ทวงคืนอย่างเจ็บแสบ 1.2
มีใครบ้างไม่รู้เรื่องที่ถังชุนเป้ยเป็นตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่
หร่วนเจินฮ่าวคอยปกป้องและคอยเอาใจ เพราะเธอก็คือหลานสาวของน้องสะใภ้ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้าน และนี่คงเป็นสาเหตุที่เขาคอยเอาใจ และคอยช่วยเหลือเธอมาตลอด
“เฮอะ! คิดเหรอว่าหลี่เหมยจะกล้า เธอรักฉันจะตาย แล้วจะมาประจานฉันทำไม ปล่อยไปเถอะอย่าไปสนใจเลย”
เขายังคงคิดว่าหลี่เหมยนั้นไม่กล้าทำอย่างที่ประกาศ คิดว่าเธอทำแบบนี้เพราะเรียกร้องความสนใจเท่านั้น เลยไม่คิดจะสนใจ
ส่วนหลี่ลู่หรานและคนบ้านรองหลี่ เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้น
นิ่งเงียบก็ได้แต่มองหลี่เหมยพร้อมกัน และรอดูว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป
หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจแล้วมองไปทางอีกฝ่ายอย่างเอาเรื่อง
‘คิดว่าตีมึนทำเฉยแล้วฉันจะปล่อยไว้เหรอ ฝันไปเถอะ อย่างนั้นมาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะอับอาย เงินและทรัพย์สินของ
หลี่เหมยคนก่อน ฉันคนนี้จะทวงคืนทุกอย่างเอง!’
“เสี่ยวหราน เราไปที่ห้องกระจ่ายข่าวกัน ในเมื่อเรียกมาคุยดี ๆ ไม่ชอบ อย่างนั้นก็ต้องประกาศให้คนรู้ทั่วหมู่บ้าน ให้ทุกคนรับรู้ไปเลย” หญิงสาวบอกน้องสาวและยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“แต่ห้องกระจายข่าวมีคนคอยดูแลนะพี่รอง พี่จะเข้าไปใช้เครื่องขยายเสียงยังไง เดี๋ยวก็ถูกทำโทษหรอก”
เด็กสาวคิดไม่ออกเลยว่าพี่สาวของเธอจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร อีกอย่างห้องนั้นใช้ได้สำหรับคนที่มีความเกี่ยวข้องเท่านั้น และคนนอกห้ามใช้ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาต
“ไม่ยากหรอก เรื่องนี้เราแสร้งบีบน้ำตาเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าห้องไม่ใช่คนใจร้าย เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จัดการเอง”
เธอบอกน้องสาวอย่างมั่นใจว่าจัดการเรื่องนี้ได้โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อน ก่อนจะพูดกับพ่อและแม่ว่า
“ฉันไปก่อนนะคะพ่อ แม่ เดี๋ยวค่อยเจอกันที่บ้าน หากได้ยินเสียงประกาศตามสาย เชื่อเถอะว่า หร่วนเจินฮ่าวจะต้องรีบหาตัวฉันแน่ และชาวบ้านที่อยากรู้คงต้องตามไปเหมือนกัน เมื่อถึงเวลานั้นพ่อกับแม่ค่อยตามไป”
หลี่เหมยบอกแผนการให้พ่อกับแม่ฟัง ซึ่งทั้งสองคนพยักหน้าอย่างเข้าใจแม้จะตกใจกับการกระทำของลูกสาวคนนี้ก็ตาม
จากนั้นหลี่เหมยและหลี่ลู่หรานก็รีบออกมาจากตรงนั้นทันที แล้วมุ่งตรงไปยังห้องกระจายเสียงของกองพลน้อย ท่ามกลางสายตาพ่อกับแม่ที่มองตามไป
ห้องกระจายเสียงของกองพลน้อย
และเมื่อหลี่เหมยกับน้องสาวมาถึงแล้ว หญิงสาวก็แสร้งบีบน้ำตาเล่าเรื่องที่หร่วนเจินฮ่าวเอาเงินของเธอและข้าวของต่าง ๆ ไปให้เจ้าหน้าที่ฟัง พร้อมกับกางหลักฐานให้ดู
พอเจ้าหน้าที่ประจำห้องเสียงดูแล้ว ก็เกิดความสงสงสาร
จึงให้เธอใช้เครื่องกระจายเสียงประกาศ และหากฝ่ายนั้นไม่ยอมมาเจรจา เขาจะพาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในเมือง หรือแจ้งทหารเอง เพื่อที่เอาผิดกับอีกฝ่าย
สำหรับเธอแม้ว่าเงินที่ให้ชายหนุ่มไปหกร้อยกว่าหยวนในสองปีไม่มากเท่าไร แต่หากเทียบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่หามาด้วยตัวเองในยุคนี้ เงินนั้นถือว่าเยอะมาก แล้วยังมีตั๋วต่าง ๆ อีกล่ะ
และต่อให้เงินแค่สิบหยวนเธอก็จะทวงคืน!!
“ประกาศ ๆ ฉันหลี่เหมย ต้องการประกาศให้ทุกคนทราบเรื่องที่ยุวปัญญาชนชายหร่วนเจินฮ่าวได้หยิบยืมเงินของฉันไป
รวมแล้วหกร้อยห้าสิบหยวนในตลอดสองปีที่ผ่านมา และยังมี
ตั๋วอาหารอีกสามสิบชั่ง และยังมีอาหารอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งฉันได้
จดบันทึกรายละเอียดหมดแล้ว” หญิงสาวหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะทำเหมือนชอบเขา แต่เรื่องเงินและเรื่องอาหารมันไม่เกี่ยวกัน ยืมเป็นยืม ให้เป็นให้ แต่ทุกครั้งจะเป็นการยืม และฉันก็จดไว้ทุกอย่างว่าเขาเอาไปวันไหนเวลาเท่าไร หากใครไม่เชื่อสามารถมาขอดูหลักฐานจากฉันได้ แต่ตอนนี้ฉันต้องการให้เขาเอาเงินและสิ่งของทุกอย่างกลับมาคืน ไม่อย่างนั้นฉันจะเข้าเมืองไปแจ้งทางการในเรื่องนี้ ประกาศ! ประกาศ!”
เสียงประกาศตามสายดังทั่วหมู่บ้าน และลามไปถึงหมู่บ้านอื่น เนื่องจากทำงานในกองพลน้อยเดียวกัน เสียงตามสายจึงต้องกระจายไปหมู่บ้านอื่นด้วย
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็ส่งเสียงพูดคุยกันไม่หยุด ไม่พอใจที่ยุวปัญญาชนคนนี้เอาเปรียบหญิงสาวที่ประกาศตามสายมา
และคนในหมู่บ้านที่ทำงานให้กองพลน้อยต่างรู้จักหร่วนเจินฮ่าว รับรู้เรื่องราวมาตลอดว่าหลี่เหมยนั้นตามตอแยเขามาเป็นปีแล้ว แต่ไม่คิดว่าฝ่ายชายจะเอาเปรียบเธอในเรื่องนี้
นั่นเพราะเงินหกร้อยห้าสิบหยวนไม่น้อยเลย นี่คงเป็นเงินที่หลี่เหมยเก็บมาตั้งแต่เริ่มทำงาน ยังมีตั๋วอาหารอีกตั้งสามสิบชั่ง
นี่ก็คงสะสมมาหลายปี เนื่องจากทางภาครัฐจะแจกจ่ายให้กับชาวบ้านทุกปี
หร่วนเจินฮ่าวได้ยินก็หน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าหลี่เหมยจะกล้าทำอย่างที่บอก เมื่อตั้งสติได้จึงรีบวางอุปกรณ์ทำงานลง แล้วรีบวิ่งไปที่ห้องกระจายข่าวทันที แต่เมื่อมาถึงกลับไม่พบหญิงสาวแล้ว
จึงมุ่งหน้าไปที่บ้านรองหลี่ โดยมีทุกคนตามมาดูเหตุการณ์ด้วย
