เมื่อความอดทนเริ่มหมดลง
ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงดังเอะอะโวยวายของสาวใช้คนสนิทของฮูหยินเซียวดังขึ้นจนนางสะดุ้งตื่น ทั้งที่เพิ่งข่มตาหลับราวเที่ยงคืนทำให้ซินเหยียนลืมตาแทบไม่ขึ้น
“เป็นแค่สาวใช้ อย่าได้บังอาจมาขวางทางข้า” ตู้จือบอกแกมสั่ง
ร่างบางลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง พยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาจากด้านนอก ทว่าเพียงไม่นานสตรีวัยชราได้เปิดประตูเรือนนอนเข้ามาอย่างถือวิสาสะ
“ฮูหยินอยากกินน้ำแกงแก้เมาค้าง” ว่าพลางกอดอก
“นางอยากกิน เจ้าก็ไปเตรียมให้นาง เหตุใดถึงได้มาส่งเสียงน่ารำคาญที่นี่” พูดอย่างเหลืออด สองปีเต็มที่ซินเหยียนต้องอดทนกับการกระทำของอันซือเซิน และตอนนี้นางเริ่มทนไม่ไหวแล้ว
“ที่พูดเช่นนี้ คงคิดว่าตัวเองยังเป็นคุณหนูใหญ่อยู่งั้นหรือ หากไม่ใช่เพราะนายหญิงมีเมตตากับกาฝากอย่างท่าน มีหรือจะยังมีหน้ามาเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้”
“คำก็กาฝาก สองคำก็กาฝาก” เอ่ยขณะลงจากเตียง
“ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น”
“งั้นหรือ”
เซียวซินเหยียนเหยียดยิ้มตอบ ก่อนง้างฝ่ามือเรียวตบไปที่แก้มของสาวใช้ผู้นี้เต็มแรง
“ท่านกล้าลงมือกับข้าเชียวรึ!” ตู้จือแผดเสียง
“ข้าย่อมกล้าอยู่แล้ว ที่ผ่านมาต้องโทษข้าที่ยอมโอนอ่อนให้พวกเจ้ารังแก”
สิ้นคำพูดนี้ของหญิงสาว ตู้จือได้เข้ามาประชิดตัวหมายตบหน้าคืน แต่ถูกซินเหยียถีบเข้าที่หน้าท้องจนล้มลงกับพื้น อวี่ซูกลั้นขำแทบไม่อยู่ นางรู้สึกสะใจไม่น้อยที่คุณหนูของตนโต้ตอบกลับคืน เห็นทีคราวนี้คงทำให้นางหมดความอดทนแล้วกระมัง
“อวี่ซู”
“เชิญคุณหนูสั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“ลากนางออกไป ข้าจะนอนต่อ”
สาวใช้คนสนิทพยักหน้ารับคำ แล้วเรียกสาวใช้อีกสองคนมาลากร่างอ้วนท้วมของตู้จือออกจากเรือนตามคำสั่ง
แม้จะไล่สาวใช้คนนั้นออกไปแล้ว แต่ซินเหยียนได้นอนหลับยังไม่ถึงสองชั่วยามก็ต้องรีบตื่นเพราะต้องไปกินข้าวเช้าที่เรือนใหญ่ตามคำสั่งของอาสะใภ้อยู่ดี
“นั่งสิ” ฮูหยินเซียวไม่วายสั่งหลานสาว ซินเหยียนจึงนั่งลงโดยไมได้ปริปากอันใด
“งานเลี้ยงเมื่อคืนต้องยกความดีความชอบให้ฮูหยิน เพราะเจ้าข้าถึงได้เชิดหน้าชูตาต่อหน้าขุนนางใหญ่พวกนั้นได้แบบไม่ต้องรู้สึกอับอาย” เซียวเต๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยถูกยอมรับในหมู่พวกขุนนางด้วยกันสักเท่าใดนัก เหตุเพราะที่ตนได้รับตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการล้วนมาจากความดีความชอบในอดีตของพี่ชายผู้ล่วงลับไปแล้ว ฮ่องเต้กล่าวว่าแม้เซียวฉีจะตายไปแล้ว แต่ตระกูลเซียวยังคงต้องสืบต่อไปด้วยพระเมตตานี้ทำให้ตนได้รับตำแหน่งนี้มาด้วยความง่ายดาย โดยไม่ต้องมีผลงานโดดเด่นเหมือนคนอื่นจนทำให้ขุนนางหลายคนไม่พอใจ
“เรื่องเล็กน้อยเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านพี่พึงใจข้าก็พอใจแล้ว”
“จะว่าไปแล้วพี่ใหญ่อยู่ในงานเลี้ยงยังไม่ถึงชั่วยามก็กลับเรือนไปเสียแล้ว” เซียวจินเยว่แทรกขึ้น ทำให้ใต้เท้าเซียวหันขวับแล้วจ้องมาที่นาง เพื่อรอฟังคำตอบ
“เดิมทีงานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อท่านอากับน้องจินเยว่ หากข้าอยู่ในงานเลี้ยงนานเกินไปมีแต่จะทำให้ทุกคนอึดอัด ต้องขออภัยที่ซินเหยียนคิดน้อยไปหน่อย” นางยกเหตุผลมาอ้าง ไม่วายแกล้งตีหน้าเศร้า
“ช่างเถิด ที่เหยียนเอ๋อร์พูดมาก็มีเหตุผล”
“แต่ท่านพ่อ”
“วันนี้ข้ากำลังอารมณ์ดี เยว่เอ๋อร์ เจ้าอย่าทำให้บรรยากาศขุ่นมัว”
อันซือเซินใช้สายตาปรามบุตรสาวของตน ยามเห็นว่านางกำลังอ้าปากพูดขึ้นมาอีกประโยค
“เมื่อคืนข้าดื่มเหล้ามากไปหน่อย เช้าวันนี้เลยอยากให้เหยียนเอ๋อร์ส่งน้ำแกงแก้เมาค้างมาให้ ไฉนใบหน้าของ ตู้จือถึงได้มีรอยแดงเหมือนถูกทำร้ายได้เล่า”
“เรื่องนี้ท่านต้องมีคำตอบให้ข้ากับท่านแม่ ถึงอย่างไรเสียตู้จือก็เคยดูแลข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก ท่านพ่อ ท่านต้องให้ความยุติธรรมกับพวกเรานะเจ้าคะ”
