นี่คือพระเอกใช่ไหม 1.1
นี่คือพระเอกใช่ไหม
เมื่อออกจากห้องกระจายเสียง หลี่เหมยก็รีบพาน้องสาวมุ่งหน้ากลับบ้าน เพราะรู้ว่าตอนนี้หร่วนเจินฮ่าวน่าจะไปตามหาตัวเธอที่นั่นแล้ว
“พี่ใหญ่ หากหร่วนเจินฮ่าวคนนั้นไม่จ่ายเงินและไม่ยอมคืนของทั้งหมดให้พี่ พี่จะทำอย่างไร” เด็กสาวเอ่ยถามพี่สาว เธอคิดว่าชายคนนั้นคงไม่มีเงินคืนแน่ แล้วเงินจำนวนนั้นที่ยืมไปก็ไม่น้อยเลย
“ต่อให้ได้คืนไม่ครบ พี่ก็ต้องเอาเท่าที่มีก่อน ส่วนที่เหลือให้เขาทำสัญญาผ่อนจ่ายไปว่าจะจ่ายคืนยังไง แต่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนนะ พวกยุวปัญญาชนได้เงินเดือนด้วยนี่ พี่ได้ข่าวว่าได้เดือนละสามหยวน” หญิงสาวตอบกลับ ก่อนจะพูดต่อ
“อีกอย่างบ้านหร่วนก็ให้เงินลูกชายมาจำนวนหนึ่ง เพื่อแลกไม่ให้ลูกชายคนเล็กต้องมาทำงานในชนบท อย่างน้อย ๆ
พี่ต้องได้เงินคืนไม่ทั้งหมดแต่ก็เกือบหมดล่ะ ส่วนของหรือตั๋วคงยากที่จะได้ครบ”
เธอบอกออกมาตามความทรงจำของร่างเดิม และตามที่เธอได้วางโครงเรื่องนิยายไว้
“ในเมื่อบ้านหร่วนให้เงินเขามา แล้วทำไมผู้ชายคนนั้นยังมาขอยืมพี่อีกล่ะ ฉันไม่เข้าใจเลย” เด็กสาวถามอย่างไม่เข้าใจ
ว่าทำไมชายคนนั้นถึงได้มาขอยืมเงินพี่สาวเธอทั้งที่เขาเองก็น่าจะมีเงินมาเหมือนกัน
“เพราะเขาต้องการมีมากกว่าเดิมอย่างไรล่ะ มันไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจน นอกเหนือจากความอยากได้อยากมี แล้วอีกอย่างนะ พี่ได้ข่าวว่าส่วนหนึ่งก็เอาไปปรนเปรอถังชุนเป้ย ไม่ว่าเธอต้องการอะไรเขาก็ให้ทั้งหมด แม้ว่าพี่เคยโง่กับชายคนนี้ และต่อจากนี้ไปพี่จะไม่โง่อีกแล้ว แต่พี่จะขยันหาเงินเข้าบ้าน พวกเราจะต้องสบายกว่านี้ อย่าลืมนะว่าเสี่ยวหรานยังต้องเรียนอีกหลายปี”
ในเมื่อเธอมีระบบแลกเปลี่ยนสินค้า มีหรือที่จะอดตายและปล่อยให้ครอบครัวลำบาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเก็บความลับเรื่องระบบนี้ได้นานแค่ไหน เพราะการที่เธอเอาอาหารมากินบ่อย ๆ คนในบ้านคงสงสัยเข้าสักวัน
‘เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เจ้านายอย่าเพิ่งคิดค่ะ’ เสียงของลี่ลี่ดังขี้นมา
‘รู้มากเชียว ฉันก็แค่คิดไว้ก่อน แต่คงไม่ให้ใครรู้เรื่องนี้หรอก รอให้ถึงเวลาที่ทุกอย่างลงตัวและรอให้สถานการณ์ดีกว่านี้ก่อน’ เธอตอบกลับในใจ และหวังว่าลี่ลี่คนดูแลระบบจะได้ยิน
‘ตกลงค่ะเจ้านาย’
หลี่เหมยรู้สึกดีไม่น้อยที่เธอสามารถโต้ตอบกับระบบในใจได้ เพราะหากเกิดมีใครได้ยินเธอพูดคนเดียว สักวันคนจะได้คิดว่าเธอบ้าแน่นอน
หลี่ลู่หรานได้รับคำตอบก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ คนเรามันย่อมมีความรู้สึกอยากได้อยากมีอยู่แล้ว และนี่คงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชายคนนั้นมาขอยืมเงินพี่สาวของเธอ
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้ากลับบ้าน รู้ดีว่าอีกไม่นานชาวบ้านที่ได้ยินเสียงประกาศตามสายและหร่วนเจินฮ่าวต้องตามมาแน่นอน
และเป็นอย่างที่ทั้งสองคนคิด ไม่นานเขาก็ตามมาจริงโดยมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่อยากรู้เรื่องนี้ตามมาด้วยเหมือนกัน
“หลี่เหมย เธอกล้าทำแบบนี้ได้ยังไง” ทันทีที่มาถึง
ชายหนุ่มก็กระชากแขนของเธอ
หลี่เหมยรีบสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม ก่อนจะฟาดมือไปที่หน้าอีกฝ่ายอย่างแรง
เพียะ!!
“เธอกล้าตบฉันเหรอหลี่เหมย” ชายหนุ่มเลือดขึ้นหน้าเพราะไม่เคยถูกทำให้อับอายแบบนี้ต่อหน้าคนมากมายมาก่อน
เขาเตรียมจะเดินเข้าหาเธอ แต่กลับถูกหลี่กวงที่เดินมาถึงพอดีเอาตัวมาบังไว้ และผลักอกอีกฝ่ายให้ออกไปจากลูกสาว
“คิดจะทำอาเหมย ถามพ่อมันหรือยัง”
หลี่กวงประกาศกร้าว พร้อมกับเอาเสียมในมือชี้ไปที่อีกฝ่ายอย่างเตรียมพร้อม เพราะหากหร่วนเจินฮ่าวเข้ามาใกล้อีกนิด
เขาตั้งใจจะแทงให้พรุนแล้วที่เหลือค่อยไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผิดก็ว่าไปตามผิด
“เอ่อ...ใจเย็นก่อนครับลุงหลี่กวง”
เมื่อเห็นว่าพ่อของหลี่เหมยเอาจริง และกลัวเสียมในมืออีกฝ่าย จึงรีบพูดขึ้นมา อีกทั้งยังมีท่าทีหวาดกลัวไม่น้อย
“ใครเป็นลุงของนาย เราไม่ได้สนิทกันอย่าเรียกฉันแบบนี้ แค่อาศัยหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น” เขาไม่อยากนับญาติกับคนนอก และไม่ชอบชายหนุ่มตรงหน้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงมีท่าทีไม่
เป็นมิตร
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีกำแพงกั้นสูง จึงหันมาทางหลี่เหมย
อีกครั้ง “สรุปเธอทำอย่างนั้นทำไมหลี่เหมย ทำไมไม่พูดจากันดี ๆ
ทำแบบนี้ฉันเสียหาย”
“อย่างนั้นเหรอ แต่ฉันจำได้ว่าอาเหมยประกาศเสียงดังแล้ว ก่อนจะประกาศเสียงตามสาย แต่เหมือนเธอจะไม่สนใจ คิดว่าลูกสาวฉันคงไม่กล้าสินะ” เฉินรุ่ยเมิ่งยืนเท้าสะเอวพูดอย่างไม่พอใจและรู้ทันอีกฝ่าย ในเมื่อตอนนี้หลี่เหมยไม่ได้ชอบชายตรงหน้าแล้วเลยไม่ต้องรักษาน้ำใจใคร
