บทที่ 6 แม่สามีหูเบา
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” เหลียงเม่ยเซียนหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตาคมกริบจ้องไปที่กู้เตี้ยนเถียน น้ำเสียงเย็นชา แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน
กู้เตี้ยนเถียนไม่ตอบทันที นางเพียงก้มลง มือยกชายกระโปรงของเฟิ่งเปาเปาขึ้นเพียงนิดเดียวพอให้ เห็นรอยช้ำ จ้ำเล็กจ้ำใหญ่เรียงตัวอยู่บนขาเล็กนั้นอย่างชัดเจน
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที กู้เตี้ยนเถียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“เปาเปาบอกท่านย่าสิ ว่าใครทำเจ้า”
เฟิ่งเปาเปามองแม่ แล้วหันไปมองย่า ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปด้านหลัง แลเห็นซุนเหวินที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้กำลังจ้องนางด้วยสายตาแข็งกร้าว ราวกับกำลังข่มขู่ เด็กน้อยสะดุ้งขึ้นทันที หัวก้มลงด้วยความหวาดกลัว มือเล็กกำชายเสื้อแน่น บ่งบอกถึงความกลัวอย่างชัดเจน
แต่ในจังหวะนั้น มือบางที่กำลังจับมือของนางไว้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง
เฟิ่งเปาเปาเงยหน้าขึ้น กู้เตี้ยนเถียนไม่ได้มองซุนเหวิน นางมองร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดออกมาเสียงแผ่วพอให้ได้ยินกันสองคน
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี่” เสียงนั้นไม่ดัง แต่หนักแน่น นางบีบมือเล็กนั้นเบาๆ
“ข้าจะไม่ยอมให้ใครรังแกหรือทำร้ายเจ้าได้อีก”
เฟิ่งเปาเปานิ่งไป ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ก่อนที่รอยยิ้มจะค่อยๆ ปรากฏขึ้น แม้จะยังมีน้ำตา แต่สว่างไสว
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” เสียงใสตอบกลับอย่างเชื่อเต็มหัวใจ
“ท่านย่า ซุนเหวินหยิกเปาเปาเจ้าค่ะ” เด็กน้อยหันไปทางเหลียงเม่ยเซียน พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“อะไรนะ!” คำพูดนั้นทำให้เหลียงเม่ยเซียนขมวดคิ้วทันที นางหันไปมองซุนเหวิน สีหน้าครั้งแรกที่มีความตกใจปรากฏขึ้น แต่ซุนเหวินตอบสนองเร็วกว่า นางรีบคุกเข่าลงด้วยความรวดเร็ว
“ไม่จริงเจ้าค่ะฮูหยินใหญ่! บ่าวไม่เคยทำเช่นนั้น!” น้ำเสียงสั่นสะอื้น น้ำตาไหลพรากอย่างน่าสงสาร พูดจบ นางก็คลานเข่าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไปหยุดตรงหน้าเฟิ่งเปาเปา มือยื่นออกไปจับขาเล็กนั้นเบาๆ ท่าทางนอบน้อมสุดขีด
“คุณหนูเปาเปา ซุนเหวินดูแลคุณหนูมาตั้งหลายปี เหตุใดถึงพูดจาใส่ร้ายซุนเหวินเช่นนี้เล่าเจ้าคะ” เสียงของนางอ่อนโยนอย่างจงใจ พลางเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ
เฟิ่งเปาเปาสะดุ้งโหยงอย่างแรง ร่างเล็กรีบถอยหลัง ก่อนจะขยับไปหลบอยู่หลังแม่โดยสัญชาตญาณ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่น แม้ไม่พูด แต่ท่าทางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
กู้เตี้ยนเถียนขมวดคิ้ว ก่อนที่นางจะมือยกขึ้นผลักซุนเหวินออกไปด้านข้างอย่างไม่ออมแรง แล้วอีกมือก็ขยับเข้ามาโอบร่างเล็กของเฟิ่งเปาเปาเข้ามาเหมือนกำลังปกป้อง
ซุนเหวินถูกผลักล้ม แต่แทนที่จะโกรธนางกลับร้องขึ้นเสียงดัง
“โอ๊ย!” เสียงอ่อนแรงราวกับเจ็บปวดมากนัก นางกุมแขนตัวเองเหมือนถูกทำร้ายหนัก แล้วรีบคลานกลับไปที่ตรงหน้าของฮูหยินใหญ่
“ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ ซุนเหวินโดนใส่ร้ายเจ้าค่ะ บ่าวไม่เคยทำร้ายคุณหนูเปาเปาจริงๆ” นางก้มหน้าร้องไห้ เสียงสั่นเครือ
จ้าวชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ขยับเข้าไปทันทีนางก้มลง กระซิบข้างหูของเหลียงเม่ยเซียน
“ฮูหยินใหญ่ แต่ไหนแต่ไรมา คุณหนูเปาเปาไม่เคยพูดจาใส่ร้ายผู้ใด” เสียงเบา แต่ชัด ก่อนที่จะหยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ สายตาเหลือบไปทางกู้เตี้ยนเถียน
“แต่พอกู้ฮูหยินฟื้นขึ้นมา และเข้าใกล้คุณหนู คุณหนูก็เปลี่ยนไปนะเจ้าคะ”
“จริงเจ้าค่ะ บ่าวเป็นเพียงบ่าวจะกล้าตีหรือทำร้ายคุณหนูได้อย่างไรเจ้าคะ” ซุนเหวินรีบเสริมทันที
“ที่ผ่านมาฮูหยินใหญ่ก็เห็นว่ามีแต่กู้ฮูหยินนั่นแหละ ที่ตบตีทำร้ายคุณหนูเปาเปา” นางก้มหน้าลงแล้วเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงอ่อนลง
หากแต่คำพูดนั้นเปรียบเหมือนก้อนหินที่โยนลงน้ำ และมันตรงกับความจริงในอดีต
เหลียงเม่ยเซียนนิ่งไป สายตาที่มองกู้เตี้ยนเถียนพร้อมความสงสัยที่ค่อยๆ แปรเป็นความเชื่อเพราะที่ผ่านมามันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เหลียงเม่ยเซียนจ้องกู้เตี้ยนเถียนด้วยสายตาเย็นจัด ก่อนที่ความโกรธจะปะทุขึ้นมาอย่างไม่ปิดบัง
“เจ้าช่างเป็นสตรีหน้าไม่อายเสียจริง!” นางตวาดเสียงดัง
“กล้าพูดจาใส่ร้ายผู้อื่น ทั้งที่ตัวเจ้านั่นแหละเป็นคนตบตีทำร้ายลูกของตนเอง!” น้ำเสียงแข็งกร้าวก้องไปทั่วห้องโถง แต่กู้เตี้ยนเถียนกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
นางยืนตรง สีหน้าเรียบ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับอย่างนิ่งสนิท
“ฮูหยินใหญ่ช่างหูเบายิ่งนัก เชื่อคนใช้มากกว่าหลานตัวเอง” น้ำเสียงเรียบ แต่คำพูดคมกริบ พร้อมเหลือบตามองต่างหูหยกที่ห้อยอยู่ข้างใบหูของอีกฝ่าย
“หรือว่าต่างหูหยกที่สวมใส่อยู่นั้น มันไม่หนักพอ จึงทำให้หูเบาเกินไป” นางยกมุมปากขึ้นเบาๆ
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องหยุดนิ่ง เหลียงเม่ยเซียนยกมือขึ้นทาบอกทันที สีหน้าตกตะลึงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
จ้าวชิงกับซุนเหวินหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกตกใจไม่ต่างกัน เพราะที่ผ่านมา แม้กู้เตี้ยนเถียนจะเคยร้ายกาจ แต่นางไม่เคยกล้าต่อปากต่อคำฮูหยินใหญ่เช่นนี้
เหลียงเม่ยเซียนหน้าเปลี่ยนสีทันที ความโกรธพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“เจ้าบังอาจตำหนิข้าเช่นนั้นหรือ!” นางผุดลุกขึ้นทันที ก้าวยาวๆ ตรงเข้าหากู้เตี้ยนเถียนโดยไม่ลังเล
เฟิ่งเปาเปาเห็นเช่นนั้น หัวใจหล่นวูบ นางรีบวิ่งเข้าไปหาย่าอย่างรวดเร็ว
“ท่านย่า! อย่าตีท่านแม่!” เสียงเล็กตะโกนลั่นด้วยความตกใจ แต่เหลียงเม่ยเซียนกลับผลักนางออกไปอย่างไม่ไยดี ทำให้ร่างเล็กล้มลงกับพื้นทันที
“โอ๊ย!” เสียงร้องหลุดออกมา ก่อนจะกลายเป็นเสียงร้องไห้โฮ
“คุณหนู!” หลินลั่วรีบวิ่งเข้าไปหา อุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดปลอบอย่างร้อนรน แต่เฟิ่งเปาเปายังพยายามดิ้นไปมา
“ท่านย่า อย่าตีท่านแม่” เสียงสะอื้นขาดเป็นช่วง
“อย่าตีท่านแม่ของเปาเปา”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไร” แต่หลินลั่วกอดนางไว้แน่น พร้อมกระซิบปลอบ
อีกด้าน เหลียงเม่ยเซียนเดินมาหยุดตรงหน้ากู้เตี้ยนเถียน นางยกมือขึ้นหมายจะฟาดฝ่ามือลงบนแก้มขาวเป็นการสั่งสอนสตรีปากดี
แต่มือยังไม่ทันถึงหน้าก็ถูกจับเอาไว้เสียก่อน กู้เตี้ยนเถียนยกมือขึ้น จับข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นสายตานิ่งไม่หลบ เหลียงเม่ยเซียนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะร้องโวยวายขึ้น
“เจ้าจะทำร้ายข้าหรือ!”
กู้เตี้ยนเถียนมองนางนิ่งๆ ก่อนจะตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ข้าไม่ทำร้ายท่านหรอก เพราะถึงทำจริงๆ ท่านก็คงสู้ข้าไม่ได้” นางตอบด้วยสายตาที่เย็นลง
พูดจบ นางก็ปล่อยมือทันที เหลียงเม่ยเซียนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอก จ้าวชิงกับซุนเหวินรีบปรี่เข้าไปประคองเจ้านายของตน
“ฮูหยินใหญ่เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ! ฮูหยินจะทำเช่นนี้กับฮูหยินใหญ่ไม่ได้นะเจ้าคะ!” จ้าวชิงร้องเสียงหลง พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ แวงตาจับจ้องไปยังกู้เตี้ยนเถียนอย่างไม่วางตา
“กู้ฮูหยินไม่ให้เกียรติฮูหยินใหญ่เลยเจ้าค่ะ!” ส่วนซุนเหวินเห็นโอกาสก็รีบเสริมขึ้น หมายจะสร้างความเกลียดชังให้กู้เตี้ยนเถียนมากกว่าเดิม
“เจ้ามันงูพิษ! ออกไปจากจวนข้าเดี๋ยวนี้!” เหลียงเม่ยเซียนโกรธจนตัวสั่น นางยกนิ้วขึ้นชี้หน้ากู้เตี้ยนเถียน แต่กู้เตี้ยนเถียนไม่ได้สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เชิดหน้าขึ้น สีหน้าไม่เปลี่ยน
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เช่นกัน” นางตอบอย่างไม่แยแส พร้อมเบะปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางเฟิ่งเปาเปา
“แต่ถ้าข้าจะไป ข้าจะพาเปาเปาไปด้วย” พูดจบ นางก็เดินไปหาเด็กน้อยทันที
เฟิ่งเปาเปายังสะอื้นอยู่ แต่เมื่อเห็นแม่เข้ามาก็เงยหน้าขึ้น
“เจ้าจะพาหลานข้าไปไหนไม่ได้!” เหลียงเม่ยเซียนรีบก้าวมาขวาง
กู้เตี้ยนเถียนหยุด ก่อนจะตอบกลับ
“เช่นนั้น… ข้าก็จะไม่ไปไหนเช่นกัน”
เหลียงเม่ยเซียนกัดฟันแน่น ก่อนจะหันไปหาเฟิ่งเปาเปา
“เปาเปา เจ้าจะเลือกอยู่ที่นี่กับย่าอย่างสุขสบาย หรือจะไปตกระกำลำบากกับแม่ของเจ้า” นางถามหลานสาวเสียงแข็งกระด้างไม่แพ้แววตา
ห้องทั้งห้องเงียบลง สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เด็กตัวเล็ก
ขณะที่เฟิ่งเปาเปามองย่าแล้วหันไปมองแม่ น้ำตาคลอเต็มดวงตา มือเล็กกำแน่น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้า ไปหยุดตรงหน้ากู้เตี้ยนเถียน แล้วจับมือของนางเอาไว้
“เปาเปาจะไปกับท่านแม่” ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
คำตอบนั้นทำให้เหลียงเม่ยเซียนหน้าถอดสี ไม่นึกว่าหลานสาวจะกล้าเลือกแม่ที่ชอบตบตีทำร้ายตนเอง ก่อนจะกลายเป็นโกรธจัดทันที
“ดี!” นางตวาดลั่น “เช่นนั้นก็ไสหัวกันออกไปจากจวนของข้าทั้งแม่ทั้งลูกเลย!”
กู้เตี้ยนเถียนไม่ตอบ นางเพียงกระชับมือเล็กนั้นให้แน่นขึ้นแล้วหันหลังเดินออกไปโดยไม่ลังเล
เฟิ่งเปาเปาเดินตามไปติดๆ ส่วนหลินลั่วรีบวิ่งตามหลังทันที
ขณะที่ทางด้านหลังเสียงของเหลียงเม่ยเซียนยังคงตะโกนด่าตามมาไม่หยุด แต่ไม่มีใครหันกลับไปมองอีก เพราะสำหรับกู้เตี้ยนเถียนในตอนนี้ สิ่งสำคัญมีเพียงอย่างเดียว คือเจ้าของมือเล็กๆ ที่กำอยู่ในมือของนางและการไม่ปล่อยมือจากกันอีกต่อไป
ทันทีที่กู้เตี้ยนเถียนพาเฟิ่งเปาเปากลับมาถึงห้องหอ นางก็ปล่อยมือเล็กนั้นออกเพียงครู่เดียว ก่อนจะเอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่เสียเวลา
“หลินลั่ว เก็บของของข้ากับของเปาเปา เอาเฉพาะที่จำเป็น” น้ำเสียงเรียบ แต่ชัดเจน
หลินลั่วชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบก้มศีรษะ
“เจ้าค่ะ!”
จากนั้น นางก็หันไปสั่งสาวใช้คนอื่นทันทีให้จัดเก็บเสื้อผ้า ผ้าห่ม และของใช้จำเป็นอย่างรวดเร็ว ภายในห้องเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นในทันที
