บท
ตั้งค่า

๕ กำแพงขวางกั้น (๕)

“แต่น้องท้องลูกของผม” เอ่ยถึงลูกเสียงสั่น เสียใจจนเกือบจะร้องไห้ออกมารอมร่อแต่ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ คนที่เพิ่งทราบว่าลูกสาวท้องก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม เลี้ยงณิรชามาอย่างดีเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของครอบครัว ไม่เคยคิดว่าลูกสาวต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว

แล้วเรื่องอะไรจะยอมให้คนที่ทำร้ายลูกตนเข้ามามีบทบาทในชีวิตอีก

อย่างไรก็ต้องรีบตัดขาดให้เร็วที่สุด!

“แค่หลานคนเดียวฉันเลี้ยงเองได้ ไม่ต้องให้มีพ่อที่ทำร้ายแม่หรอก!” ตะคอกกลับเสียงดังจนคนที่เพิ่งเดินเข้ามาสะดุ้งไปด้วย คุณเอมไอรินเดินไม่ทันสามีที่เดินเหมือนจะเหาะเพราะอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าลูกสาวปลอดภัย

“พ่อครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษ...ให้โอกาสผมหน่อยไม่ได้เลยเหรอครับ ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าน้องท้องเหมือนกัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุไม่คาดคิดแล้วผมก็ไม่ทันตั้งรับ...” คนที่ทระนงในศักดิ์ศรีของตนยอมคุกเข่าต่อหน้าพ่อตาพร้อมยกมือไหว้อ้อนวอนเสียงสั่น

รู้แน่แล้วว่าตนเองอาจจะได้แยกจากหล่อนและลูก จึงพยายามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้อยู่เคียงข้างหญิงสาวเหมือนเดิม

เขาไม่มีทางยอมปล่อยมือณิรชาอย่างแน่นอน

“ไม่ว่านายจะพูดยังไงความต้องการเดียวของฉันก็คือให้นายออกไปจากชีวิตของลูกสาวฉันซะ” โกรธจนตัวสั่นไม่อยากมองหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ก่อนเดินไปหาลูกที่หลับสนิทพลางลูบศีรษะมน เห็นถึงความอ่อนล้าบนใบหน้าสวยก็ทราบทันทีว่าคงมีเรื่องมากมายเกิดขึ้น

ซึ่งต้นเหตุคงไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นลูกเขยตัวดีที่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นแค่อดีต เพราะท่านไม่มีทางรับอีกฝ่ายเข้ามาเป็นคนในครอบครัวอย่างแน่นอน

“ออกไปก่อนเถอะรวิ” คุณเอมไอรินเห็นชายหนุ่มคุกเข่าไม่ยอมลุกก็สงสาร อย่างไรสามีก็คงไม่ใจอ่อนง่ายๆ

“แม่ครับ” ส่งสายตาเพื่อขอความเห็นใจ แต่ท่านคงช่วยอะไรไม่ได้เพราะตอนนี้สามีตนอยู่ในอารมณ์โกรธ แล้วดูท่าจะไม่ลงง่ายๆ เสียด้วย คงต้องให้อีกฝ่ายกลับไปก่อนแล้วค่อยคุยกันว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้

หรือไม่ก็รอให้ณิรชาตื่นเพื่อตัดสินใจด้วยตัวเอง...

“เอาไว้ค่อยคุยกันอีกที” เหมือนว่าเขาจะทำอะไรไม่ได้นอกจากจำยอมเดินออกจากห้องพัก ยังคงอ้อยอิ่งมองคนบนเตียงจนคุณไตรเตชินทนไม่ไหวผลักร่างหนาออกจากห้องทันที พร้อมปิดประตูใส่หน้าเขาไม่ยอมรับฟังสิ่งใดทั้งสิ้น

ชายหนุ่มเดินอย่างคนหมดแรงออกมา ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้องพักของภรรยา มองพื้นเหมือนคนไร้จุดหมายแล้วเห็นปลายเท้าของใครบางคนหยุดอยู่ตรงหน้า จึงเงยขึ้นเพื่อมองว่าใครมายืนอยู่ข้างหน้าตน

“ศศิ...”

เป็นน้องสาวของเขานี่เอง...

“พอดีหนูได้ข่าวว่าพี่ณิเข้าโรงพยาบาลแล้วเจอกับคุณอาที่มาโรงแรมเลยรีบบอก ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้” เธอนั่งลงข้างพี่ชายแล้วอธิบายให้ฟังถึงเรื่องที่ทำให้บุพการีของพี่สะใภ้ทราบเรื่องเร็วขนาดนี้ สาเหตุก็มาจากหล่อนนั่นเอง

การทะเลาะของคนทั้งสองดังไปทั่วโรงแรม ยิ่งมีบุคคลที่สามอย่างแฟนเก่าของเขาอยู่ด้วยข่าวก็แพร่กระจายว่าขาเตียงของคู่รักข้าวใหม่ปลามันกำลังจะสั่นคลอน หล่อนทราบเรื่องประจวบเหมาะกับตอนที่คุณไตรเตชินมาส่งไวน์ที่โรงแรมพอดีจึงรู้เรื่องไปด้วย

“พี่รวิไหวหรือเปล่า” เขาไม่คิดโทษน้องเพราะรู้ดีว่าคนผิดคือตัวเอง

ท่าทีของพี่ชายที่อ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดกับดวงตาที่แดงก่ำทำให้นึกเป็นห่วง ยกมือแตะบ่ากว้างแล้วถามเสียงเบา

“ไม่ไหวได้ด้วยเหรอ ยังไงก็ต้องไหวแหละ” ยิ้มเยาะตัวเองที่โง่งมสร้างกำแพงกับเรื่องที่ไม่สมควร

เคยพูดไปแล้วว่าอยากเรียนรู้หล่อน ให้ได้รู้จักตัวตนของภรรยามากกว่านี้ แต่เขากลับเป็นคนตัดโอกาสนั้นเองกับมือ

การทะเลาะครั้งนี้หากลองดูตามความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเขาที่พยายามทำให้มันดูใหญ่จนเกิดเรื่องราวขึ้นเกินควบคุมไหว

“หนูเป็นกำลังใจให้นะพี่ชาย มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะคะ บ้านเราพร้อมช่วยพี่เสมอนั่นแหละ...แต่คราวนี้ดูเหมือนอาไตรจะโกรธมากเลยนะ เห็นแล้วกลัวแทนเลย” พยายามยิ้มให้คนที่อยู่ในห้วงอารมณ์แห่งความทุกข์ แต่ก็รู้ว่าตัวเองคงช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากให้กำลังใจ เขาทำเพียงพยักหน้าไม่มีประโยคใดจะตอบกลับ

“ว่าแต่เจ็บหรือเปล่า” มองที่มุมปากของคนอายุมากกว่าแล้วเห็นรอยช้ำ จึงได้ถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ็บ แต่ทนไหว”

“ให้คุณพ่อช่วยพูดไหม ยังไงท่านทั้งสองก็เป็นเพื่อนสนิทกันน่าจะยอมลดความโกรธลงบ้าง” คิดหาทางออกช่วยพี่ชายเพราะไม่อยากเห็นรวิกานต์เศร้า แต่เหมือนร่างสูงจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากน้องเท่าไหร่

“ไม่ดีกว่า พี่ไม่อยากให้พ่อต้องทะเลาะกับเพื่อนเพราะตัวเอง” เรื่องของตนก็อยากจัดการเอง ไม่อยากดึงบิดาเข้ามาเกี่ยวด้วย เกรงว่าจากเรื่องของเด็กจะพาลให้ทั้งสองบ้านแตกหักกัน ความสัมพันธ์อันดีหลายสิบปีอาจจบลงเพราะเขาก็ได้

“แล้วพี่จะยอมหย่าหรือเปล่า” ถามเผื่อไว้เผื่อมันอาจเกิดขึ้น แต่คำถามนั้นกลับทำให้ร่างสูงถึงกับลุกยืนแล้วเอ่ยเต็มเสียง ไม่หลงเหลือความอ่อนแอเลยสักนิด

“ไม่หย่า พี่จะทิ้งเมียทิ้งลูกได้ยังไง” ยืนยันเสียงหนักแน่น สร้างความพอใจแก่น้องสาวเป็นอย่างยิ่ง

“ต้องแบบนี้สิพี่ชายหนู”

พี่สะใภ้ของเธอมีเพียงณิรชาคนเดียวเท่านั้น!

“เข้าไม่ได้ครับ คุณไตรไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปข้างใน”

ไม่คิดว่าวันต่อมาที่ตั้งใจเข้าเยี่ยมภรรยาแต่กลับถูกกีดกันเหมือนตนเป็นคนนอก มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เข้าขวาง ดูก็รู้ว่าเป็นคนของพ่อตาที่ให้เฝ้าหน้าห้องโดยเฉพาะ แต่เขาก็ไม่คิดจะถอดใจพยายามดึงดันจะเข้าไปข้างในเหมือนเดิม

“ผมจะเข้าไปหาภรรยาครับ” บอกเสียงหนักแน่นแล้วคิดจะเดินเลี่ยงไปเปิดประตู ยังคงถูกขวางเอาไว้เหมือนเดิมจนนึกหงุดหงิด พรูลมหายใจเสียงหนักแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ถ้าเกิดชกต่อยในโรงพยาบาลจะผิดหรือเปล่า

ในจังหวะที่คิดประตูก็เปิดออก เขาดีใจเป็นอย่างมากคิดว่าถูกต้อนรับ แต่กลายเป็นพ่อตาที่ออกมายืนยันเจตนารมณ์เดิมด้วยเสียงเคร่งขรึม

“ไม่ได้ เพราะฉันไม่อนุญาต” ออกมายืนต่อหน้าลูกเขยที่กำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต

“แต่ผมมีสิทธิ์นะครับ ผมเป็นสามีของณิยังไงผมก็เข้าไปได้อยู่แล้ว” เลือกจะอ้างสถานะของตัวเองเพื่อให้ได้รับอนุญาตเข้าไปข้างใน กลายเป็นว่ายังคงโดนกีดกันเหมือนเดิม

“ฉันเป็นพ่อ แล้วฉันก็ไม่อนุญาตให้นายเข้าไปหาลูกสาวฉัน” พูดจบก็ปรายตามองอีกฝ่ายที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมกระดิกตัวไปทางไหน เห็นหน้าแล้วก็หงุดหงิดมากกว่าเดิมจนเอ่ยไล่อีกฝ่าย โดยไม่สนใจว่ารวิกานต์จะเป็นลูกของเพื่อน แล้วยังเป็นพ่อของหลานตนอีกต่างหาก

“ออกไป” พูดเสียงดังแล้วยังกดดันทางสายตา แต่เขากลับไม่นึกกลัวเลยสักนิด มีเพียงความตั้งใจที่จะเข้าไปหาภรรยาเพื่ออธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นหวังเพียงหล่อนให้อภัยกัน

“ผมจะนั่งรออยู่ตรงนี้จนกว่าพ่อจะอนุญาต” ยืนกรานไม่ยอมไปไหน เลือกปักหลักอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องพัก แสดงความจริงใจของตัวเองโดยที่คุณไตรเตชินไม่ได้สงสารหรือเห็นใจเลยสักนิดเดียว

“รอได้รอไป อยากรู้ว่าจะทนได้แค่ไหน” พูดจบก็ปิดประตูทันที

ปล่อยให้ร่างสูงนั่งอยู่ตรงนั้นไม่สนใจว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน จากเช้าของวันเปลี่ยนเป็นกลางวันแล้วเคลื่อนไปยังช่วงกลางคืนอย่างรวดเร็ว ถึงเขาจะหิวแต่ก็ยอมนั่งทนเพื่อให้ได้รับอนุญาตเข้าไปหาหล่อน แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวจากคนในห้องเลย มีเพียงพยาบาลที่เดินเข้าห้องส่วนเขาก็ทำได้แค่มองเข้าไปยามประตูแย้มเปิด

แต่ก็แทบไม่เห็นอะไรเลยสักอย่าง...

“รวิ” น้ำเสียงอ่อนนุ่มแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่ยายของตนเอง เขาเงยหน้ามองท่านแล้วรีบลุกยืนเพื่อถามถึงเรื่องของหญิงสาว

“แม่ครับ ณิเป็นยังไงบ้าง”

“ฟื้นแล้วล่ะ ตอนนี้ก็กินข้าวได้ปกติ...” พอได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยหญิงสาวก็ปลอดภัยลุกมารับประทานอาหารได้แล้ว แต่เขาก็ยังอยากเข้าไปให้เห็นกับตามากกว่า จึงได้ขอร้องคนตรงหน้าคิดว่าท่านน่าจะช่วยได้

“ผมอยากเข้าไปหาณิครับ” คำขอร้องของเขาใช่ว่าท่านไม่อยากทำตาม เพียงแต่ตอนนี้ลูกสาวตื่นแล้วทั้งยังแจ้งความต้องการว่าไม่อยากพบหน้าสามี บอกชัดเจนจนคนเป็นพ่อพยักหน้าแล้วยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ให้ลูกพบกับรวิกานต์แน่นอน

ท่านจึงต้องมาบอกอีกฝ่ายด้วยความสงสารว่าไม่ให้รออีกต่อไป...

“แม่ว่าอย่าเพิ่งดีกว่า ณิเอง...ก็ยังไม่อยากเจอรวิ” การรอคอยของเขาเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะหญิงสาวแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ แต่ตนก็ยังไม่หมดหวังรีบข้อร้องเพื่อให้ท่านช่วยเหลือ ทั้งบ้านบวรกานต์เดชมีเพียงคุณเอมไอรินที่พอช่วยตนได้

“ผมอยากอธิบายให้น้องเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นเรื่องเข้าใจผิด แม่ช่วยผมพูดกับพ่อกับน้องได้ไหมครับ ผมขอร้องล่ะครับ” ส่งสายตาอ้อนวอนแสดงถึงความจริงใจของตัวเอง กลับถูกท่านปฏิเสธเพราะไม่อาจให้ความช่วยเหลือลูกเขยได้

“ไว้วันหลังค่อยมากนะ” เอาน้ำเย็นเข้าลูบรู้ว่าอีกฝ่ายก็ร้อนใจเหมือนกัน

“แม่ครับ” พยายามอ้อนวอนแต่เหมือนจะไม่ได้ผลเอาเสียเลย

“เชื่อแม่เถอะ วันหลังค่อยมา...”

แล้วเขาก็ต้องยอมแพ้เมื่อมองไปยังประตูที่ปิดสนิท อย่างไรคนในห้องก็คงไม่ต้อนรับอย่างแน่นอน

“ครับ พรุ่งนี้ผมจะมาใหม่”

ทำได้เพียงล่าถอยไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ไม่สาย...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel