บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ฮูหยิน ให้ข้าแบกเจ้าเถิด

ค่ำคืนนั้นยาวนาน และสภาพภายในถ้ำก็ห่างไกลจากคำว่าสุขสบาย ทว่าเซียวจิ้งเฉินกลับไม่ได้รู้สึกทรมานแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับพึงพอใจกับช่วงเวลานี้อย่างประหลาด

ไม่กี่วันที่ไม่มีนางอยู่ข้างกาย กลับยาวนานราวกับช่วงชีวิตหนึ่ง กระทั่งในชั่วขณะที่ได้เห็นนางอีกครั้ง หัวใจที่ราวกับหยุดเต้นไปแล้วจึงกลับมามีชีวิต

ยังดีที่นางยังมีชีวิต และยังดีที่นางกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง

*****

เสียงนกร้องจากผืนป่าด้านนอกดังขึ้นรับกับแสงเช้าของวันใหม่ ถึงอย่างไรการพักค้างคืนในถ้ำก็ไม่อาจสบายเท่าเตียงนอนในเรือน เมื่อเซี่ยอวิ๋นหลัวค่อยๆ รู้สึกตัว สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบริเวณท้ายทอยไม่ได้แนบอยู่กับผนังหินแข็งเย็นเหมือนตอนก่อนหลับ

นางชะงัก ก่อนลืมตาขึ้นทันที สิ่งแรกที่เห็นคือแนวกรามคมชัดของบุรุษผู้หนึ่ง

สายตาของนายค่อยๆ เลื่อนขึ้น เซียวจิ้งเฉินกำลังก้มมองนางอยู่พอดี จากท่านั่งของเขา ดูราวกับตลอดทั้งคืนไม่เคยขยับไปไหน

ส่วนตัวนาง...เหมือนจะนอนหนุนต้นขาของเขามาตลอดคืน

“ตื่นแล้วหรือ?”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเหนือศีรษะ ความง่วงงุนที่ยังหลงเหลือพลันหายวับไปทันที

เซี่ยอวิ๋นหลัวรีบผุดลุกขึ้นนั่ง ก่อนขยับออกห่างจากเขาอย่างรวดเร็ว ดวงตาจับจ้องอย่างระแวดระวัง

เป็นไปไม่ได้ที่นางจะขยับมานอนบนตักเขาเอง นางรู้ดีว่าตนเป็นคนนอนนิ่ง ไม่เคยดิ้นไปมา เช่นนั้นเมื่อคืน คนผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่?

นางหรี่ตามองเซียวจิ้งเฉินอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่าพอพิจารณาตั้งแต่อาภรณ์เนื้อดีบนร่าง กิริยาที่เห็นชัดว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี ไปจนถึงใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

ด้วยรูปโฉมเช่นนี้...หากจะตัดสินว่าเมื่อคืนผู้ใดเป็นฝ่ายเสียเปรียบผู้ใด ดูจะพูดยากอยู่เหมือนกัน

เมื่อคิดเช่นนี้ ความระแวงในใจของนางก็ลดลงเล็กน้อย เมื่อวานนางกินเพียงเสบียงแห้งประทังท้องมาตลอดวัน พอตื่นเช้ามาจึงรู้สึกหิวไม่น้อย ทว่าพอนึกว่าในห่อผ้ามีเพียงแผ่นแป้งหยาบ ความอยากอาหารก็หายไปทันที

เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงเก็บข้าวของ เตรียมออกเดินทางให้เร็วที่สุด ทว่ายังไม่ทันหยิบห่อผ้า เซียวจิ้งเฉินก็ถือมันขึ้นมาราวกับคุ้นเคยกับการกระทำเช่นนี้ ก่อนสวมเสื้อคลุมตัวนอกกลับเข้าที่แล้วหันมายื่นมือให้นาง

“พวกเราลงจากภูเขาก่อนเถิด รอกลับถึงจวนแล้ว ข้าจะค่อยๆ เล่าเรื่องของพวกเราให้เจ้าฟัง”

เซี่ยอวิ๋นหลัวมองมือที่ยื่นมา ก่อนเงยหน้ามองเจ้าของมืออย่างสงสัย

เมื่อคืนคนผู้นี้ยังเงียบขรึม ถามคำหนึ่งก็ตอบเพียงไม่กี่คำ เหตุใดพอผ่านไปคืนเดียว ท่าทีถึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้?

นางไม่ได้จับมือเขา เพียงลุกขึ้นเองแล้วปัดฝุ่นตามชายกระโปรงออก ส่วนห่อผ้า ในเมื่อเขาอยากถือก็ปล่อยให้ถือไป อย่างไรข้างในก็ไม่มีของสำคัญ หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ อย่างมากก็ทิ้งเสีย

หลังจัดอาภรณ์เรียบร้อย นางจึงถามเรื่องที่ค้างคามาตั้งแต่เมื่อคืน

“ท่านจะพิสูจน์อย่างไรว่าพวกเราเป็นสามีภรรยากัน? แล้วเหตุใดจึงบังเอิญถึงเพียงนี้ ข้าหลงอยู่กลางภูเขา แต่กลับพบท่านพอดี”

เซียวจิ้งเฉินสบตานาง “เมื่อกลับถึงจวน ข้าจะนำหนังสือสมรสมาให้ฮูหยินดูด้วยตาตนเอง เช่นนี้ดีหรือไม่?”

ฮูหยิน?

เซี่ยอวิ๋นหลัวชะงักเล็กน้อย เมื่อคืนเพิ่งบอกว่าเป็นสามีภรรยากัน เช้าวันนี้ก็เรียกนางเช่นนี้เสียแล้ว

เซียวจิ้งเฉินกลับกล่าวต่อ “ส่วนเหตุใดจึงพบกันพอดี...” มุมปากของเขาคล้ายยกขึ้นเล็กน้อย “

บางทีอาจเป็นเพราะวาสนา”

เซี่ยอวิ๋นหลัวถึงกับพูดไม่ออก ผ่านไปเพียงคืนเดียว เหตุใดบุรุษที่เมื่อวานเงียบจนแทบไม่ยอมปริปาก วันนี้กลับพูดจาลื่นไหลถึงเพียงนี้?

สุดท้ายนางจึงคร้านจะต่อล้อต่อเถียง ไม่ว่าอย่างไรก็ควรตามเขาลงจากภูเขาก่อน อย่างน้อยเซียวจิ้งเฉินก็รู้เส้นทางมากกว่านาง ส่วนความสามารถในการจดจำทิศทางของตนเองนั้น...เซี่ยอวิ๋นหลัวรู้ดีเกินกว่าจะฝากความหวังไว้ หากให้นางเดินคนเดียวอีกครั้ง ไม่แน่ว่าพอตกเย็นอาจกลับมาพบถ้ำแห่งเดิมก็เป็นได้

ทั้งสองจึงออกเดินทางลงเขาด้วยกัน เส้นทางบนภูเขาอู้ซานเดินไม่ง่าย พื้นสูงต่ำสลับกัน บางช่วงลาดชันและขรุขระ อีกทั้งหมอกยามเช้ายังไม่จาง จึงไม่อาจเร่งฝีเท้าได้มากนัก

หลังจากเดินไปได้ไม่นาน เซี่ยอวิ๋นหลัวก็เริ่มรู้สึกปวดเมื่อยขาทั้งสองข้าง เมื่อวานนางเดินหลงอยู่บนภูเขาแทบทั้งวัน ความเหนื่อยล้ายังไม่ทันจางหาย วันนี้กลับต้องเดินทางต่อ ยิ่งบาดแผลตามตัวยังไม่หายดี ทุกย่างก้าวจึงค่อยๆ หนักขึ้น

ฝีเท้าของนางช้าลงเรื่อยๆ ในที่สุดเซียวจิ้งเฉินก็หยุดเดิน หันกลับมาถาม

“ให้ข้าแบกฮูหยินลงเขาดีหรือไม่?”

เซี่ยอวิ๋นหลัวชะงัก ความจริงข้อเสนอนี้ตรงกับใจนางไม่น้อย นางเหนื่อยจนไม่อยากเดินต่อแล้ว หากมีคนยอมแบกลงไปถึงเชิงเขา แน่นอนว่าย่อมสบายกว่าฝืนเดินเอง

ทว่าพอนึกว่าตนเพิ่งรู้จักเขาเพียงวันเดียว และยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าสถานะสามีภรรยาที่เขากล่าวอ้างเป็นความจริงหรือไม่ สุดท้ายจึงส่ายหน้า

“ไม่ต้อง”

เซียวจิ้งเฉินมองใบหน้าที่เริ่มซีดของนาง “เจ้าได้รับบาดเจ็บหนัก”

น้ำเสียงนั้นมิใช่การถาม หากเป็นการย้ำข้อเท็จจริง เซี่ยอวิ๋นหลัวยังคงดื้อดึง

“ข้าเดินเองได้”

เซียวจิ้งเฉินมองนางครู่หนึ่ง ก่อนยอมตามใจ “เช่นนั้นฮูหยินก็อดทนอีกสักหน่อย พอถึงถนนใหญ่แล้วจะมีคนมารับพวกเรา”

เซี่ยอวิ๋นหลัวหันไปมองอย่างสงสัย เขาจึงอธิบายว่า “ข้าหายไปทั้งคืนโดยไม่กลับ คนของข้าย่อมออกมาตามหา”

ฟังดูแล้วสมเหตุสมผล นางจึงไม่ได้ซักถามต่อ เพียงเดินตามเขาไปเงียบๆ ทว่าฝืนอยู่ได้ไม่นาน ขาทั้งสองข้างก็เริ่มปวดเมื่อยจนแทบก้าวไม่ออก ความเหนื่อยล้าจากเมื่อวานยังไม่ทันจางหาย ซ้ำบาดแผลตามร่างกายยังเจ็บแปลบขึ้นมาเป็นระยะ ทุกย่างก้าวจึงยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ

เซี่ยอวิ๋นหลัวเริ่มนึกเสียใจ หากรู้ว่าจะเหนื่อยถึงเพียงนี้ เมื่อครู่นางไม่น่าปฏิเสธเลย

นางเหลือบมองแผ่นหลังของเซียวจิ้งเฉิน ในเมื่อเขายืนยันว่าพวกตนเป็นสามีภรรยากัน...ให้สามีแบกภรรยาสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?

เพียงครู่เดียว นางก็โน้มน้าวตนเองสำเร็จ

“ท่านแบกข้าเถิด”

เซียวจิ้งเฉินหันกลับมา เซี่ยอวิ๋นหลัวที่เมื่อครู่ยังยืนกรานว่าจะเดินเองก้มหน้าหลบสายตาเล็กน้อย ก่อนเสริมเบาๆ

“ข้าเดินไม่ไหวแล้ว”

เซียวจิ้งเฉินไม่ได้ล้อเลียนนาง เขาเพียงเดินกลับมาหยุดตรงหน้า ก่อนย่อตัวลงหันหลังให้

“ขึ้นมาเถิด”

น้ำเสียงแฝงความอ่อนใจอยู่จางๆ เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงโน้มตัวลงบนแผ่นหลังของเขา สองแขนโอบผ่านบ่าและลำคออย่างระมัดระวัง

ไออุ่นจากร่างของเขาส่งผ่านอาภรณ์มาถึงนาง ขณะเดียวกันกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคยก็โอบล้อมอยู่รอบกาย ทำให้เซี่ยอวิ๋นหลัวรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง ถึงเขาจะบอกว่าพวกตนเป็นสามีภรรยากัน แต่สำหรับนางในยามนี้ เซียวจิ้งเฉินก็ยังเป็นบุรุษที่เพิ่งพบกันเมื่อวานอยู่ดี

เซียวจิ้งเฉินประคองใต้ข้อพับเข่าของนางแล้วลุกขึ้น เพียงร่างกายขยับ ความเจ็บจากบาดแผลก็แล่นขึ้นมา เซี่ยอวิ๋นหลัวพลันสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง

เขารับรู้ทันที จึงเอียงหน้ากลับมา “ข้าทำฮูหยินเจ็บหรือ?”

เซี่ยอวิ๋นหลัวข่มความเจ็บแล้วส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ไปเถิด”

เซียวจิ้งเฉินจึงปรับท่าประคองนางให้มั่นคงขึ้น ก่อนออกเดินต่อ

เส้นทางลงเขายาวกว่าที่คิด แต่คราวนี้นางไม่ต้องฝืนใช้สองขาของตนเอง จึงสบายขึ้นมาก ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร หมอกรอบกายก็ค่อยๆ เบาบาง เส้นทางใต้เท้ากว้างขึ้น กระทั่งมองเห็นถนนที่กว้างพอให้รถม้าวิ่งผ่าน

ดูท่าคงใกล้พ้นเขตภูเขาแล้ว ทันใดนั้น เสียงกีบม้าก็ดังมาจากเบื้องหน้า ไม่นาน คนกลุ่มหนึ่งก็ควบม้าฝ่าหมอกเข้ามา ก่อนหยุดลงไม่ไกล

บุรุษที่นำหน้าพลิกกายลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วรีบเดินมาหาเซียวจิ้งเฉิน

เซี่ยอวิ๋นหลัวเห็นคนแปลกหน้าจำนวนมากปรากฏตัวกะทันหัน นิ้วที่พาดอยู่บนบ่าของเซียวจิ้งเฉินจึงกำเนื้อผ้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel