บทที่ 4 สั่งสอนพี่เลี้ยง
กู้เตี้ยนเถียนเหลือบตามองนาง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับโบกมือไปมา
“ช่างเถอะ ต่อให้ข้าอยากกิน พวกเจ้าก็ทำให้ข้ากินไม่ได้อยู่ดี”
หลินลั่วก้มหน้าลงทันที ไม่กล้าเอ่ยอะไรต่อ
กู้เตี้ยนเถียนตักข้าวอีกคำ ก่อนจะถามต่ออย่างเหมือนไม่ใส่ใจ
“ปกติตอนที่ข้าอยู่ที่นี่ ข้าทำอะไรบ้าง”
คำถามนั้นทำให้หลินลั่วเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ กู้เตี้ยนเถียนเห็นดังนั้นก็รีบพูดเสริม
“ข้านอนสลบไสลไม่ได้สติไปนาน ตื่นมาก็จำอะไรไม่ค่อยได้” นางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ในใจกลับคิด
‘ต้องป้องกันไม่ให้สงสัยไว้ก่อน’
หลินลั่วได้ยินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ความสงสารเอ่อล้นขึ้นมาในดวงตา
“ฮูหยิน…” นางก้มหน้าลง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “ปกติฮูหยินไม่ค่อยออกไปไหนเจ้าค่ะ”
นางหยุดไปชั่วขณะเหมือนกำลังเลือกคำ
“ส่วนมากจะพักอยู่ในห้อง อ่านตำราบ้าง บางครั้งก็พักผ่อนเจ้าค่ะ”
“หมายความว่าข้าแทบไม่ได้ทำอะไรเลยสินะ” กู้เตี้ยนเถียนเลิกคิ้วทันที ในใจคิดว่า เจ้าของร่างเดิมนี้ ช่างทำตัวไร้สาระสมกับบทบาทที่ได้รับเสียจริง เมื่อเห็นหลินลั่วพยักหน้ารับเบาๆ จึงถามต่อ
“แล้วเฟิ่งเปาเปาล่ะ”
“ส่วนมากคุณหนูจะอยู่ที่หอนอน แต่บางครั้งหากฮูหยินใหญ่เรียกหา ก็อาจต้องไปค้างที่เรือนจิ้นซื่อของฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” หลินลั่วตอบ นางอธิบายอย่างระมัดระวัง
กู้เตี้ยนเถียนพยักหน้าช้าๆ แต่ในหัวนั้นกลับมีภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
เด็กตัวเล็กที่ยกมือป้องตัวเอง เสียงสั่นๆ ที่พูดว่า
‘ท่านแม่อย่าเปาเปาเจ้าค่ะ เปาเปากลัว’
มือที่กำตะเกียบหยุดลงกลางอากาศ กู้เตี้ยนเถียนนิ่งไปอยู่นาน ความรู้สึกแปลกๆ แล่นผ่านอกอีกครั้ง
“ก็แค่เด็กคนหนึ่ง ข้าไม่ได้สนใจ” กู้เตี้ยนเถียนขมวดคิ้ว นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย แต่ภาพของเฟิ่งเปาเปายังคงวิ่งผ่านในหัวไม่ยอมหยุด สุดท้าย นางจึงวางตะเกียบลง แล้วหันไปทางหลินลั่ว
“ไปกันเถอะ”
“ฮูหยินจะไปไหนหรือเจ้าคะ” หลินลั่วชะงัก ถามด้วยความประหลาดใจ
“ไปหาเปาเปา” กู้เตี้ยนเถียนลุกขึ้นยืนอย่างไม่ลังเล ปัดแขนเสื้อเบาๆ ให้เรียบร้อย พร้อมตอบเสียงเรียบ
คำตอบนั้นทำให้หลินลั่วนิ่งค้างไปทันที ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่ปิดบังความตกใจ เพราะตั้งแต่จำความได้ กู้ฮูหยินไม่เคยไปหาคุณหนูถึงหอนอนแม้แต่ครั้งเดียว
กู้เตี้ยนเถียนไม่ได้หันกลับมามอง เพียงก้าวเดินออกจากห้องอย่างตรงไปตรงมา ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรทำ
หลินลั่วยืนอึ้งอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะได้สติ
“ฮูหยิน! รอหลินลั่วด้วยเจ้าค่ะ!” นางรีบวิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งสำรับอาหารที่ยังอุ่นอยู่บนโต๊ะไว้เบื้องหลัง เพราะเช้าวันนี้ ดูเหมือนว่า บางอย่างในจวนสกุลเฟิ่งกำลังจะเปลี่ยนไปจริงๆ
กู้เตี้ยนเถียนเดินนำออกมาจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน ท่าทางสงบนิ่งราวกับเพียงแค่ไปเดินเล่นยามเช้า แต่ความจริงแล้วฝีเท้าของนางมั่นคงและตรงเป้าหมายอย่างชัดเจน
หลินลั่วรีบเดินตามอยู่ด้านหลัง สีหน้ายังมีความงุนงงปะปนกับความตื่นเต้น
ทั้งสองข้ามลานกว้างของจวนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอนอนเล็กของเฟิ่งเปาเปา ตัวเรือนไม่ใหญ่เท่าเรือนหลักของจวน แต่ก็ยังคงความเรียบร้อยสมฐานะบุตรสาวของไท่ฝู
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตู สาวใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่ถึงกับสะดุ้งขึ้นเมื่อเห็นกู้เตี้ยนเถียน สีหน้าตกใจปรากฏจนแทบไม่ต้องซ่อน
“ฮู…ฮูหยิน…” นางรีบก้มตัวทำความเคารพทันที มือสั่นระริกเหมือนยังตั้งตัวไม่ทัน ทว่าตอนที่นางกำลังจะเอ่ยให้เคาะประตูแจ้งคนข้างใน กู้เตี้ยนเถียนกลับยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุด
ในจังหวะนั้นเอง เสียงจากภายในห้องดังลอดออกมา
“กินเดี๋ยวนี้นะคุณหนู!” เสียงของซุนเหวินดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ น้ำเสียงแข็งกร้าวจนแม้แต่คนที่ยืนอยู่นอกห้องยังสัมผัสได้
“เมื่อคืนบ่าวโดนฮูหยินใหญ่ตำหนิเพราะคุณหนูไม่ยอมกินข้าว!”
กู้เตี้ยนเถียนหรี่ตาลง ก่อนจะนิ่งฟังต่อ พร้อมกับตามมาด้วยเสียงสะอื้นของเด็กน้อย
“เปาเปาไม่อยากกินกุ้ง เปาเปาอิ่มแล้ว” เสียงเล็กสั่นเครือ เหมือนกำลังพยายามอธิบายมากกว่าจะเถียง
“ไม่ยอมกินใช่หรือไม่!” ซุนเหวินตะคอกกลับ และในวินาทีถัดมาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบดังชัดเจน ตามมาด้วยเสียงร้องไห้โฮของเฟิ่งเปาเปา
“โอ๊ย! เปาเปาเจ็บ ฮืออ!”
เสียงนั้นทำให้บรรยากาศหน้าประตูหยุดนิ่ง หลินลั่วเบิกตากว้าง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ส่วนกู้เตี้ยนเถียนไม่พูดอะไรเลย สีหน้านิ่ง นิ่งเสียจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อหลินลั่วมองลงไปข้างล่างกลับเห็นว่ามือของกู้ฮูหยินกำลังกำแน่นเข้าหากัน และเพียงชั่วขณะถัดมา กู้เตี้ยนเถียนก็ขยับตัวอย่างไม่ลังเล
มือบางผลักประตูออกทันที ประตูไม้เปิดผางเข้าไปด้านในอย่างแรง
ปึง!
สายลมพัดวูบเข้ามา ทำให้ม่านบางไหวสะบัด ภาพภายในห้องปรากฏชัด เฟิ่งเปาเปานั่งอยู่ข้างโต๊ะเล็ก มือเล็กกำชายเสื้อแน่น มืออีกข้างจับไปที่สะโพกของตัวเอง น้ำตาไหลอาบแก้ม ตัวสั่นสะอื้น
ตรงหน้าของนางนั้นคือคือซุนเหวินที่ยังยกมือค้างอยู่กลางอากาศ ราวกับเพิ่งลงมือไปเมื่อครู่
ทุกอย่างหยุดนิ่ง ซุนเหวินหันขวับมามอง และเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปในทันที
“ฮูหยิน!” นางรีบลดมือลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าจากแข็งกร้าวกลายเป็นตกใจ
เฟิ่งเปาเปาเองก็เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง
“ท่านแม่…” เสียงเรียกแผ่วเบาเหมือนทั้งดีใจและไม่แน่ใจในเวลาเดียวกัน
กู้เตี้ยนเถียนยืนอยู่ตรงประตู สายตามองผ่านซุนเหวินไปหยุดที่เด็กตัวเล็กตรงหน้า ที่กำลังนั่งสะอื้นน้ำตาไหลพรากอย่างน่าสงสาร แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตากลับมาที่มือของซุนเหวิน มือที่เพิ่งลงมือทำร้ายเฟิ่งเปาเปาเมื่อครู่นี้
นางไม่ได้พูดทันที เพียงแต่ก้าวเข้าไปในห้องช้าๆ เสียงฝีเท้าเบาแต่ชัด ทุกก้าวเหมือนกดทับบรรยากาศให้หนักขึ้นทีละนิด
กู้เตี้ยนเถียนไม่พูดอะไรให้มากความ ทันทีที่นางหยุดอยู่ตรงหน้าของซุนเหวิน มือก็ยกขึ้นฟาดลงไปที่ข้างแก้มขาวนั้นทันที
เพี๊ยะ!
เสียงตบดังสนั่นในห้อง เฉียบคมจนทุกคนสะดุ้งใบหน้าของซุนเหวินหันไปด้านข้าง ร่างทั้งร่างชะงักงันไปชั่วขณะ
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ เนื่องด้วยไม่มีใครคาดคิด และไม่มีใครแม้แต่จะทันตั้งตัว
ซุนเหวินเองก็อึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ มือสั่นระริกยกขึ้นแตะแก้มข้างที่ถูกตบ
“ฮูหยิน!” นางหันกลับมามองกู้เตี้ยนเถียน สีหน้าจากที่เคยมั่นใจกลายเป็นตกตะลึง แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ
เพี๊ยะ!
เสียงตบครั้งที่สองก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแรงกว่าเดิม หน้าของซุนเหวินหันไปอีกข้างโดยไม่มีโอกาสได้ตั้งตัว
“อ๊ะ!”
ในจังหวะถัดมาผมของนางถูกกระชากอย่างแรง ศีรษะถูกดึงจนเงยขึ้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเจ็บและตกใจ
กู้เตี้ยนเถียนมองลงมา สีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว
“มือข้างไหนที่เจ้าตีเด็กคนนั้น!” เสียงของนางนิ่งสนิท
ซุนเหวินน้ำตาไหลพร่างพรูลงมาจนเกลื่อนใบหน้า ความเจ็บแล่นไปทั่วหนังศีรษะ นางแทบพูดไม่ออก ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น!’
ตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในจวนนี้ ไม่มีใคร ไม่เคยมีใครกล้าทำกับนางเช่นนี้มาก่อน เพราะทุกคนรู้ว่านางมีฮูหยินใหญ่คอยหนุนหลัง แต่ตอนนี้ คนตรงหน้ากลับไม่สนใจ
ซุนเหวินกัดฟัน ก่อนจะรีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน!” นางร้องไห้เสียงสั่น พยายามดิ้นไปมา “อย่าทำบ่าวเลยเจ้าค่ะ บ่าวไม่กล้าแล้ว”
“แล้วตอนที่เด็กคนนั้นขอร้องเจ้า เจ้าฟังหรือไม่” กู้เตี้ยนเถียนมองลงมาอย่างเย็นชา
วาจานั้นทำให้ซุนเหวินชะงัก แต่ยังไม่ทันได้ตอบแรงกระชากก็หายไป เมื่อนางถูกผลักให้หันหลัง และในวินาทีถัดมา
ตุบ!
แรงถีบจากด้านหลังทำให้ร่างของนางทรุดลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าของเฟิ่งเปาเปาอย่างแรง
“ขอโทษนางเดี๋ยวนี้!” เสียงของกู้เตี้ยนเถียนดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ซุนเหวินหน้าซีดเผือด แต่ก็ไม่กล้าชักช้า นางรีบก้มศีรษะลงกับพื้น
“คุณหนูเปาเปาเจ้าขา บ่าวผิดไปแล้ว ขอคุณหนูโปรดเมตตา ให้อภัยบ่าวเถิดเจ้าค่ะ!” เสียงสั่นสะท้าน ศีรษะโขกลงกับพื้นดังตุบครั้งแล้วครั้งเล่า
เฟิ่งเปาเปาที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นิ่งไป ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะรีบปีนลงจากเก้าอี้อย่างลนลาน ร่างเล็กวิ่งไปยืนข้างกู้เตี้ยนเถียน มือเล็กยื่นออกไปแตะปลายนิ้วของแม่เบาๆ แตะเพียงนิดเดียวแล้วก็ชะงัก เหมือนยังไม่กล้าแตะมากกว่านั้น เพราะนางกลัว กลัวว่าหากทำมากไปจะโดนท่านแม่ดุ หรือโดนตีได้
“ท่านแม่” เสียงเล็กเอ่ยขึ้น น้ำตายังคลออยู่ในดวงตา “เปาเปาไม่เจ็บแล้ว”
กู้เตี้ยนเถียนมองลงมา สายตาสลับระหว่างเด็กตัวเล็กข้างตัวกับซุนเหวินที่ยังคุกเข่าอยู่บนพื้น นางนิ่งไปพักใหญ่ ความโมโหยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก แต่เมื่อเห็นมือเล็กๆของเด็กน้อยแตะลงมาที่มือของตนเอง และดวงตากลมโตที่มองมาอย่างขอร้อง นางจึงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ
“ไสหัวไป ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” นางพูดสั้นๆ
“เจ้าค่ะ! เจ้าค่ะ!” ซุนเหวินไม่กล้าชักช้า รีบลุกขึ้นทันที ก้มหน้าไม่กล้ามองใคร ก่อนจะวิ่งออกจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต
