ทวงคืนอย่างเจ็บแสบ 1.1
ทวงคืนอย่างเจ็บแสบ
หลี่ลู่หรานเดินคล้องแขนพี่สาวพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะตลอดทาง ทำให้หลี่เหมยรู้ทันทีว่าเด็กสาวคนนี้ร้ายไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอมองว่าดีเหมือนกันจะได้ไม่โดนใครรังแก
“ว่าแต่ความเรียบร้อยของน้องพี่หายไปไหนหมดแล้วเนี่ย เดินหัวเราะมาตลอดทาง ไม่กลัวใครเห็นแล้วตำหนิหรือไง”
“โธ่...พี่รอง ฉันก็แค่หัวเราะอย่างสุขใจเท่านั้นเอง ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นรู้ตัวหรือยังว่าพี่หลอกด่าน่ะ ฉันอยากจะหัวเราะให้ลั่นทุ่งไปเลย” เด็กสาวยังคงชอบใจกับสิ่งที่เจอก่อนหน้านี้ ถ้าไม่เกรงใจคงหัวเราะมากกว่านี้แล้ว
“ป่านนี้น่าจะรู้แล้วล่ะ พวกนั้นไม่โง่นานหรอก แต่ตอนนี้เราน่ะหยุดหัวเราะได้แล้ว หากเกิดแม่ได้ยินเข้าจะดุเอาน่ะสิ
พี่ไม่ช่วยนะ”
พอได้ยินพี่สาวบอกแบบนั้น หลี่ลู่หรานรีบปิดปากตัวเองทันที ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงไร่ที่พ่อกับแม่ทำงานอยู่
“พ่อ แม่” สองพี่น้องประสานเสียงเรียกพร้อมกับโบกมือให้ เมื่อสองสามีภรรยาเห็นว่าใครมาก็รีบวางอุปกรณ์ลง แล้วเร่งเท้าเดินมาหาด้วยความร้อนใจ
“นี่หายป่วยแล้วเหรอ แดดเปรี้ยงขนาดนี้เดี๋ยวจะไม่สบายเอาอีกนะ” เฉินรุ่ยเมิ่งรีบพูด พร้อมกับสำรวจร่างกายของลูกเลี้ยงอย่างเป็นห่วง เธอกลัวเหลือเกินว่าหลี่เหมยจะกลับมาป่วยอีก
“แม่คะ แม่กังวลเกินไปแล้ว ตอนนี้พี่รองหายแล้วค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันจะพาพี่รองเดินออกจากบ้านได้อย่างไร ตอนแรกฉันตั้งจะมาบอกพ่อกับแม่เอง แต่พี่รองไม่ยอม ขอตามมาด้วย”
หลี่ลู่หรานหลุดยิ้มเมื่อเห็นอาการของแม่ และรู้ว่าต่อให้พ่อจะไม่แสดงอะไรออกมาแต่เขาก็เป็นห่วงไม่น้อยเหมือนกัน
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ต่อไปก็ดูแลตัวเองสักหน่อย อย่าหาแต่เรื่องเข้าบ้าน โตจนป่านนี้ควรคิดอะไรเองได้แล้ว”
หลี่กวงบ่นออกมา แต่ก็มีความห่วงใยอยู่ในนั้น อีกอย่างเขาไม่อยากให้ลูกสาวเข้าไปวุ่นวายกับหร่วนเจินฮ่าวสักเท่าไร หวังว่าตื่นมาครั้งนี้จะคิดได้เสียทีว่า ชายคนนั้นหวังปอกลอกและเอาแต่เงินเพียงอย่างเดียว
หลี่เหมยเข้าใจความหมายที่พ่อบอก เธอเองไม่คิดจะกลับไปวุ่นวายหรือหาเรื่องเข้าบ้านอีกแล้ว โดยเฉพาะกับการที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพระเอกของเรื่องนี้ จึงได้ตอบกลับอย่างมั่นใจและชัดเจน
“เรื่องนั้นพ่อไม่ต้องห่วงหรอก ที่ฉันออกมาวันนี้เพราะมีเรื่องบางอย่างให้ทำด้วย ที่ผ่านมาฉันไม่ใช่ลูกที่ดีนัก สร้างแต่เรื่องให้พ่อกับทุกคนต้องกังวลไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าทำงานหาเงินมาได้เท่าไร แทนที่จะเก็บไว้ แต่กลับเอาไปให้คนที่ไม่เห็นคุณค่าฉันแบบนั้น แล้วปล่อยให้คนที่บ้านต้องลำบาก ครั้งนี้ฉันสำนึกผิดแล้วค่ะ”
หญิงสาวมีท่าทีสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
“วันนี้ฉันจะทวงคืนของทุกอย่างจากหร่วนเจินฮ่าวที่เขาเอาไป” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นจริงจังมาก
หลี่เหมยจะทำให้ทุกคนเห็นเอง อีกอย่างร่างเดิมก็ไม่ได้โง่เสียทีเดียว เพราะเธอได้จดรายละเอียดไว้ทุกอย่างว่า เขาเองอะไรไปบ้าง สมแล้วที่เป็นนางร้ายของเรื่อง
“แล้วพี่รองจำได้เหรอว่าให้อะไรไปบ้าง”
หลี่ลู่หรานถามอย่างเร็ว และสงสัยว่า ในเมื่อพี่สาวของเธอแอบให้ของและเงินกับยุวปัญญาชนคนนั้นไปมากมายเหลือเกิน แล้วจะจำได้อย่างไรว่าให้อะไรไปบ้าง แล้วจะทวงคืนอย่างไร
“นี่ไง” หญิงสาวหยิบสมุดที่พกติดตัวเป็นประจำออกมา แล้วชูให้ทั้งสามคนดู “ฉันก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอกนะ”
“แล้วจะทำอย่างไรต่อ” คนเป็นพ่อถามเสียงเรียบ แต่ก็รู้สึกภูมิใจที่ลูกสาวฉลาด และไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบง่าย ๆ
หลี่เหมยไม่ตอบ แต่พยายามมองหาใครบางคน และเมื่อเห็นว่าเขาอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ จึงได้ตะโกนเสียงดัง
“อะแฮ่ม” หญิงสาวลองเสียงเล็กน้อย แล้วพูดต่อเสียงดัง“หร่วนเจินฮ่าว หากได้ยินเสียงนี้กรุณามาที่นี่ด่วน เนื่องจากว่าคุณมีหนี้สินค้างคากับฉันจำนวนไม่น้อยเลย ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา หากคุณไม่มาฉันจะประจานเรื่องราวทั้งหมด และร้องเรียนกับภาครัฐว่า ยุวปัญญาชนที่มีการศึกษาหลอกลวงเงิน และทรัพย์สินของสาวชาวบ้านไป ประกาศ! ประกาศ!”
ทุกคนที่อยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงนี้ก็รีบหันมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่เหมยก็แปลกใจ นั่นเพราะที่ผ่านมามีใครไม่รู้บ้างว่าเธอตามจีบหร่วนเจินฮ่าวมาตลอด และขัดขวางผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา
หร่วนเจินฮ่าวเองก็ได้ยินแต่เขากลับตีมึนนิ่งเฉย คิดว่า
หลี่เหมยนั้นรักตนเองมาก เลยมั่นใจว่าเธอไม่กล้าที่จะประจานเรื่องนี้แน่ จนสหายที่ยืนทำงานข้างกันต้องรีบกล่าวเตือนอีกครั้ง
“เจินฮ่าว นายไม่ไปล่ะ เดี๋ยวลูกสาวบ้านรองหลี่ก็ประจานนายหรอก ที่ผ่านมานายเอาเงินและตั๋ว รวมถึงอาหารเธอมาเยอะไม่ใช่เหรอ อีกทั้งนายยังเอาไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอางให้กับชุนเป้ยอีก หากเธอประจานขึ้นมาจะแย่เอานะ”
