บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ครอบครัวนี้ไม่ปกติ

‘บุตรีของนางร้ายขอพลิกชะตา’

นิยายแนวครอบครัวที่นางเคยอ่านผ่านๆ แต่ดันจดจำรายละเอียดสำคัญได้อย่างแม่นยำ

กู้เตี้ยนเถียนนางร้ายของเรื่อง สตรีที่นิสัยร้ายกาจ เอาแต่ใจ และใช้ลูกเป็นเครื่องมือเรียกร้องความสนใจจากสามี

ส่วนเฟิ่งเปาเปา เด็กน้อยตรงหน้านี้ คือนางเอกตัวจริงของเรื่อง บุตรสาวของกู้เตี้ยนเถียนกับเฟิ่งเหมา ไท่ฝูแห่งแคว้นเฝิง

ความคิดเริ่มเรียงตัวเป็นระเบียบในหัวอย่างรวดเร็ว กู้เตี้ยนเถียนรู้ว่าครอบครัวนี้ไม่ปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเย็นชา แม่ไม่รักลูก พ่อไม่อยู่คนในจวนรังเกียจ และสุดท้ายเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ก่อนจะค่อยๆ ฝ่าฟันจนกลายเป็นตัวเอกที่แข็งแกร่ง

ส่วนกู้เตี้ยนเถียนในเนื้อเรื่องเดิมนั้นตายเร็วมาก เพราะเอาแต่ร่ำสุราด้วยความปวดใจที่สามีไม่เหลียวแล อีกทั้งยังได้ติดตามโกวฮ่องเต้เสด็จไปยังต่างแคว้นเป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็ม จนทำให้วันหนึ่งนางเผลอเดินพลัดตกบ่อปลาข้างจวน หลังจากนั้นก็นอนไม่ได้สติอยู่นานหลายวัน เหมือนรอให้สามีกลับมาดูใจ แต่สุดท้าย นางก็จากไปอย่างสงบ ก่อนที่เฟิ่งเหมาไท่ฝูจะกลับมาถึงจวนสกุลเฟิ่งเพียงหนึ่งวัน

สรุปแล้ว กู้เตี้ยนเถียนนั้นมีบทบาทเป็นเพียงตัวเร่งดราม่าให้นางเอกซึ่งเป็นบุตรสาวมีปมชีวิตเท่านั้นเอง

“ข้าดันมาอยู่ในร่างตัวร้ายที่ใกล้ตายที่สุดในเรื่องเนี่ยนะ” หลี่ซินยกมือขึ้นกุมขมับ ก่อนจะถอนหายใจยาว

นางกวาดสายตามองเด็กตัวเล็กตรงหน้าอีกครั้งเฟิ่งเปาเปายังคงยืนอยู่ที่เดิม มองนางอย่างระวังตัว แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความดีใจที่เห็นว่าแม่ตื่นแล้ว

“ข้าจะรีบไปตามท่านหมอมาดูอาการฮูหยินนะเจ้าคะ” หลินลั่วเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบและทำม่าตะหมุนกายหันหลังออกไปจากห้อง

“ไม่ต้อง!” หลี่ซินในร่างของกู้เตี้ยนเถียนร้องขึ้นมาเสียงดังอย่างลืมตัว หลินลั่วจึงหันขวับกลับมา แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าไม่เป็นอะไร ข้าแข็งแรงดี” กู้เตี้ยนเถียนตอบ วาจาของนางทำให้หลินลั่วนิ่งไป ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างคนที่ไม่กล้าขัดใจเจ้านายสาว เพราะรู้ว่าหากทำให้กู้ฮูหยินไม่พอใจจะเกิดเรื่องใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน

หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ทันใดนั้น หลี่ซินก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวนะ หากข้าคือแม่ของนางเอก…” นางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“เช่นนั้นก็หมายความว่า ข้าต้องเลี้ยงเด็กคนนี้เช่นนั้นหรือ?”

ความคิดนั้นทำให้นางนิ่งไปอีกครั้ง แล้วสีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จากนิ่งสงบกลายเป็นเครียด จริงจัง และไม่พอใจอย่างชัดเจน

‘ไม่สิ ข้าเกลียดเด็ก ข้าไม่ยอมเลี้ยงเด็กคนนี้เป็นอันขาด!’

เมื่อคิดได้เช่นนั้น กู้เตี้ยนเถียนก็รีบยกมือขึ้น ตั้งใจจะชี้ไปทางประตูเพื่อบอกให้เด็กน้อยออกไปพักก่อน แต่ทันทีที่มือของนางขยับ เฟิ่งเปาเปากลับสะดุ้งขึ้นอย่างแรง

“ท่านแม่อย่าตีเปาเปา!”

เสียงเล็กแหลมหลุดออกมาด้วยความตกใจ เด็กน้อยรีบยกแขนขึ้นป้องศีรษะ หลับตาปี๋ทั้งตัวสั่นสะท้าน

“เปาเปากลัว ฮือออ”

ภาพนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วจนกู้เตี้ยนเถียนชะงักมือค้างกลางอากาศ สีหน้าที่เดิมทีเรียบเฉยเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว

หลินลั่วเองก็รีบก้าวเข้ามาทันที นางโอบร่างเล็กของเฟิ่งเปาเปาเอาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ฮูหยินอย่าตีคุณหนูเลยเจ้าค่ะ!”

นางกอดร่างเล็กของเฟิ่งเปาเปาไว้เหมือนปกป้องของมีค่าชิ้นสุดท้าย ดวงตาแดงก่ำแต่ยังพยายามสงบสติ

กู้เตี้ยนเถียนนิ่งไป มือที่ยกค้างค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ

นางมองภาพตรงหน้า เด็กตัวเล็กที่หลับตาปี๋ ตัวสั่นเหมือนลูกสัตว์ที่เคยโดนตีซ้ำๆ จนฝังใจ

ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาในอก แปลกประหลาดจนตัวนางเองยังไม่อยากยอมรับ

ภาพจากความทรงจำในนิยายผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน เฟิ่งเปาเปา เด็กน่าสงสารที่ถูกแม่แท้ๆ ใช้เป็นที่ระบายอารมณ์

ยามใดโกรธ ก็ลงกับลูก ยามใดไม่พอใจ ก็ผลักไส

ส่วนผู้เป็นย่าก็ไม่เคยสนใจ หรือหากจะเรียกหา ก็เพียงเพื่อต้องการแยกเด็กออกจากแม่เท่านั้น

‘หยุด! ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับเด็กคนนี้’ กู้เตี้ยนเถียนขมวดคิ้วทันที

นางรีบตัดความคิดนั้นออกไปอย่างรวดเร็ว สีหน้ากลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าก่อนหน้า

“เปาเปา เธอ เอ๊ย… เจ้าออกไปก่อน” นางหยุดคำพูด ก่อนจะแก้ไขให้เข้ากับยุค

“ข้าเพิ่งฟื้น รู้สึกเพลีย อยากพักผ่อน” พูดจบ ร่างบางก็ขยับตัวลงนอนทันทีอย่างไม่ลังเล มือคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงคาง ก่อนจะหันหลังให้ทั้งสองคน ราวกับต้องการปิดบทสนทนาโดยสิ้นเชิง

เฟิ่งเปาเปายืนตัวแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้อีกนิด

“ท่านแม่…”

เสียงเรียกเบาๆ สั่นไหว เหมือนยังไม่แน่ใจว่าควรเข้าใกล้ดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันที่เจ้าก้อนแป้งจะได้พูดอะไรต่อ หลินลั่วก็แตะไหล่เล็กนั้นเบาๆ

“คุณหนูกลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวหลินลั่วไปส่ง” นางพูดเสียงอ่อน พยายามให้สถานการณ์สงบลง ก่อนจะค่อยๆ ประคองเฟิ่งเปาเปาลงจากเตียง

มือเล็กถูกจับไว้แน่น เด็กน้อยยังหันกลับไปมองคนบนเตียงอยู่หลายครั้งด้วยความห่วงใย แต่สุดท้ายก็ยอมเดินออกไปตามแรงจูงของหลินลั่ว

ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก และทันทีที่เปิด ก็พบกับร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยืนรออยู่ด้านนอกพอดี

นางคือ ซุนเหวิน พี่เลี้ยงของเฟิ่งเปาเปานั่นเอง

“คุณหนูเปาเปา ฮูหยินใหญ่สั่งให้คุณหนูกลับหอนอนได้แล้วเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของนางแข็งเรียบ ไม่ต่างจากคำสั่งมากกว่าคำเชิญ

พูดจบ มือของนางก็ยื่นเข้ามา ดึงมือเล็กของเฟิ่งเปาเปาออกจากมือของหลินลั่วอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะจับไว้เองแน่น

เฟิ่งเปาเปาเงยหน้ามองนาง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความดีใจที่ยังหลงเหลือ

“ซุนเหวิน! ท่านแม่ของเปาเปาตื่นแล้ว!” น้ำเสียงใสเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ราวกับอยากแบ่งปันข่าวดีนี้ให้ทุกคนรู้

ซุนเหวินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ

“คุณหนูเปาเปาเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว กู้ฮูหยินจะฟื้นได้อย่างไรเจ้าคะ” นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง แต่แววตากลับเย็นชา

“มีแต่จะ…” ซุนเหวินหุบปากทันที คำว่า ตาย ถูกกลืนหายกลับไปในลำคอ คำพูดหยุดลงกลางคัน เมื่อสายตาของหลินลั่วที่ยืนอยู่ด้านข้างเปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นมาอย่างชัดเจน

แต่เฟิ่งเปาเปายังไม่ยอมแพ้ เด็กน้อยรีบพูดต่ออย่างจริงจัง

“เปาเปาพูดจริงนะ! ท่านแม่ตื่นแล้ว!”

ซุนเหวินหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองผ่านช่องประตูที่ยังเปิดอยู่

ภายในห้อง ร่างของกู้เตี้ยนเถียนที่ควรจะนอนนิ่งกำลังขยับตัวพลิกกายไปมาบนเตียงให้เห็นอย่างชัดเจนโดยไม่ได้ตั้งใจ

ภาพนั้นทำให้ซุนเหวินเบิกตากว้าง ความตกใจแล่นผ่านแววตาอย่างปิดไม่มิด

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!” นางเผลออุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว

ทั้งที่ ฮูหยินกู้เตี้ยนเถียนผู้นี้นอนรอความตายมาหลายวัน แต่เหตุใดตอนนี้กลับฟื้นขึ้นมาเสียได้!

ซุนเหวินรีบเก็บสีหน้าในทันที ก่อนจะหันกลับมามองเฟิ่งเปาเปาอีกครั้ง น้ำเสียงกลับมาแข็งเหมือนเดิม

“กลับหอนอนได้แล้วเจ้าค่ะ!” พูดจบ นางก็ดึงมือเล็กนั้นให้เดินตามทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

เฟิ่งเปาเปาถูกดึงให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างเล็กเซถลาไปข้างหน้าจนเกือบล้ม แต่ไม่วายหันกลับไปมองประตูห้องนั้นอีกครั้ง ดวงตายังเต็มไปด้วยความกังวล

“ท่านแม่…” เสียงเรียกแผ่วเบาลอยอยู่ในอากาศ

หลินลั่วมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่บีบรัด นางพึมพำขานเรียกออกมาเบาๆ

“คุณหนู…”

แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพราะนางรู้ดีว่าซุนเหวินมีใครหนุนหลัง และคนผู้นั้นคือ เหลียงเม่ยเซียน ฮูหยินใหญ่แห่งจวนสกุลเฟิ่ง มารดาของเฟิ่งเหมาไท่ฝู และหลินลั่วรู้ดีว่าคนอย่างนาง ไม่ใช่ใครจะขัดได้ง่ายๆ

ณ เมืองจิ่งอัน เมืองหลวงแคว้นฉี

หลังจากเข้าเฝ้าโกวฮ่องเต้ที่ตำหนักรับรองเสร็จสิ้น บรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้คน กลับคืนสู่ความเงียบสงบ ขุนนางทยอยถอยออกไปทีละคน เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องเบาๆ ก่อนจะเลือนหายไป

ท่ามกลางบรรยากาศนั้น ร่างสูงในชุดขุนนางสีเข้มก้าวออกมาช้าๆ อย่างสงบนิ่ง

เฟิ่งเหมา ไท่ฝูแห่งแคว้นเฝิง ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของโกวหยางเฝิงฮ่องเต้

ใบหน้าคมคายราวกับถูกสลักด้วยมีดปลายแหลม คิ้วเข้มดุจภาพวาด ดวงตาลึกสงบแต่แฝงความเฉียบคม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเรียบไม่ยิ้มไม่แย้ม ให้ความรู้สึกเย็นชาแต่สง่างามในคราเดียวกัน

ท่วงท่าการเดินของเขาไม่เร่งรีบ แต่ทุกย่างก้าวมั่นคงและหนักแน่น ราวกับผู้ที่ไม่เคยลังเลในสิ่งใด

ขุนนางที่เดินสวนล้วนพากันรีบหลบทางให้ในทันที ไม่ใช่เพราะตำแหน่ง แต่เป็นเพราะตัวเขาเอง

หานอี้เดินตามอยู่ด้านหลังครึ่งก้าวอย่างเงียบเชียบ สีหน้าสงบเหมือนเงาที่ติดตามเจ้าของไม่มีคลาด

ทั้งสองเดินผ่านระเบียงยาวของตำหนัก จนกระทั่งมาถึงหอนอนพักผ่อนส่วนตัวของเฟิ่งเหมา

ประตูไม้ถูกเปิดออกและปิดลง ทันทีที่เสียงประตูแนบสนิท ความเงียบก็ปกคลุมอีกครั้ง

เฟิ่งเหมาเดินเข้าไปด้านใน ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกวางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง

“เมื่อเช้า คนของเราส่งข่าวมา” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่หนักแน่น “ที่จวนสกุลเฟิ่ง เป็นอย่างไรบ้าง”

“ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมขอรับ” หานอี้ยืนตัวตรงอยู่ด้านหลัง เอ่ยตอบทันทีโดยไม่ลังเล

หากแต่คำว่า ‘เหมือนเดิม’ ทำให้เฟิ่งเหมายืนนิ่งไปชั่วขณะ มือที่กำลังปลดสายรัดแขนเสื้อหยุดลงเล็กน้อย

คำนี้…สำหรับจวนสกุลเฟิ่งไม่ใช่คำที่ดีนัก เพราะคำว่า ‘เหมือนเดิม’ นั้นหมายความว่า กู้เตี้ยนเถียนยังคงนอนนิ่ง ไร้สติ ไม่ฟื้น ไม่ตาย เพียงแค่มีลมหายใจ

ส่วนเหลียงเม่ยเซียน มารดาของเขายังคงควบคุมทุกอย่างในจวนอย่างเข้มงวด ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง และเฟิ่งเปาเปายังคงเติบโตอยู่ในจวนเดียวกัน โดยที่ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครสนใจ และไม่มีใครปกป้อง

เฟิ่งเหมาก้มสายตาลงต่ำ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม

เขากำลังจะเอ่ยถามบางเรื่องต่อ แต่แล้วเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel