บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ทวงความยุติธรรมให้เจ้าก้อนแป้ง

เมื่อประตูปิดลง ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ กับไหล่เล็กๆ ที่ยังคงสั่นไหวอยู่

กู้เตี้ยนเถียนหันกลับมามองเด็กตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ

เฟิ่งเปาเปายังยืนก้มหน้า มือเล็กกำชายเสื้อแน่น ตัวสั่นน้อยๆ แต่พยายามไม่ร้องไห้เสียงดัง

“เฮ้อ!” ภาพนั้นทำให้กู้เตี้ยนเถียนถอนหายใจออกมาแรงๆ พร้อมหมุนตัวเดินไปนั่งลงบนเตียงของเจ้าก้อนแป้งด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เจ้ามาห้ามข้าทำไมกัน ไม่โกรธหรือที่โดนนางตีแบบนั้นน่ะ” นางถามพลางมองร่างเล็กตรงหน้า

เฟิ่งเปาเปาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตายังแดง น้ำตาคลอ แต่เสียงที่ตอบกลับยังคงใส

“เปาเปาโกรธ แต่…” เด็กน้อยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาอย่างจริงจัง

“หากท่านแม่ตีซุนเหวิน นางจะไปฟ้องท่านย่า แล้วท่านย่าก็จะดุท่านแม่” เฟิ่งเปาเปาพูดต่อจนจบ เสียงนั้นไม่ได้มีความกลัวของตัวเอง แต่กลับเป็นความกลัวแทนคนอื่น

กู้เตี้ยนเถียนเงียบไปทันที สายตาที่มองเด็กตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ โดยที่ตัวนางเองยังไม่ทันรู้ตัว

“เจ้าเด็กนี่…” กู้เตี้ยนเถียนขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น ก่อนจะรีบดึงตัวเองกลับมา

‘ก็แค่ความคิดของเด็กคนหนึ่ง อย่าคิดมาก’ นางสลัดความรู้สึกเมื่อครู่ทิ้งไปอย่างตั้งใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“เจ้ามานี่”

เฟิ่งเปาเปาชะงักไปทันใด ดวงตากลมโตเงยขึ้นมองแม่ ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้น ตาหยีเป็นเส้นเล็กๆ เต็มไปด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่เรียกหา ไม่ใช่ไล่ ไม่ใช่ผลักไส ไม่ใช่ทำเหมือนไม่เห็นเหมือนที่ผ่านมา

ร่างเล็กรีบขยับเข้าไปหาแม่อย่างรวดเร็ว ฝีเท้าเบาแต่รีบเร่ง กู้เตี้ยนเถียนมองภาพนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะถามสั้นๆ

“เจ็บหรือไม่”

“เปาเปาเจ็บ” เฟิ่งเปาเปาพยักหน้าทันที เสียงยังใส แต่แฝงความจริงใจเต็มที่

“เจ็บตรงไหน” กู้เตี้ยนเถียนถามต่อ พลางส่งสายตากวาดมองไปทั่วร่างเล็กอย่างสำรวจ

“เปาเปาเจ็บก้น” เด็กน้อยยกมือชี้ไปด้านหลังบริเวณสะโพก

“ข้าขอดูหน่อย” กู้เตี้ยนเถียนพยักหน้า พูดจบ นางก็เอื้อมมือไปยกชายกระโปรงของเด็กขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

แต่เพียงแค่ชายผ้าถูกเปิดขึ้น สายตาของนางก็หยุดทันที เมื่อเห็นรอยช้ำเป็นจ้ำๆ กระจายอยู่ตามต้นขาเล็กนั้น ไม่ใช่แค่รอยเดียว ไม่ใช่ครั้งเดียว แต่เป็นหลายครั้ง

กู้เตี้ยนเถียนขมวดคิ้วทันที สีหน้าเริ่มเปลี่ยน นางไม่พูดอะไร เพียงแต่จับร่างเล็กของเฟิ่งเปาเปาให้หันหน้ามาทางตน มืออีกข้างเอื้อมไปคลายสายรัดเอวอย่างรวดเร็ว

และเมื่อสาบเสื้อเล็กค่อยๆ แยกออก สิ่งที่เห็นทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งลง รอยช้ำลักษณะเดียวกันกระจายอยู่ทั่วลำตัวเล็กนั้น ทั้งแขน เอว สีข้าง เป็นรอยหยิกที่ตั้งใจซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า ไม่มีจุดไหนที่มองเห็นได้จากภายนอก เหมือนคนที่ทำรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ให้ใครเห็น

กู้เตี้ยนเถียนกำมือแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดขึ้น นางเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถามออกมาช้าๆ

“ใครเป็นคนทำ” ถามทั้งๆที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่อยากฟังจากปากของเจ้าของร่างซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกระทำโดยตรงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เฟิ่งเปาเปาก้มหน้าลง นิ้วเล็กกำชายเสื้อแน่น

“ซุนเหวินบอกว่าเปาเปาดื้อ เลยต้องหยิกสั่งสอนเปาเปา” เสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด

คำตอบนั้นทำให้หลินลั่วที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาไหลพรากลงมาด้วยความสงสารคุณหนูตัวน้อยอย่างสุดหัวใจ

“โธ่… คุณหนู…” เสียงของนางสั่นเครือเต็มไปด้วยความสงสารและความรู้สึกผิดที่ไม่อาจช่วยอะไรได้เลย

ส่วนกู้เตี้ยนเถียนไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่กำมือแน่นขึ้นกว่าเดิม

“ดีมาก! ดีจริงๆ” นางเอ่ยอย่างประชด พร้อมสูดหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะปล่อยมือออก แล้วค่อยๆ จัดเสื้อผ้าให้เฟิ่งเปาเปากลับเข้าที่อย่างเรียบร้อยเช่นเดิม

ทุกการเคลื่อนไหวสงบเกินไป แต่สำหรับหลินลั่วนั้น มันดูสงบจนน่ากลัว

เมื่อแต่งตัวให้เจ้าก้อนแป้งจนเสร็จเรียบร้อย กู้เตี้ยนเถียนก็ลุกขึ้นจากเตียงหลังใหญ่ พร้อมกับมือที่เอื้อมไปจับข้อมือเล็กของเฟิ่งเปาเปาไว้แน่น แต่ไม่แรง

“ไป”

“ท่านแม่จะพาเปาเปาไปไหน” เฟิ่งเปาเปามองขึ้นมา เสียงใสถามคนเป็นแม่อย่างงุนงง

กู้เตี้ยนเถียนไม่ได้ตอบทันที เพียงแต่หันหลังเดินออกจากห้อง ลากมือเล็กนั้นไปด้วยอย่างไม่ลังเล

“ฮูหยินจะพาคุณหนูไปไหนหรือเจ้าคะ” หลินลั่วรีบตามออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

กู้เตี้ยนเถียนเดินต่อโดยไม่หยุด ก่อนจะตอบเสียงเรียบ

“ไปพบฮูหยินใหญ่”

หลินลั่วชะงักไปทันที ขณะที่กู้เตี้ยนเถียนพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน

“นางเป็นคนคอยให้ท้ายซุนเหวินไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงยังคงเรียบ แต่ทุกคำหนักแน่น หญิงสาวหันหน้ามองไปข้างหน้า ดวงตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าเองก็อยากรู้นักว่าหากฮูหยินใหญ่รู้ว่า ‘พี่เลี้ยง’ ที่นางเลือกมากับมือ ทำร้ายหลานสาวของตัวเองถึงเพียงนี้ นางจะทำอย่างไร” พูดจบ กู้เตี้ยนเถียนก็ออกแรงดึงมือเล็กของเฟิ่งเปาเปาให้เดินตาม ฝีเท้าไม่เร็วแต่มั่นคง

เฟิ่งเปาเปาถูกพาเดินไปด้วยความงุนงง ดวงตายังมีน้ำตาคลอ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรเพิ่ม

ส่วนหลินลั่วรีบเดินตามติดๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แอบยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก เพราะนางรู้ดีว่าวันนี้ เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆเป็นแน่ และบางที อาจเป็นวันที่จวนสกุลเฟิ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

กู้เตี้ยนเถียนจูงมือเฟิ่งเปาเปาเดินตรงมายัง เรือนจิ้นซื่อของฮูหยินใหญ่เหลียงเม่ยเซียนโดยไม่ชะลอฝีเท้า

เรือนหลังนี้โอ่อ่ากว่าที่อื่นในจวนอย่างชัดเจน เสาไม้แกะสลักลวดลายวิจิตร ผ้าม่านเนื้อดีพริ้วไหวตามแรงลม แสดงถึงอำนาจของผู้ควบคุมทั้งจวนอย่างไม่ต้องอธิบาย

แต่ยังไม่ทันจะก้าวข้ามธรณีประตู เสียงร้องไห้โหยหวนก็ดังออกมาก่อน

“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ บ่าวเจ็บแทบตายแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงของซุนเหวินสะอื้นไม่หยุด ปนกับเสียงหายใจสะดุดเหมือนคนกำลังถูกกระทำหนักหนา

กู้เตี้ยนเถียนชะลอฝีเท้าเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยืนนิ่งฟัง

“กู้ฮูหยิน นางโกรธบ่าวโดยไม่มีเหตุผล ลงมือทำร้ายบ่าวอย่างไม่ปรานี” ซุนเหวินพูดเสียงสั่น แฝงความน่าสงสารเต็มที่

“บ่าวเพียงทำตามคำสั่งของฮูหยินใหญ่ ดูแลคุณหนูเปาเปาให้กินข้าว แต่นางกลับ…” เสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับกลั้นไม่อยู่

ภายในห้อง

เหลียงเม่ยเซียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวใหญ่ ใบหน้าสง่างามแต่เย็นชา เมื่อฟังจบนางยกมือขึ้นแล้วทุบลงบนพนักวางแขน

ปึง!

“ข้านึกว่าการที่นางเพิ่งผ่านการเฉียดตายมา จะทำให้นางสำนึกได้บ้าง แต่ดูเหมือนว่านางจะยังร้ายกาจเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน” เสียงของฮูหยินใหญ่เย็นเฉียบ

จ้าวชิง สาวใช้อาวุโสที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็รีบจีบปากจีบคอเสริมทันที

“ดูท่าว่าคราวนี้ กู้ฮูหยินจะร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียอีกนะเจ้าคะ ถึงกับกล้าลงมือทำร้ายคนของฮูหยินใหญ่เช่นนี้” นางพูดพลางส่ายหน้าไปมา

“จริงเจ้าค่ะ!” ซุนเหวินรีบเสริมขึ้นทันที พลางก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ที่ผ่านมาแม้กู้ฮูหยินจะดุด่าบ่าว แต่นางไม่เคยกล้าข้ามหน้าข้ามตาฮูหยินใหญ่มาทำร้ายบ่าวเช่นวันนี้”พูดจบ นางก็ยกมือขึ้นแตะมุมปากที่มีเลือดซึมออกมา แสดงให้เห็นถึงหลักฐานอย่างจงใจ

“แล้วเจ้าได้บอกเหตุผลหรือไม่ ว่าที่ข้าทำร้ายเจ้านั้น เป็นเพราะเหตุใด” เสียงหนึ่งดังขึ้นนิ่งๆ ทว่าชัดเจน

ทุกคนในห้องเงียบกริบไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาทั้งหมดหันไปมองทางประตู แลเห็นกู้เตี้ยนเถียนยืนอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งจูงเฟิ่งเปาเปา อีกมือปล่อยตามสบาย สีหน้าเรียบเฉย แต่สายตาคม นางก้าวเข้ามาช้าๆ เสียงฝีเท้าดังเบาๆ ในห้องโถงใหญ่ แต่กลับกดดันขึ้นทีละนิด

ซุนเหวินหน้าซีดทันที จากเมื่อครู่ยังนั่งร้องไห้ กลับรีบลุกขึ้นอย่างลนลาน แล้วรีบถอยไปหลบอยู่หลังเก้าอี้ของฮูหยินใหญ่ เหมือนเด็กที่กลัวถูกตีซ้ำ

กู้เตี้ยนเถียนเหลือบตามองเพียงนิดเดียว ก่อนจะหยุดยืนตรงกลางห้อง สายตาเลื่อนขึ้นไปสบกับเหลียงเม่ยเซียนโดยตรง ไม่มีการก้ม ไม่มีการหลบ มีเพียงความนิ่ง

เหลียงเม่ยเซียนหรี่ตาลงมองลูกสะใภ้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจ ภาพนั้นทำให้นางสัมผัสได้ถึงความไม่เหมือนเดิม

“เจ้ามาที่นี่เพื่ออะไร หรือจะมาสร้างเรื่องอีก” น้ำเสียงเย็นชา ไม่ปิดบังถึงความไม่พอใจ

กู้เตี้ยนเถียนยกมุมปากขึ้น ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เหมือนคนที่ได้ยินคำถามที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว

“สร้างเรื่องหรือเจ้าคะ?” นางทวนคำเบาๆ ก่อนจะหันไปมองซุนเหวินที่หลบอยู่ด้านหลัง

“ข้ากลัวว่าคนที่สร้างเรื่องจะไม่ใช่ข้า”

บรรยากาศในห้องตึงขึ้นทันที จ้าวชิงขมวดคิ้ว มองกู้เตี้ยนเถียนอย่างไม่พอใจ

ส่วนซุนเหวินกำชายเสื้อแน่น ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกมา

กู้เตี้ยนเถียนไม่รีบร้อน นางเพียงขยับมือ ดึงเฟิ่งเปาเปาให้ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกัน ร่างเล็กชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยอมเดินตามแรงดึง ดวงตายังมีความกลัว แต่ยังยืนอยู่ข้างแม่

กู้เตี้ยนเถียนมองเด็กน้อยเพียงแวบเดียว ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ในเมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้าแล้วก็ดี วันนี้ข้าจะขอถามท่านฮูหยินใหญ่สักเรื่องหนึ่ง ว่าที่จวนสกุลเฟิ่งแห่งนี้ อนุญาตให้คนใช้ทำร้าย ‘หลานสาวของตัวเอง’ ได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” เสียงของนางยังคงเรียบ แต่ทุกคำชัดเจน

นางเงยหน้าขึ้น มองตรงไปที่ฮูหยินใหญ่ ก่อนจะเหลือบตาไปทางซุนเหวิน

คำถามนั้นตกลงกลางห้องเหมือนก้อนหินหนักไม่มีใครพูด ไม่มีใครขยับ มีเพียงสายตาของทุกคนที่เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย และเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel