บทนำ (๒)
“ล้อเล่น พ่อล้อเล่น...โกรธหรือเปล่าเนี่ย” คนที่ดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟเมื่อครู่รีบเดินตามออกมาทันที คว้าแขนอีกข้างของภรรยาไว้พร้อมยิ้มประจบรู้ตัวดีว่ากำลังจะโดนโกรธ จึงแกล้งทำเป็นแหย่เล่นไปเสียเลย
ลูกสาวรู้ทันทีว่าจะเห็นมุมหวานของคนทั้งสองจึงแกะมือแม่ออกแล้วเป็นผู้ชมที่ดี แอบยิ้มกับท่าทีของบิดาที่อ้อนคนรักราวกับเป็นวัยรุ่น ยังคงเห็นประกายแห่งความรักจากดวงตาของคนทั้งสอง พลอยทำให้เธอมีความสุขไปด้วย
เพราะว่าได้เห็นความรักที่ดีจากพ่อกับแม่ หล่อนจึงอยากมีความรักที่ดีกับเขาบ้าง...
“ไม่โกรธ”
“ไม่โกรธแต่ตาแข็งเลย พ่อไม่กินแล้วกาฟงกาแฟเนี่ย ไปบ้านไอ้หนึ่งดีกว่านะแม่ ไปกันลูก” พูดแล้วก็โอบไหล่ภรรยาอย่างรวดเร็ว ก่อนหันมาผงกศีรษะเป็นการชวนให้ลูกสาวไปที่รถยนต์ซึ่งหล่อนเป็นคนขับให้พ่อกับแม่นั่งมาเกือบสามปีแล้ว
ระหว่างทางก็เหลือบมองกระจกเพื่อดูความหวานที่บิดาขยันเอ่ยกับคนเป็นเมียเหลือเกิน อ้อนจนหล่อนแอบหลุดยิ้มกับความน่ารักของคนทั้งคู่ไปตลอดเส้นทาง กระทั่งจอดรถเมื่อถึงสถานที่จริง มือเริ่มชื้นเหงื่อหัวใจก็ทำงานเร็วกว่าปกติ ยอมรับว่าตื่นเต้นเป็นอย่างมากจนไม่เป็นตัวของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เธอกำลังจะได้เจอพี่ชายคนนั้นที่คิดถึงมาแสนนานแล้วสินะ...
“โห คนอย่างเยอะเลย แค่ลูกกลับมาทำงานมันจะยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น ตอนหนูเรียนจบพ่อยังไม่เล่นใหญ่ขนาดนี้เลย” พื้นที่ของบ้านเฟื่องรัตน์ภักดีกว้างขวางจนสามารถสร้างสนามกอล์ฟได้สามแห่งด้วยซ้ำ มีบ้านผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดจากการที่คนในบ้านแยกย้ายไปมีครอบครัวของตัวเอง จึงได้สร้างบ้านไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวในพื้นที่เดียวกัน
กระนั้นก็ไม่ค่อยมีคนอยู่เท่าไหร่ มีเพียงครอบครัวธนนท์ปภพที่อยู่บ้านตลอด โดยมีคนแวะเวียนเข้าหาไม่ขาดสาย ยิ่งช่วงใกล้เลือกตั้งเรียกว่าบ้านแทบไม่เคยว่างเลยด้วยซ้ำ
ส่วนตอนนี้ก็จัดเตรียมพื้นที่เพื่อต้อนรับแขกที่มาร่วมงานกว่าร้อยคน รถด้านหน้าจอดเรียงรายเหมือนมีงานประจำจังหวัด แค่เห็นจำนวนคนก็ทำเอาคุณไตรเตชินถึงกับพูดสัพยอกเพื่อนสนิทที่จัดงานอลังการนึกว่าลูกชายคนแรกจะแต่งงานซะอีก
“ใช่ค่ะ ปิดไร่เลี้ยงคนทั้งอำเภอ ไม่เล่นใหญ่เลยพ่อ” หล่อนหันไปยิ้มให้บิดาแล้วคิดถึงวันที่ตนรับปริญญา
หล่อนเรียนบริหารจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ กลับมาไร่ตามตกลงกับบิดาว่าจะช่วยบริหารงานหลังเรียนจบ โดยไม่คิดเลยว่าพอกลับมาถึงจะเจอโต๊ะจีนเกือบร้อยโต๊ะ พร้อมเวทีขนาดใหญ่ที่จ้างหมอลำมาร้องเฉลิมฉลองวันเรียนจบของลูกสาวเพียงคนเดียว หล่อนถึงกับกุมขมับอยากเป็นลมแต่ต้องเดินยิ้มแย้มทักทายคนทั่วงาน
ไม่อยากเชื่อว่านอกจากจะเชิญนายอำเภอมาแล้ว พ่อของหล่อนยังไปเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาร่วมแสดงความยินดีกับตนอีกต่างหาก...
แล้วยังจะไปบอกว่าคนอื่นเล่นใหญ่ ตัวเองก็ไม่ได้ต่างกันเลยสักนิด!
ไม่แปลกใจทำไมทั้งสองคบกันเป็นเพื่อนมาได้นานขนาดนี้ เพราะนิสัยเหมือนกันอย่างไรล่ะ
“อ้าวเหรอ พ่อเคยทำแบบนั้นด้วยเหรอ” ทำหน้าซื่อเหมือนไม่รู้เรื่อง คุณเอมไอรินเห็นก็นึกหมั่นไส้สามีตัวเองก่อนจะรีบเร่งให้เขาเดินเข้าไปในงานเพราะเจ้าของงานมองมาสักพักแล้ว
“เข้าไปได้แล้ว พี่หนึ่งหันมามองแล้วนั่น”
จำต้องเดินเข้าไปหาเพื่อนสนิทที่คบกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นภรรยาของพวกเขาก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี มักจะนัดพบกันแล้วชวนทำกิจกรรมร่วมกันเสมอจนบางทีก็ต้องบอกธนนท์ปภพให้ดึงเมียตัวเองไว้บ้าง เพราะเขาก็อยากอยู่กับเมียเหมือนกัน
“เฮ้ย ดีใจด้วยที่ลูกกลับมาแล้ว จะได้ไม่ต้องมาบ่นว่าคิดถึงลูกกับกูสักที” เข้าไปถึงก็ทักคนที่ทำหน้านิ่งแล้วยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยยามเจอเพื่อนสนิท
คู่สามีภรรยาบ้านเฟื่องรัตน์ภักดียืนต้อนรับแขกเพราะลูกชายที่เป็นตัวเอกของงานขอออกไปคุยธุระสักครู่ เพียงแค่เจอกันก็สามารถหยิบยกหลายเรื่องมาคุยได้เป็นวรรคเป็นเวร ฝ่ายภรรยาก็เข้ามาทักทายกันไม่หยุดแล้วพูดถึงทริปหน้าซึ่งวางแผนจะไปด้วยกันสองคน สามีเบรกแทบไม่ทันเพราะไม่อยากห่างจากคนรัก
ถ้าจะไปพวกตนก็ควรได้ไปด้วยสิ จะไปแค่สองคนได้อย่างไร...
“เออ” ตอบอย่างขอไปทีเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเลียน
ณิรชาตื่นเต้นจนมือเย็นไปหมด ความสวยของหล่อนทำให้ชายหลายคนที่ได้รับเชิญมางานต่างเหลียวมอง เพราะแบบนี้คนเป็นพ่อเลยไม่ค่อยชอบพาลูกสาวออกงานด้วยเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะไปกับภรรยามากกว่า ยิ่งช่วงหล่อนไปเรียนเมืองหลวงยิ่งหวงเป็นพิเศษกลัวลูกจะมีคนมาจีบหรือพาคนแปลกหน้าขึ้นคอนโด ต้องให้คนงานไปรับหญิงสาวกลับบ้านทุกวันหยุด
เรียกว่าโตแต่ตัวยังถูกเลี้ยงเหมือนไข่ในหินไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม โดยที่หล่อนก็ไม่ได้ยอมไปเสียทั้งหมด พยศบ้างเพื่อให้ท่านรู้ว่าไม่ชอบกับการกระทำนี้ซึ่งคุณไตรเตชินก็อ่อนลง
ทว่าเป็นแบบนั้นไม่นานก็กลับมาหวงเหมือนเดิม...
ลูกสาวสวยขนาดนี้ก็กลัวว่าผู้ชายที่เข้ามาจะไม่จริงใจ เอาไว้ให้ตนมั่นใจว่ามีคนดีและเหมาะกับหญิงสาวเมื่อไหร่ก็ไฟเขียวทันที
“พี่ณิ!” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้คนที่เหลือหันไปมอง
ศศิกานต์เดินเร็วเข้ามาหาพี่สาวสุดที่รักพร้อมกอดแขนหล่อนเอาไว้รวดเร็ว สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของคนในครอบครัว ความสดใสร่าเริงมารวมที่หล่อนหมดแล้ว เพราะพ่อก็เคร่งขรึม แม่ก็พูดน้อย พี่ชายเน้นไปสายอบอุ่นมีเพียงหล่อนที่พูดเก่งเรียกสีสันให้บ้านอยู่คนเดียว
“สวัสดีค่ะอาไตรอาเอม ขอตัวพาพี่ณิเข้าไปในงานก่อนนะคะ” ยกมือไหว้เพื่อนของบิดาแล้วรีบหวานให้พวกท่านเอ็นดู ซึ่งได้รับความรักจากคนรอบข้างอย่างล้นหลาม จากที่ไตรเตชินจะห้ามพอเจอความน่าเอ็นดูของหลานสาวเข้าไปก็พยักหน้าทันที
“จ้า”
ไม่มีใครต้านทานศศิกานต์ได้หรอก แค่หล่อนยิ้มโลกก็สว่างสดใสแล้ว ค่อยยังชั่วที่ไม่หน้านิ่งเหมือนพ่อ ถือว่าได้แต่ส่วนที่ดีของพ่อกับแม่ไปไม่ว่าจะหน้าตาหรือนิสัยก็ตาม
หลุดจากผู้ใหญ่มาได้ก็เดินตามน้องสาวที่สูงกว่าตนเล็กน้อย ความยาวของขาไม่เท่ากันแต่ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่ไม่รู้ทำไมอีกฝ่ายถึงได้เดินเร็วจนหล่อนต้องรีบบอกเพราะตอนนี้ตัวเองใส่ส้นสูงเดินไม่ค่อยถนัด
“ศศิช้าหน่อยก็ได้ รีบเดินอะไรขนาดนั้น” ยังไม่รู้ว่าจุดหมายคือที่ใด แต่เธอก็เดินตามโดยหลบผู้คนที่พยายามเข้ามาทักทายทำความรู้จัก ไม่ค่อยอยากออกงานสังคมเท่าไหร่เพราะไม่ชอบให้ใครเข้าหา หล่อนปฏิเสธคนไม่เก่ง
ทั้งยังไม่กล้าทำลายน้ำใจของใครอีกต่างหาก บางคนเข้ามาจีบก็ต้องตามน้ำแล้วรักษาระยะห่างเอาไว้ก่อน มีเพียงเพื่อนผู้ชายคนเดียวที่สนิทด้วยและเป็นเพื่อนที่สามารถเข้าบ้านเธอได้แม้จะโดนบิดาของตนเขม่นก็ตาม
แต่น่าเสียดายที่เพื่อนคนนั้นไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่จบปริญญาตรีจึงไม่ได้เจอกัน ทำได้เพียงส่งข้อความถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอย่างเดียว
“ก็อยากพาพี่ณิไปหาพี่รวิไง ไม่เจอกันตั้งหลายปีต้องคิดถึงแน่” พอทราบว่าน้องสาวจะพาไปไหนก็ทำให้ขาแข็งขึ้นมาเสียอย่างนั้น หล่อนลอบกลืนน้ำลายลงคอพลางยื้อแขนไว้สุดพลัง ยังไม่พร้อมจะเจอเขาในตอนนี้
ครั้งแรกในรอบหลายปีที่จะได้เจอหน้ากัน เขาจะดีใจหรือเปล่านะ...
วันเกิดหล่อนครั้งล่าสุดก็ไม่เห็นเขาทักมาอวยพรทั้งที่จะทักไม่เคยขาด ซึ่งเราจะได้คุยกันปีล่ะครั้งคือวันเกิดหล่อนและวันเกิดเขา
เหมือนว่ารวิกานต์คงลืมกันไปแล้ว...
“อะไรใครคิดถึง พี่เปล่าสักหน่อย” รีบปฏิเสธรวดเร็วแต่คนอายุน้อยกว่ากลับเอ่ยเหมือนรู้ทัน สายตาของพี่สาวคนสวยบอกหมดแล้ว ว่าคิดเช่นไรกับพี่ชายเพียงคนเดียวของตน
ซึ่งมันเป็นเรื่องของคนทั้งสองจึงไม่อยากเข้าไปยุ่ง เพียงแค่คอยช่วยลุ้นอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว
“คิดถึงสิ ศศิรู้ว่าคิดถึง...” ยักคิ้วข้างเดียวให้คนอายุมากกว่าแล้วพาเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ ลัดเลาะไปทางด้านหลังแล้วเปิดเข้ามายังห้องทำงานพร้อมเรียกชื่อของรวิกานต์เสียงดัง ก่อนชะงักเพราะอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ลำพัง แต่กำลังกอดกับผู้หญิงที่ตนไม่รู้จักมาก่อน
“พี่รวิ!...นี่ นี่ใครเหรอ” นอกจากน้องสาวที่อึ้ง ณิรชาก็ช็อคไม่ต่างกัน มองเขาด้วยแววตาเบิกกว้างตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ไม่กล้าจะเดินเข้าไปข้างในด้วยซ้ำแต่ศศิกานต์ก็ดึงพี่สาวให้เข้ามาในห้องด้วยกัน ขณะที่ชายหญิงรีบผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว รวิกานต์มองน้องสาวแล้วก็ส่ายหน้าระอาเพราะอีกฝ่ายพรวดพราดเข้ามาไม่ส่งเสียงให้รู้ก่อนเลย
มือหนาเอื้อมไปโอบที่เอวบางของคนสนิท พร้อมแนะนำหล่อนให้คนในครอบครัวรู้จัก แม้ว่าจะบอกแค่น้องสาวยังไม่ได้บอกบุพการีก็ตาม “นี่เพียงดาวเป็นแฟนของพี่” คนมาใหม่ทั้งสองนิ่งอึ้ง โดยเฉพาะณิรชาที่เสียงหายลงไปในลำคอไม่อาจเอ่ยอะไรได้ จ้องไปยังคนทั้งสองด้วยแววตาสั่นไหวแต่ยังควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีเหมือนเดิม
เหมือนว่าเขาจะไม่ได้ปรายตามามองกันด้วยซ้ำ หล่อนก็ยังเลือกจะมองไปที่คนทั้งสองเหมือนเดิม ปากอวบอิ่มแย้มยิ้มเล็กน้อยทำเหมือนว่ายินดีกับความรักของเขา แม้ว่าในใจจะเจ็บมากเพียงใดก็ตาม
อุตส่าห์แต่งตัวสวยเพื่อมาต้อนรับชายหนุ่มโดยเฉพาะ กลับเจอเขาเซอร์ไพรส์กลับทำเอาไปไม่เป็นเลยทีเดียว...
“นี่น้องศศิใช่ไหมคะ พี่เคยเห็นรูปรวิถ่ายกับครอบครัว...แล้วนั่นเพื่อนน้องศศิเหรอ” ทักทายหญิงสาวที่เปิดประตูเข้ามา พร้อมเผื่อแผ่ไปยังอีกคนที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นแต่ความสวยทำเอาคนมองถึงกับต้องขยับเข้าใกล้แฟนหนุ่ม
ถึงจะมีสถานะแต่ทั้งสองน่าจะเคยรู้จักกันมาก่อนจึงไม่อยากเสี่ยง ต้องแสดงให้รู้สักหน่อยว่ารวิกานต์เป็นของใคร
“สวัสดีค่ะ ชื่อณิค่ะเป็นคนรู้จัก” ยกมือไหว้เพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะอยากรู้จักเธอเป็นพิเศษ รอยยิ้มหวานปั้นแต่งขึ้นแม้ว่าในใจจะปวดร้าวแค่ไหนก็ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้ ทำให้ศศิกานต์ต้องขยับเข้ามากอดแขนพี่สาวคนสวยอย่างให้กำลังใจ
“ณิเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทพ่อผมน่ะครับ” คราวนี้รวิกานต์เป็นฝ่ายแนะนำ เขาหันไปยิ้มให้คนรักโดยไม่ได้เผื่อแผ่มาถึงเธอ ทำเอาณิรชาที่ตั้งใจมาหาชายหนุ่มถึงกับหน้าเสียอยากกลับบ้านเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ในงานต่อไปไม่อยากเปิดประเด็นให้พ่อแม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง
“อ้อ...ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
ไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักเพราะพวกตนเลือกจะกลับไปหาพ่อแม่ ปล่อยเขาอยู่กับคนรักเพียงลำพัง แต่ทั้งงานหล่อนทำได้เพียงยืนมองร่างสูงทักทายแขกเหรื่อแล้วส่งยิ้มให้กันตามมารยาท ไม่มีความสนิทสนมเหมือนที่ผ่านมา
เวลาที่ห่างกันทำให้เขาเปลี่ยนไป...แต่หัวใจของคนรอกลับยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
เพราะมันยังรักชายหนุ่มหมดทั้งใจ...
