผืนผ้าที่เคยราบเรียบกลับขึงตึงอย่างเห็นได้ชัด ราวถูกแรงบางอย่างจากภายในดันขึ้นทีละน้อย ฝ่ามือบางลูบไล้เนิบช้า สัมผัสความแข็งร้อนที่ขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างไม่หยุด จนกลายเป็นลำแน่นตึงทอดยาวเหนือหน้าขา ราวกับมี ‘ขาที่สาม’ ปรากฏขึ้น
แม้ยังมีชั้นผ้ากั้น แต่เพียงสัมผัสก็รู้ได้ว่ามันทั้งมหึมาและหนักแน่นเพียงใด ความร้อนจากภายในซึมผ่านเนื้อผ้าสู่อุ้งมือ จนฝ่ามือของนางเหมือนถูกไฟลามทุ่งเผาไล่
ลมหายใจของเซี่ยเจ๋อรุ่ยเริ่มแผ่วสั่น ลำแข็งร้อนที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผ้าขึงตึงเต็มที่ ราวกับนักรบที่พร้อมออกศึกทุกลมหายใจ ฝ่ามือเย่วชิงโอบรอบมันผ่านเนื้อผ้า ลูบไล้เน้นจังหวะขึ้นลงอย่างเชี่ยวชาญ ทุกครั้งที่กดแนบ ความร้อนในอุ้งมือก็เพิ่มขึ้นราวกับเพลิงกำลังลุกโชน
เพียงไม่นาน ความร้อนนั้นกลับมาพร้อมความชื้นอุ่นซึมผ่านชั้นผ้าสู่ปลายนิ้ว ร่องรอยของปรารถนาที่เอ่อล้นออกมาโดยที่เจ้าของร่างไม่ทันตั้งใจทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
แม่ทัพหนุ่มกัดกรามแน่น ดวงตาคมปิดลงชั่ววูบ กล้ามเนื้อขากระตุกตามแรงสัมผัสที่เร่งเร้าขึ้นเรื่อย ๆ เย่วชิงก้มลงกระซิบชิดใบหู เสียงนุ่มพร่าไหว
“คุณชาย...ข้าน้อยจะเริ่มต้นช่วยทำให้ท่านรู้จักความรู้สึกสุขสมอย่างที่บุรุษทั่วไปได้สัมผัสก่อนนะเจ้าคะ”
เย่วชิงมองใบหน้าคมที่บัดนี้มีเหงื่อซึมบาง ๆ ริมฝีปากเขาเม้มแน่นราวกับพยายามควบคุมตัวเอง นางยกยิ้มบาง ก่อนจะเลื่อนมือขึ้นไปที่ขอบผ้าผูกเอว คลายผ้าผูกเอวถูกเย่วชิงคลายออกอย่างช้า ๆ ร่างสูงที่นั่งเกร็งเหมือนนักรบเผชิญศัตรูกลับกลั้นลมหายใจแน่น จนสิ่งใหญ่โตที่ซ่อนอยู่ภายในผ้าหลุดพ้นออกมาในที่สุด
ดวงตาของนางเบิกเล็กน้อย ลำร้อนผ่าวขนาดใหญ่โผล่เด่นอยู่ตรงหน้า แม้ยังไม่ได้เห็นกับตา ก่อนหน้านี้ก็พอจะเดาได้ว่ามันใหญ่ แต่เมื่อเห็นเต็มตากลับรู้สึกทั้งประหลาดใจและใจเต้นแรง
นี่มันใหญ่เกินไปหรือเปล่าเนี่ย ไม่รู้ว่าจะยินดีกับภรรยาในอนาคตของคุณชายหรือจะต้องสงสารแทนนางกันแน่ ความคิดวาบผ่านในหัวพร้อมรอยยิ้มมุมปาก
ฝ่ามือบางโอบรอบลำแท่งร้อนทันที นางเริ่มรูดขึ้นลงช้า ๆ ความร้อนจากผิวเนื้อแผ่ซ่านเข้ามา ปลายนิ้วลูบไล้ตั้งแต่โคนจนถึงปลาย ความชื้นอุ่นเริ่มซึมออกมาเคลือบให้ลื่นขึ้น
เสียงครางต่ำหลุดจากลำคอของเซี่ยเจ๋อรุ่ย
“อืม… อ่า…”