
เมื่อความทรงจำกลับคืนมา ถึงได้รู้ว่าสามีแสนดีคือตัวร้าย!
บทย่อ
หลังประสบเหตุจนสูญเสียความทรงจำ เซี่ยอวิ๋นหลัวตื่นขึ้นมาพร้อมกับชีวิตสมรสที่นางจำไม่ได้แม้แต่น้อย ผู้คนรอบกายบอกนางว่า นางคือภรรยาของเซียวจิ้งเฉิน อัครมหาเสนาบดีผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก ทั้งสองแต่งงานกันมาสามปี และครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างยิ่ง แม้จะไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย แต่เซียวจิ้งเฉินกลับดูแลนางด้วยความอ่อนโยนและเอาใจใส่ในทุกเรื่อง ไม่ว่านางจะเอ่ยปากต้องการสิ่งใด เขาก็พร้อมจัดหามาให้โดยไม่เคยลังเล จนหัวใจของเซี่ยอวิ๋นหลัวค่อยๆ อ่อนลง และเริ่มเชื่อว่าความทรงจำที่หายไปของตนอาจเคยเต็มไปด้วยเรื่องราวอันงดงามระหว่างนางกับสามีผู้นี้จริงๆ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำบางส่วนกลับเริ่มปรากฏขึ้นผ่านความฝัน ในความฝันของนางมีบุรุษผู้หนึ่งอยู่เสมอ เขาอ่อนโยนและอบอุ่น ทั้งยังมองนางด้วยสายตาที่ทำให้หัวใจเจ็บปวดอย่างประหลาด เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงเชื่อว่าบุรุษผู้นั้นคือเซียวจิ้งเฉิน และยิ่งมั่นใจว่าครั้งหนึ่งพวกเขาคงรักกันอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งมู่หรงจื่อเยี่ย บุรุษจากอดีตที่นางไม่อาจจดจำได้ ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า และเอ่ยคำพูดที่ทำให้ความทรงจำซึ่งถูกปิดผนึกเริ่มสั่นคลอน เมื่ออดีตค่อยๆ หวนคืน เซี่ยอวิ๋นหลัวกลับพบว่าความจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนบอก การแต่งงานที่นางเคยเชื่อว่าเกิดจากความรัก อาจมีเบื้องหลังที่นางไม่เคยรู้ สามีผู้แสนดีที่คอยดูแลนางอย่างทะนุถนอม อาจไม่ได้เป็นบุรุษผู้บริสุทธิ์อย่างที่เห็น และชายที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงคนในอดีต อาจเป็นคนที่นางเคยรักอย่างสุดหัวใจ เมื่อความทรงจำที่หายไปเริ่มหวนคืนทีละน้อย เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงต้องเผชิญกับความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้อีกต่อไป เพราะเรื่องราวในอดีตที่นางจำได้กลับแตกต่างจากสิ่งที่ทุกคนเคยบอกนางโดยสิ้นเชิง สามีที่นางเคยเชื่อใจ อดีตบุรุษที่นางเคยรัก และความจริงของการแต่งงานครั้งนี้... แท้จริงแล้วมีเรื่องราวใดซ่อนอยู่กันแน่? และหากวันหนึ่งความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา นางจะยังเลือกเดินบนเส้นทางเดิม หรือจะทวงคืนชะตาชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของนางกลับคืนมา?
บทที่ 1 ฟื้นตื่นกลางม่านหมอก
ยามเช้าตรู่ หมอกหนาบนภูเขาอู้ซานยังไม่จางหาย ไอหมอกสีขาวขุ่นลอยคลุมทั่วผืนป่าและแนวเขา เส้นทางเล็กๆ ที่ทอดคดเคี้ยวไปตามไหล่เขาถูกกลืนหายเข้าไปในม่านหมอก จนแทบมองไม่ออกว่าทางใดคือเส้นทางที่ถูกต้อง
สองข้างทางเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรก พื้นดินขรุขระ มีเศษหินแตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เซี่ยอวิ๋นหลัวค่อยๆ ได้สติขึ้นท่ามกลางความเย็นชื้น
สิ่งแรกที่นางรับรู้ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่กลิ่นดิน หากเป็นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
นางนอนนิ่งอยู่บนพื้น ขยับเพียงเล็กน้อยก็ปวดร้าวจนต้องสูดลมหายใจ น้ำตาเอ่อขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุม เมื่อฝืนกวาดตามองสภาพรอบตัวคร่าวๆ นางจึงพอคาดเดาได้ว่าตนเองคงพลัดตกลงมาจากด้านบน ก่อนกลิ้งผ่านทางลาดและพุ่มไม้จนมาหยุดอยู่ตรงนี้
นับว่าสวรรค์ยังไม่คิดเอาชีวิตนาง ระหว่างทางคงมีสิ่งกีดขวางช่วยชะลอแรงกระแทกเอาไว้ไม่น้อย นางจึงยังรักษาชีวิตรอดมาได้ แต่สภาพตอนนี้ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร ทั่วทั้งร่างไม่มีส่วนใดที่ไม่เจ็บ เพียงขยับปลายนิ้วหรือพลิกตัวเล็กน้อย ความปวดร้าวก็แล่นพล่านไปถึงกระดูก
เซี่ยอวิ๋นหลัวกัดริมฝีปากแน่น พยายามรวบรวมสติ ตรงหน้าผากยังมีโลหิตไหลอยู่ ความเหนียวชื้นติดอยู่ตามเส้นผมและข้างขมับ นางยกมือขึ้นแตะอย่างยากลำบาก ก่อนพยายามนึกว่าตนเองขึ้นมาบนภูเขาแห่งนี้ได้อย่างไร และเหตุใดจึงตกลงมา
แต่ในศีรษะกลับว่างเปล่า ไม่มีภาพเหตุการณ์ ไม่มีเสียงของผู้ใด ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความทรงจำที่พอจะคว้าเอาไว้ได้ ราวกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
เซี่ยอวิ๋นหลัวนอนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างไร้หนทาง นางขยับไม่ได้ แม้แต่จะลุกขึ้นนั่งก็ยังเกินกำลัง ต่อให้โชคดีรอดชีวิตจากการตกเขามาได้ หากต้องนอนอยู่กลางป่าในสภาพเช่นนี้ สุดท้ายก็คงหนีความตายไม่พ้น
ความสิ้นหวังค่อยๆ กัดกินจิตใจ เมื่อรวมเข้ากับความเจ็บปวดทั่วร่าง น้ำตาที่พยายามข่มกลั้นก็ยิ่งไหลไม่หยุด
ไม่นาน สติของนางก็ค่อยๆ เลือนราง ม่านหมอกตรงหน้าพร่ามัวลงทุกขณะ ก่อนโลกทั้งใบจะดับวูบไปอีกครั้ง
*****
ครั้นเซี่ยอวิ๋นหลัวลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครา นางกลับไม่ได้อยู่กลางป่าอีกแล้ว รอบกายไม่มีหมอก ไม่มีพื้นดินเย็นชื้น และไม่มีเศษหินขรุขระ
“พี่สาว นางตื่นแล้ว!”
เสียงใสของเด็กคนหนึ่งดังขึ้นข้างหู เซี่ยอวิ๋นหลัวยังไม่ทันลืมตาขึ้นเต็มที่ เปลือกตาก็หนักอึ้งเสียจนต้องใช้แรงอยู่พักหนึ่งจึงมองเห็นหญิงสาวหน้าตาอ่อนโยนผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเตียง
นางกวาดตามองรอบตัวอย่างเชื่องช้า จึงพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ภายในเรือนชาวบ้านหลังหนึ่ง
เซี่ยอวิ๋นหลัวพยายามยกแขน หมายจะยันกายลุกขึ้น ทว่าเพิ่งออกแรงได้เพียงเล็กน้อย แขนก็อ่อนแรงจนไม่อาจพยุงร่างกายได้
หญิงสาวผู้นั้นรีบเอ่ยห้าม “เจ้าฟื้นแล้วก็ดี นอนพักก่อนเถิด อย่าเพิ่งฝืนลุก บาดแผลของเจ้าหนักมาก ข้าช่วยทำแผลและพันแผลให้แล้ว”
เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงหยุดดิ้นรน อย่างน้อยนางก็เข้าใจเรื่องหนึ่งแล้ว นางได้รับการช่วยเหลือ เพียงเท่านี้หัวใจที่ตึงเครียดก็ค่อยๆ ผ่อนลง
นางเผยอริมฝีปาก ตั้งใจจะกล่าวบางอย่าง แต่ลำคอกลับแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก
หญิงสาวข้างเตียงสังเกตเห็น จึงหยิบน้ำขึ้นมาแล้วค่อยๆ ประคองมาจ่อริมฝีปากให้อย่างระมัดระวัง
น้ำสะอาดไหลผ่านริมฝีปากที่แห้งแตกลงสู่ลำคอ เซี่ยอวิ๋นหลัวดื่มไปเล็กน้อยจึงพอเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาได้
“ขอบ...ขอบคุณ”
“อย่าเพิ่งรีบพูดเลย”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนแนะนำตัว
“ข้าชื่อเสิ่นชิง ส่วนนั่นคือน้องชายของข้า เมื่อสามวันก่อนข้าไปพบเจ้าที่เชิงเขา จึงพากลับมารักษาที่นี่”
สามวันก่อน...เซี่ยอวิ๋นหลัวนิ่งฟัง
เสิ่นชิงกล่าวต่อ “ตอนพบเจ้า อาการหนักไม่น้อย ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงแผลภายนอก มีเพียงศีรษะที่กระแทกค่อนข้างรุนแรง”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างโล่งใจ “ยังดีที่เจ้าดวงแข็ง กระดูกทั่วร่างไม่มีส่วนใดหัก”
เซี่ยอวิ๋นหลัวกวาดตามองสถานที่รอบตัว ตัวเรือนไม่ได้กว้างขวางนัก หลังคาเตี้ย มีคานไม้เก่าพาดอยู่หลายท่อน หน้าต่างเล็ก เครื่องเรือนและข้าวของต่างๆ ล้วนเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดฟุ่มเฟือย
ในอากาศอบอวลด้วยกลิ่นสมุนไพรจางๆ ผสมกับกลิ่นดิน ให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด
ต่อมาเซี่ยอวิ๋นหลัวจึงได้รู้ว่าเสิ่นชิงมีพรสวรรค์ด้านวิชาแพทย์ไม่น้อย แม้ครอบครัวของนางจะไม่มีสมุนไพรล้ำค่าหรือยาชั้นดี แต่ด้วยการดูแลอย่างเอาใจใส่ อาการบาดเจ็บของเซี่ยอวิ๋นหลัวก็ค่อยๆ ดีขึ้นทุกวัน
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน จากหญิงสาวที่แม้แต่ขยับตัวยังเจ็บจนน้ำตาไหล ในที่สุดนางก็สามารถลงจากเตียงและเดินด้วยตนเองได้
ทว่าเมื่อร่างกายเริ่มฟื้น เซี่ยอวิ๋นหลัวกลับร้อนใจอยากออกเดินทางโดยเร็ว ความทรงจำของนางยังคงว่างเปล่า ไม่ว่าจะพยายามนึกถึงอดีตเพียงใด ภายในศีรษะก็ไม่มีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาเลย ยิ่งพักอยู่ที่นี่นาน ความกระวนกระวายในใจก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
นางเองยังบอกไม่ได้ว่ากำลังร้อนใจเพราะสิ่งใด เพียงรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าไม่ควรรั้งอยู่ที่นี่ต่อ นางต้องออกไป ต้องตามหาอดีตของตนเอง ต้องรู้ให้ได้ว่าตนเป็นใคร มาจากที่ใด และเหตุใดจึงมาอยู่ที่ภูเขาอู้ซานเพียงลำพัง
ด้วยเหตุนี้ เช้าตรู่วันหนึ่ง เซี่ยอวิ๋นหลัวจึงบอกความตั้งใจที่จะจากไปกับเสิ่นชิง นางเก็บของเพียงเล็กน้อยใส่ห่อผ้า ก่อนเดินออกจากเรือน
กลางลานเรือน เสิ่นชิงกำลังนั่งก้มหน้าอยู่ข้างครกหิน มือข้างหนึ่งจับสาก ค่อยๆ บดสมุนไพรอย่างตั้งอกตั้งใจ เซี่ยอวิ๋นหลัวยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบหยกพกชิ้นหนึ่งออกจากห่อผ้า
นี่คือสิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวนางมา เนื้อหยกละเอียดใส สีสันงดงาม แม้นางจะจำไม่ได้ว่ามันมาจากที่ใดหรือมีความสำคัญอย่างไร แต่เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของชั้นดี มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีไว้ครอบครอง
เซี่ยอวิ๋นหลัวเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยเบาๆ “แม่นางเสิ่น หลายวันที่ผ่านมาต้องรบกวนเจ้าไม่น้อย บุญคุณช่วยชีวิตครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม ยามนี้ข้าไม่มีสิ่งใดติดตัวพอจะตอบแทน มีเพียงหยกพกชิ้นนี้...”
นางยังพูดไม่ทันจบ เสิ่นชิงก็เอ่ยขัด “ไม่จำเป็นหรอก การช่วยชีวิตและรักษาคนเจ็บเป็นหน้าที่ของผู้เป็นหมออยู่แล้ว”
มือของเสิ่นชิงยังคงบดสมุนไพรต่อ ก่อนเงยหน้าถาม “บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดี เหตุใดไม่พักอีกสักสองสามวัน?”
เซี่ยอวิ๋นหลัวก้มมองหยกในมือ “ข้าอยู่ที่นี่แล้วรู้สึกไม่สบายใจ ตอนนี้ร่างกายไม่มีปัญหาใหญ่แล้ว เหลือเพียงความทรงจำที่ยังไม่กลับมา ข้าอยากออกไปตามหาความทรงจำของตนเองให้เร็วที่สุด”
เสิ่นชิงเห็นนางยังยื่นหยกมาให้ก็โบกมือปฏิเสธอีกครั้ง
“ในเมื่ออยากไปก็ไปเถิด หากเจ้าคิดจะตามหาญาติพี่น้อง หยกพกชิ้นนี้เก็บไว้กับตัวยังมีประโยชน์กว่า อย่างน้อยอาจใช้เป็นเบาะแสให้คนจำเจ้าได้”
ตลอดหลายวันที่ดูแลกันมา เสิ่นชิงย่อมมองออกว่านางร้อนใจเพียงใด จึงไม่คิดรั้งไว้
เสิ่นชิงลุกไปเปิดตู้ไม้เก่าตรงมุมกำแพง ก่อนหยิบห่อผ้าเล็กๆ มาส่งให้
“ข้าเตรียมของไว้ให้เจ้าบ้าง”
ภายในมีแผ่นแป้งหยาบหลายชิ้นสำหรับกินระหว่างทาง และมีดสั้นเล่มเล็กไว้ป้องกันตัว
เซี่ยอวิ๋นหลัวรับของเหล่านั้นมา ความช่วยเหลือทั้งหมดที่ได้รับตลอดหลายวันนี้ถูกจดจำเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ
