ตอนที่ 2 มื้ออาหาร
“หึ กว่าจะมาถึงได้คิดจะให้คนอื่นรอนานแค่ไหนกัน” น้ำเสียงถากถางไม่เบาเจาะจงให้คนมาใหม่ได้ยินดังขึ้นทันทีที่อิ้งเยว่ก้าวเข้ามาในห้องอาหาร
ทว่าคนถูกถากถางกลับหันสายตามองเพียงแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับมา ก้าวขาหย่อนตัวนั่งลงในตำแหน่งตนเอง
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาคุณนายรองที่ตั้งใจหาเรื่องจึงตวัดสายตามองมาก่อนจะกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย
ไหนคนข้างนอกบอกว่าอิ้งเยว่เป็นคนอารมณ์ร้าย นี่ขนาดเธอพูดเหน็บแนมต่อหน้ายังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
อิ้งเยว่ลอบมองเธอเช่นเดียวกัน
ก็แค่กลอุบายตื้น ๆ คิดว่าเธอจะหลงกลหรือยังไง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอิ้งเยว่คนก่อนก็ไม่แน่เหมือนกันแฮะ ในเมื่อตัวร้ายสมองกลวงคนนั้นไม่ชอบให้คนอื่นพูดจากระแนะกระแหนตัวเอง
อิ้งเยว่หลุดขำให้กับความคิดของตนเอง แต่การกระทำนั้นกลับถูกคนที่จ้องจับผิดเข้าใจผิด
“มีอะไรน่าหัวเราะหรือไง”
“...”
“ฉันถามเธอนั่นแหละ มากินข้าวช้าไม่พอยังทำตัวเสียมารยาทอีก นี่แหละน้า...” ปลายหางตาเหลือบมองมาอย่างดูแคลน คำพูดสุดท้ายถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้น
อิ้งเยว่เข้าใจดีว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือ เธอทำอะไรผิด
คงไม่ใช่เข้าใจผิดเรื่องที่เธอหลุดขำออกมาใช่ไหม
ขอเถอะ ฉันไม่ได้หลุดขำให้กับท่าทางของเธอเสียหน่อย คนอะไรหลงตัวเองชะมัด
อิ้งเยว่กลอกตาในใจก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“คุณนายรองไม่ชอบอะไรในตัวฉันหรือเปล่าคะ” ท่าทีไม่ยี่หระน้ำเสียงเอ่ยถามสบาย ๆ ทำคนมองไม่พอใจจริง ๆ
อย่างไรก็ตามหลังได้รับคำถามตรงไปตรงมาเธอกลับพูดไม่ออกอยู่บ้าง
เห็น ๆ อยู่ว่าตั้งแต่เข้ามาอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรสักคำมีแต่เธอเท่านั้นที่พูดไม่หยุด ครั้นถูกถามตรงเข้าประเด็นจะให้เธอพูดออกไปตรง ๆ ได้ยังไง
ให้พูดออกไปว่า ฉันไม่ชอบพื้นเพครอบครัวของเธอ! จูหนิงไม่ได้โง่พอจะพูดออกมาตรง ๆ เสียหน่อย
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ชอบอะไรในตัวเธอ แค่เห็นว่าเธอมาสายปล่อยให้ผู้ใหญ่รอ”
“ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอ?” อิ้งเยว่กวาดตามองรอบโต๊ะ แล้วหันกลับมาหาคุณนายรอง “ฉันจำได้ว่าคุณนายรองกับฉันอายุเท่ากันนะคะ อีกอย่างผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่คุณหมายถึงก็ยังไม่มา คุณนายรองกล่าวหาฉันอย่างนี้ออกจะเกินไปหรือเปล่า”
“ฉันกล่าวหาเธอที่ไหนกัน!”
“ไม่ใช่ก็แล้วไปค่ะ ฉันจะได้เข้าใจว่าคำพูดพวกนั้นก็แค่คำพูดลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ” พร้อมยิ้มบางส่งให้อีกฝ่ายไปหนึ่ง
คนถูกตอกกลับกัดฟันกรอดพลางฝืนยิ้มออกมา
ดีมากอิ้งเยว่ เป็นแค่หญิงสาวจากครอบครัวธรรมดาแต่ฝีปากกลับคมคายยิ่งนัก เห็น ๆ อยู่ว่าเข้าใจทุกคำที่เธอพูดแต่กลับสามารถแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจได้ !
วันนี้ถือว่าเธอเดินเกมผิดไป ไว้คราวหน้าจะต้องทำให้ใบหน้ายิ้มแย้มของผู้หญิงคนนี้ไม่กล้ายิ้มออกมาอีก!!
“เสียงดังอะไรกันได้ยินไปถึงข้างนอก”
อิ้งเยว่หันขวับมองเห็นกลุ่มคนทยอยเดินเข้ามาในห้องอาหาร
คนที่เดินนำหน้าคือเจ้าของเสียงที่เธอได้ยินเมื่อกี๊ ส่วนคนที่เดินตามหลังมาซึ่งดูมีอายุหน่อยก็คือนายท่านใหญ่ของบ้าน ก่อนจะตามมาด้วย คุณชายใหญ่ ภรรยาของเขา คุณชายรอง และสุดท้าย ชายผู้มีใบหน้าหล่อเหลา แต่แววตากับเรียบเฉยหรือก็คือพระเอกของนิยายเรื่องนี้โจวหมิง
ชายหนุ่มหลุบสายตามองมาเล็กน้อยก่อนจะหย่อนตัวนั่งข้าง ๆ อิ้งเยว่
อ่า...เพราะโจวหมิงหน้าตาดีและหล่อเหลาแบบนี้ไง อิ้งเยว่ถึงได้หลงใหลอย่างไม่ลืมหูลืมตา บรรยากาศภูมิฐานรอบตัวบวกกับใบหน้าติดเย็นชาเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำทะเลที่แค่ได้มองก็รู้สึกคล้ายถูกความลึกลับของดวงตาคู่นั้นดูดกลืนให้จมลงไปในความลุ่มหลง
ถ้าเปลี่ยนเป็นเธอมีสามีหล่อเหลา หน้าที่การงานดี รูปร่างดีแถมยังดูกำยำ ไม่รู้ว่าใต้เสื้อผ้าเนื้อดีที่เขาใส่อยู่ซ่อนรูปร่างน่าสัมผัสแบบไหนเอาไว้บ้างก็คงจะหลงใหลโจวหมิงเหมือนกัน
ติดแค่สำหรับอิ้งเยว่คนใหม่แล้ว ถึงโจวหมิงจะน่าหลงใหลแค่ไหน ถ้าใจของเขาไม่ได้อยู่กับเธอ เธอก็ไม่สะดวกมอบใจให้เขา
เพราะเกมความรู้สึก คนที่รักมากกว่ามักเป็นฝ่ายแพ้
ไม่ใช่เธอเห็นความรู้สึกเป็นแค่เกมก็แค่รู้สึกว่าผู้ชายที่สามารถแต่งผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาเพียงเพราะเธอมีท่าทางนิสัยคล้ายรักแรกของตัวเองได้ทั้งที่ไม่ได้รัก คนอย่างนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไรเท่าไร
แต่งคนเขามาแล้วแท้ ๆ พอถึงวันคนรักวัยเยาว์ปรากฏกับเอาใจใส่เธอมากกว่าภรรยาของตัวเองเสียอีก จริงอยู่ที่อิ้งเยว่ในต้นฉบับนิสัยไม่ได้ดี แต่การที่โจวหมิงเอาอกเอาใจรักแรก ดูแลดีจนออกนอกหน้าก็ใช่จะเหมาะสม
“มองพอแล้วหรือยัง”
อิ้งเยว่สะดุ้งกึก ก่อนจะยิ้มแห้งออกมา
เธอมองเขานานไปเหรอ?
หญิงสาวที่รู้สึกกระดากอายดึงสายตากลับมามองอาหารตรงหน้า
คุณหญิงใหญ่จ้องมองอิ้งเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแสดงออกอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับท่าทางของเธอเพียงแค่เอ่ยปากบอกให้ทุกคนเริ่มกินข้าวได้
มื้ออาหารผ่านไปอย่างสงบ คงเพราะเป็นครอบครัวทหาร เวลากินข้าวจึงไม่มีใครพูดอะไรมากนัก ทุกคนต่างก้มหน้ากินข้าวกันเงียบ ๆ กระทั่งอาหารทุกอย่างถูกยกออกไป เปลี่ยนเป็นของหวานกินเล่นกับชุดน้ำชา บทสนทนาบนโต๊ะอาหารถึงเริ่มขึ้น
“สะใภ้เล็กหลายวันมานี้เป็นอย่างไรบ้าง”
อิ้งเยว่ยิ้มบางให้แม่สามี “สบายดีค่ะ”
“ไม่มีอะไรไม่สะดวกใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ ทุกอย่างในบ้านตระกูลโจวล้วนสะดวกสบาย”
“อย่างนั้นก็ดี จะได้ไม่มีใครเอาไปพูดข้างนอกได้ว่าตระกูลโจวใจแคบกับสะใภ้”
อิ้งเยว่ยิ้มบาง
คำพูดของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า ฟังผ่าน ๆ ก็คงจะเป็นแค่การถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป แต่เมื่อน้ำเสียงนั้นมาพร้อมกับแววตาซุกซ่อนนัยดูถูกอิ้งเยว่ก็ไม่สามารถคิดอย่างไร้เดียงสาได้
อีกอย่างตัวการที่ผลักอิ้งเยว่ในต้นฉบับไปสู่ทางตันก็คือผู้หญิงคนนี้
“แม่สามีคิดมากไปแล้ว ตระกูลโจวดีขนาดนี้ถ้ามีข่าวลือไม่ดีออกไปจริง ๆ คนพวกนั้นคงเป็นพวกเรียนมาน้อยถึงได้ไม่รู้คุณคน คุณแม่คิดว่าจริงไหมคะ”
มุมปากหญิงวัยกลางคนกระตุกก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อยแสร้งทำเป็นขบขันในคำพูดของสะใภ้เล็ก ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ชอบเลยสักนิด
“นั่นสิ ตระกูลโจวดีขนาดนี้ถ้ามีข่าวลือไม่ดีออกไป คงต้องเรียกคนพวกนั้นมาสอบสวนแล้วล่ะ”
ก็แค่อุบายของผู้ใหญ่โตแต่ตัวคิดว่าเธอจะยอมให้ถูกด่าง่าย ๆ เหมือนอิ้งเยว่คนก่อนหรือยังไง คิดง่ายไปแล้ว
นายใหญ่ของบ้านสัมผัสถึงบรรยากาศไม่ดีระหว่างภรรยากับสะใภ้เล็กได้จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “เรื่องข่าวลือพวกนั้นช่างมันเถอะ แค่คนในตระกูลรักใคร่ปรองดองกันก็พอแล้ว” พูดจบก็หันมองลูกชายคนโต “เจ้าใหญ่ตามพ่อขึ้นไปข้างบน ส่วนเจ้ารองวันนี้มีแผนจะออกไปไหนไหม”
“ผมว่าจะออกไปดูธุรกิจของตระกูลสักหน่อยนะครับ”
พ่อสามีพยักหน้ารับรู้จากนั้นหันสายตามาหาโจวหมิง
“ผมจะไปค่ายทหารยังมีหลายเรื่องต้องจัดการ”
“ในเมื่อทุกคนมีธุระกันหมดก็แยกย้ายกันเถอะ ส่วนใครไม่มีธุระอะไรก็อยู่เงียบ ๆ อย่าสร้างปัญหาก็พอ”
แน่นอนว่าคำพูดนี้อีกฝ่ายต้องการพูดให้อิ้งเยว่ได้ยิน ในบ้านหลังนี้นอกจากเธอแล้วทุกคนล้วนมีหน้าที่กันหมด
แต่แล้วยังไงล่ะ? เธอไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจสักหน่อย
อย่างไรเสียเงินที่ใช้กินดื่มก็ไม่ได้มาจากอีกฝ่าย แต่ได้จากโจวหมิงต่างหาก อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ขอแค่ไม่ใช่คำด่าตรง ๆ เธอฟังผ่าน ๆ ไปเหมือนสายลมได้หมดนั่นแหละ
เมื่อได้รับคำพูดจากผู้นำตระกูลแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกทุกคนต่างลุกขึ้นเพื่อออกไปทำหน้าที่ของตน
อิ้งเยว่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ถึงจะยังไม่มีงานให้ทำเป็นชิ้นเป็นอันก็เถอะ
หญิงสาวที่มั่นใจแน่แล้วว่าเนื้อหาในนิยายกับสิ่งที่เจอคล้ายคลึงกัน ไม่สิแทบจะเรียกได้ว่าเหมือนในต้นฉบับที่ได้อ่านตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชีวิตในฐานะอิ้งเยว่ให้ดี ไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโจวหมิงและรักแรกของเขา รวมไปถึงห้ามคาดหวังชีวิตแต่งงานแสนอบอุ่น
แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ในฐานะคุณนายน้อย ใช้เงินที่เขาให้อย่างสบายใจก็พอ
“เดี๋ยวก่อน” ฝีเท้าที่ก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงัก ดวงตางดงามหันกลับมามองข้างหลัง
