บทที่ 3 ความทรงจำอันเลวร้าย
ก๊อก! ก๊อก!
หานอี้ขยับตัวทันที เดินไปเปิดประตูอย่างระมัดระวัง
ประตูแง้มออก แต่เขากลับนิ่งไป ไม่ขยับ ไม่พูดเพียงยืนค้างอยู่ตรงนั้น
เฟิ่งเหมาเหลือบสายตามองไปด้านหลังเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ
“มีอะไร”
หานอี้ชะงักไปทันที สีหน้าที่มักสงบกลับปรากฏความกระอักกระอ่วนใจขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน
“ไท่ฝูขอรับ” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“มีของกำนัลจากฝ่าบาทขอรับ” พูดจบ หานอี้ก็ถอยออก เปิดทางให้เห็นภาพด้านนอก
ดรุณีรูปโฉมงดงามสามคนก้าวเข้ามา เรือนร่างอ้อนแอ้น ผิวพรรณผุดผ่อง เครื่องแต่งกายบางเบาสีสันอ่อนหวานเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าพอประมาณ เส้นผมประดับด้วยเครื่องประดับวิจิตร แต่สิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือรอยยิ้มยั่วยวนที่ตั้งใจมอบให้เจ้าของห้อง
หนึ่งในนั้นก้าวออกมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา มือเรียวถือจดหมายประทับตรามังกรทอง ยื่นไปข้างหน้าอย่างนอบน้อม
เฟิ่งเหมาเพียงเหลือบมอง ก่อนจะขยับถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือรับ เพียงส่งสายตาไปทางหานอี้
หานอี้เข้าใจทันที รีบก้าวเข้ามารับจดหมายแทน ก่อนจะส่งต่อให้ผู้เป็นนาย
เฟิ่งเหมาเปิดจดหมายออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตากวาดอ่านเนื้อความภายใน ตัวอักษรทรงพลังปรากฏชัดเจน
เฟิ่งเหมา
เจ้าติดตามข้าออกเดินทางเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นฉี เหมา และปิ่งมานานนับปี มิได้กลับจวน มิได้พบครอบครัว
ข้าคิดว่าเจ้าคงอ้างว้างอยู่ไม่น้อย
บุรุษย่อมมีความต้องการเป็นธรรมดา การกดเก็บไว้นานเกินไป หาใช่เรื่องดี
ข้าจึงคัดเลือกสาวงามผู้เพียบพร้อม ส่งมาให้เจ้าคลายเหงา
ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธ
เฟิ่งเหมาอ่านจบ มือที่ถือจดหมายนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพับเก็บอย่างเรียบร้อย สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่บรรยากาศในห้องกลับเย็นลงจนสัมผัสได้
หญิงงามทั้งสามคนขยับเข้ามาใกล้ร่างสูงของเขาอย่างช้าๆ ฝีเท้าเบา เสียงกำไลกระทบกันแผ่วเบา เรือนร่างอ่อนช้อยเคลื่อนไหวราวกับตั้งใจโอบล้อมมากกว่าเดินเข้าหา
กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำปรุงลอยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วของใครจะได้แตะชายแขนเสื้อเขา เสียงเรียบเย็นพลันดังขึ้นเสียก่อน
“ออกไป” น้ำเสียงนั้นไม่มีความดัง ไม่มีความโกรธ แต่หนักแน่นชัดเจน
หญิงงามทั้งสามชะงักไปทันที รอยยิ้มบนใบหน้าค้างอยู่กลางอากาศ หนึ่งในนั้นรีบเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้พวกข้าปรนนิบัติไท่ฝูเพคะ” นางก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงหวานแต่แฝงความพยายามอย่างปิดไม่มิด
“ใช่เจ้าค่ะ ไท่ฝูอย่าไล่พวกข้าเลย พวกข้าจะปรนนิบัติท่านเป็นอย่างดี” อีกคนรีบเสริมขึ้นทันที นางยิ้มหวานพร้อมขยับก้าวเข้ามาอีกครั้ง ราวกับมั่นใจว่าบุรุษตรงหน้าไม่มีทางปฏิเสธ
หากแต่ว่าเฟิ่งเหมาไม่แม้แต่จะมอง เพียงเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“หานอี้” น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ แต่คราวนี้กลับเย็นลงกว่าเดิม
หานอี้ก้าวออกมาทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำ สีหน้ากลับมาเป็นปกติราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“ขออภัย” เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะจับแขนหญิงงามคนหนึ่งอย่างสุภาพแต่แน่นหนา อีกมือผลักเปิดทางให้อีกสองคน
“พวกเจ้าออกไปเถิด อย่าทำให้ไท่ฝูโมโห”
หญิงงามทั้งสามพยายามขัดขืน แต่สุดท้ายก็ถูกพาออกไปอย่างไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง
เฟิ่งเหมาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวออกจากห้องทันที
ณ ตำหนักรับรองของโกวหยางเฝิงฮ่องเต้
ยามค่ำเงียบสงบ แสงโคมไฟส่องสว่างเป็นระยะ ขันทีหน้าตำหนักยืนเฝ้าอย่างสงบ เมื่อเห็นร่างของเฟิ่งเหมาเดินเข้ามา ก็รีบโค้งคำนับทันที
“ไท่ฝูมีเรื่องจะเข้าเฝ้าฝ่าบาทหรือขอรับ” ขันทีเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“อืม” เฟิ่งเหมาพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าขอเข้าเฝ้า”
ขันทีไม่ถามอะไรต่อ เพราะมีพระราชโองการชัดเจนว่าหากเป็นเฟิ่งเหมาไท่ฝูให้เข้าเฝ้าได้ทุกเมื่อ
เมื่อประตูถูกเปิดออก เฟิ่งเหมาก้าวเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยุดอยู่หน้าม่านเตียงหลังใหญ่ แล้วโค้งคำนับอย่างเหมาะสม
“กระหม่อมเฟิ่งเหมามาเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ด้านในม่านโปร่งบางเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มที่กำลังเอนกายอยู่บนเตียงกว้าง มือหนึ่งยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
ดวงตาคมของโกวหยางเฝิงฮ่องเต้หรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นคนตรงหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางอย่างรู้ทัน
“หญิงงามที่ข้าส่งไปให้ไม่ถูกใจเจ้าหรือ” เขาเอ่ยขึ้นทันที น้ำเสียงเจือความขบขันอย่างไม่ปิดบัง
เฟิ่งเหมานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“พวกนางงดงาม แต่กระหม่อมหาได้สนใจเรื่องเช่นนั้น”
โกวฮ่องเต้เปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ วางจอกสุราลงข้างตัวก่อนจะเอนกายมากขึ้นอย่างสบายอารมณ์
“ตั้งแต่ที่ข้ารู้จักเจ้ามาตั้งแต่อายุสามหนาว จนเติบโตมาถึงวันนี้” เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือนกำลังย้อนอดีต
“ข้าไม่เคยเห็นเจ้าสนใจสตรีผู้ใดเลย แม้กระทั่งกับภรรยาของเจ้าเอง” เขาหรี่ตาลงทันทีอย่างจับผิด
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงไปทันใดเพราะทั้งสองคนนั้นรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเฟิ่งเหมากับกู้เตี้ยนเถียนนั้นเป็นอย่างไร
โกวฮ่องเต้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“เป็นข้าที่ผิดเอง ที่มอบสมรสพระราชทานให้เจ้า เพราะตอนนั้นข้าเห็นว่านางงดงามที่สุดในแคว้นเฝิง และข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะทานทนต่อหญิงงามได้” เขาหัวเราะเบาๆ อย่างไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะเหลือบมองเฟิ่งเหมา พลางยิ้มบาง
“แต่ตอนนี้ ข้ารู้แล้วว่าข้าคิดผิด”
เฟิ่งเหมาไม่ได้ตอบทันที ดวงตาลึกนิ่งสงบ แต่ในใจกลับแวบผ่านภาพหนึ่งอย่างรวดเร็ว
คืนเข้าหอ สุราที่ดื่มร่วมกับโกวฮ่องเต้จนมึนเมาร่างของกู้เตี้ยนเถียนที่เข้ามาใกล้ เสียงกระซิบยั่วยวนและการตอบสนองตามสัญชาตญาณของบุรุษ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากคืนนั้นก็คือ เฟิ่งเปาเปา
ภาพนั้นผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่สีหน้าของเฟิ่งเหมาจะกลับมาเป็นปกติ
“ฝ่าบาทอย่าทรงรื้อฟื้นเรื่องที่ผ่านมา และอย่าทรงโทษพระองค์เอง กระหม่อมทราบดีว่าฝ่าบาททรงหวังดี” เขาเอ่ยเสียงเรียบพร้อมก้มศีรษะลงต่ำ แล้วเงยหน้าขึ้น สายตานิ่งและชัดเจน
“หากแต่ว่าต่อไปนี้ เรื่องในจวนของกระหม่อมกระหม่อมขอจัดการเอง” พูดจบ เขาก็โค้งคำนับอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนจะหันหลังและเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ
ม่านบางไหวพริ้วไปมาตามแรงลมพัด โกวฮ่องเต้มองตามแผ่นหลังนั้น ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“ช่างเย็นชาและเย่อหยิ่ง ไม่มีเปลี่ยนจริงๆ” เขาหยิบจอกสุราขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะหันไปทางขันทีที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ
“เถียนกงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เถียนกงกงรีบก้มตัวตอบทันที
โกวฮ่องเต้ยกยิ้มที่มุมปาก สายตาแฝงความครุ่นคิด
“ข้าจากแคว้นเฝิงมานาน เฟิ่งเหมาคงคิดถึงบุตรสาวของเขามากแล้ว” เขาเอ่ยช้าๆ พลางหมุนจอกสุราในมือเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ
“เห็นทีว่าเราควรเดินทางกลับเสียที”
“ฝ่าบาทจะเสด็จกลับแคว้นเฝิงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เถียนกงกงชะงักไปทันใด
“ข้าจะเดินทางกลับแคว้นเฝิงในวันพรุ่งนี้” โกวฮ่องเต้ตอบอย่างไม่ลังเล
คำตอบนั้นรวดเร็วเกินคาด เถียนกงกงนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบก้มศีรษะ
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปจัดเตรียมและแจ้งข่าวให้ทุกคนทราบทันที” พูดจบ เขาก็ถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักกลับมาเงียบอีกครั้ง โกวหยางเฝิงเอนกายลงอย่างสบายอารมณ์ รอยยิ้มบางยังคงอยู่บนริมฝีปาก ราวกับเขากำลังรอชมอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในจวนสกุลเฟิ่ง
ยามซื่อ (09.00 - 10.59 น.) ของวันถัดมา แสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาในห้องหอ กลิ่นอากาศสดชื่นปะปนกับกลิ่นยาสมุนไพรที่ยังจางไม่หาย
บนเตียง กู้เตี้ยนเถียนขยับตัวเล็กน้อย เปลือกตากะพริบช้าๆ ก่อนจะลืมขึ้นเต็มที่
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง มองเพดานไม้เหนือศีรษะ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ยังอยู่ แปลว่าไม่ได้ฝัน”
ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ เสียงของหลินลั่วก็ดังขึ้น นางรีบเดินเข้ามาพร้อมสาวใช้อีกสองคน สีหน้าดีใจอย่างปิดไม่มิด
“ฮูหยินตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
กู้เตี้ยนเถียนยังไม่ทันตอบ ก็ถูกรุมดูแลอย่างรวดเร็ว
“เชิญฮูหยินลุกขึ้นเจ้าค่ะ จะได้ไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์” หลินลั่วเอ่ยอย่างนอบน้อม มือช่วยประคองนางลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง
หลังจากอาบน้ำเรียบร้อย กู้เตี้ยนเถียนถูกแต่งกายอย่างประณีต นางสวมชุดฮั่นฝูชั้นในสีขาวนวล เนื้อผ้านุ่มลื่น ตามด้วยอาภรณ์ชั้นนอกสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆเงินละเอียด แขนเสื้อยาวพลิ้วไหว ผ้าคาดเอวสีเงินขับให้รูปร่างดูเพรียวบาง
ผมยาวดำขลับถูกเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ปักปิ่นหยกเรียบง่าย ไม่หรูหราเกินไป แต่ก็ไม่ธรรมดา
เครื่องประดับมีเพียงต่างหูหยกเม็ดเล็ก แสดงถึงสถานะฮูหยินอย่างพอดี
กู้เตี้ยนเถียนก้มมองตัวเองในกระจกทองเหลือง ก่อนจะเลิกคิ้วในใจ
“อย่างกับตัวประกอบในซีรีส์พีเรียด” นางยังไม่ทันจะได้วิจารณ์ต่อ สาวใช้ก็ยกสำรับอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะกลมด้านข้าง
“ฮูหยิน เชิญเจ้าค่ะ”
บนโต๊ะมีอาหารเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โจ๊กข้าวขาวเนื้อละเอียด ปลาแม่น้ำนึ่งซีอิ๊วโรยต้นหอม หมูตุ๋นชิ้นโต ผัดผักกาดเขียวใส่น้ำมันงา และไก่ตุ๋นสมุนไพรที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นบางเบา
กู้เตี้ยนเถียนนั่งลง มองอาหารตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะเริ่มกินอย่างไม่รีบร้อน
คำแรกผ่านไป คำที่สองผ่านไป นางเคี้ยวช้าๆ ก่อนจะพึมพำออกมา
“อยากกินสเต๊กชะมัด”
หลินลั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินก็ชะงักไปทันที ก่อนจะถามขึ้นอย่างงุนงง
“ฮูหยินอยากทานซือเต๊กหรือเจ้าคะ?” นางพยายามออกเสียงตามที่ได้ยิน แต่สีหน้าชัดเจนว่าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
