เวรแล้วไงเข้ามาในนิยายที่เขียน 1.2
แต่แล้วขณะที่ทั้งบ้านกำลังกังวลใจอยู่นั้น ร่างที่นอนอยู่กลับมีปฏิกิริยาขึ้นมา ซึ่งหลี่ลู่หรานเห็นเข้าจึงรีบบอกทุกคนอย่างดีใจ
“ทุกคนดูนั่นสิ นิ้วพี่รองเหมือนจะขยับ”
“นั่นสิ นิ้วของอาเหมยขยับจริง ๆ ครับพ่อ แม่”
หลี่ซือหยวนดีใจไม่น้อยแล้วรีบบอกพ่อกับแม่เลี้ยง ที่เขารักและเคารพเธอเหมือนแม่ตัวเอง
ตอนนี้ทุกคนยิ้มได้แล้ว แต่ก็ยังอยากจะพาหลี่เหมยเข้าเมืองเพื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลสักครั้ง และคิดว่าเมื่อเธอฟื้นจะรีบพาไปทันที
ส่วนร่างของหลี่เหมยที่กำลังนอนอยู่นั้น เริ่มขยับเปลือกตาเล็กน้อย ก่อนจะลืมตาขึ้นมา เมื่อเห็นบรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไป เธอจึงลุกพรวดด้วยความตกใจ
“พวกคุณเป็นใคร” นี่คือคำถามแรกที่เธอถาม และคำถามนี้สร้างความตกใจให้กับคนภายในห้องไม่น้อยเลย นั่นเพราะกลัวว่าเกิดการกระทบกระเทือนที่สมอง ทุกคนจึงมีความเคร่งเครียดและกังวลอาการของเธออย่างเห็นได้ชัด
ขณะนั้นเอง หลี่เหมยกรีดร้องออกมาเหมือนกับเจ็บปวดมาก เธอเอามือกุมศีรษะไว้ ก่อนจะมีภาพเรื่องราวต่าง ๆ ฉายชัดเข้ามาในหัว ทำให้รู้ว่านี่คือร่างของหลี่เหมย นางร้ายในนิยายที่เธอเขียน!
‘นี่ฉันเข้ามาในนิยายเหรอเนี่ย!’
ใช่แล้ว เธอคือเสี่ยวหลิงที่ตายเพราะนอนน้อยและโดดดูดวิญญาณเข้ามาในร่างนี้ แต่เพราะร่างนี้อ่อนแอจนเกินไปทำให้หญิงสาวสลบไปอีกครั้ง
“อาเหมย” ทุกคนร้องเรียกอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวล้มตัวไปกับที่นอนอีกครั้ง
“พ่อครับ ผมคิดว่าเราต้องพาน้องไปหาหมอแล้วล่ะ”
หลี่ซือหยวนเริ่มลนลานเมื่อน้องสาวหลับไปอีกแล้ว
“เราตามหมอในหมู่บ้านมาตรวจก่อนดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้อาเหมยก็ฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ต่อให้เธอจะมีอาการแปลกจากเดิมก็ตาม” คนเป็นพ่อห่วงลูกสาวไม่ต่างกัน แต่เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้งก็มีความหวังแล้วว่าหลี่เหมยจะไม่เป็นอะไร
ได้ยินอย่างนั้นหลี่ซือหยวนรีบวิ่งออกไปจากบ้านทันที
เมื่อกลับมาก็มีหมอประจำหมู่บ้านตามมาด้วย หมอคนนี้เริ่มตรวจดูว่าหลี่เหมยเหมยเป็นอะไรถึงได้สลบไปแบบนั้น แต่เมื่อตรวจดูอย่างละเอียดแล้ว พบว่าร่างกายของเธอไม่เป็นอะไรเลย
“หลี่เหมยไม่เป็นอะไรหรอก ฉันคิดว่าควรให้เธอพักสักหน่อยเถอะ อีกไม่นานคงตื่นขึ้นมาเอง”
หมออียังคงตอบเหมือนเดิม เนื่องจากดูแล้วว่าเธอไม่มีอาการอะไรให้เป็นห่วง ท่าทางของเธอเหมือนคนหลับไปเท่านั้น
“หมออี แล้วทำไมตอนที่อาเหมยฟื้นขึ้นมาถึงมีท่าทีจำพวกเราไม่ได้ล่ะ” เฉินรุ่ยเมิ่งมีความกังวลในเรื่องนี้พอสมควร กลัวว่าเมื่อลูกฟื้นขึ้นมาแล้วจะไม่เหมือนเดิม กลัวว่าหลี่เหมยจะจำทุกคนในบ้านไม่ได้
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก นั่นเพราะว่าเธออาจจะหลับนานจนเกินไป ทำให้สมองยังคงมีความมึนงงอยู่ ต้องรอดูตอนที่เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ยังไงเดี๋ยวฉันจัดยาบำรุงไว้ให้ก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณครับหมอ ค่ารักษาเท่าไรครับ” หลี่กวงกล่าวขอบคุณ ก่อนจะสอบถามถึงค่ายาและค่าหมอในครั้งนี้
“ไม่ต้องหรอก สมุนไพรพวกนี้ฉันหามาจากบนเขาน่ะ
ไม่เกี่ยวกับของรัฐที่ส่งมาให้ ฉันเห็นหลี่เหมยเหมือนลูกหลานคนหนี่ง เดี๋ยวให้ซือหยวนตามฉันไปเอายามาก็แล้วกัน”
หมออีเห็นว่านี่คือเรื่องเล็กน้อย อีกอย่างสมุนไพรที่เขาหามาก็ไม่ได้เสียเงินซื้อ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน
“ครับหมอ” หลี่ซือหยวนรับคำ ก่อนจะเดินตามหมออีออกมาเพื่อไปรับยามาต้มให้น้องสาวได้กิน
“ถ้าอย่างนั้นพ่อกับแม่กลับไปทำงานก่อนนะ ลูกก็เฝ้าดูพี่ไว้ หากอาเหมยฟื้นแล้วรีบไปตามเลยนะ” หลี่กวงเห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่ต้องทำงานรอบบ่ายแล้วจึงได้บอกลูกคนเล็ก
“ค่ะพ่อ พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลนะ พี่รองฟื้นเมื่อไรฉันจะรีบไปบอกทันทีเลย พ่อกับแม่ไปทำงานเถอะค่ะ” เด็กสาวรีบพยักหน้ารับคำสั่ง เธอเองก็ห่วงพี่สาวเหมือนกันวันนี้เลยไม่ยอมที่จะไปไหน
ส่วนหลี่เหมยความจริงเธอรู้สึกตัวแล้ว แต่ยังมึนงงเลยไม่ยอมตื่นขึ้นมา ‘ขอโทษนะคะทุกคน ขอฉันตั้งสติสักหน่อยก็แล้วกัน เรื่องแบบนี้ทำใจยากจริง ๆ’
หลังจากสั่งการลูกสาวคนเล็กเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสองสามีภรรยาจึงเตรียมตัวไปทำงาน แม้ว่าจะหวงลูกสาวอย่าง
หลี่เหมยแค่ไหน แต่งานในกองพลน้อยก็ต้องทำ เพราะนั่นคืออาชีพหลักของครอบครัว
