ตอนที่4 [อยากเมา] เมียแต่งไร้สถานะ
“อืม กูเห็นด้วย ไอ้ปริญญ์ดูเครียดหนักใช่ไหมมึง… เล่ามา” วัชระย้ำ
“กูกำลังจะ ‘แต่งงาน” ทว่า จู่ ๆ ปริญญ์ก็โพล่งขึ้น
“จะแต่งงาน เหี้ย! แล้วเครียดทำไรวะ! มึงกับเจนจิราก็คบกันมาตั้งนานแล้วนี่!” เสียงเพื่อนหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
“ไม่ได้แต่งกับเจนจิรา แต่กู โดนคุณปู่บังคับให้แต่งกับ…ยัยเด็กบ้านนอกไง!” ปริญญ์เอ่ยเสียงหยัน
“เด็กบ้านนอกมึงหมายถึงใครวะ!” หมอธีรภัทรเอ่ยถาม
“ยัยกาฝากของคุณปู่ไง! พวกมึงจำไม่ได้เหรอ ที่คุณปู่รับมาอุปการะไว้!” ปริญญ์อธิบายเพื่อนแบบเซ็งสุด ๆ
“อืม! กูจำได้ตอนไปเที่ยวบ้านมึง ตอนนั้นยัยหนูนั่น น่าจะเรียนอยู่ชั้นมัธยม หน้าตาก็น่ารักดีนี่หว่า” วัชระเอ่ยขึ้น เขานึกถึงแม่หนูน้อยในวันนั้น เธอสวยหน้าตาน่ารักไม่ใช่น้อย แต่ทำไมไอ้ปริญญ์ถึงทำท่ารังเกียจไม่เลิก
“เธอชื่ออะไรนะ” หมอธีรภัทรถามต่อ
“รินรดี” เสียงปริญญ์กระด้างขึ้น ขนาดชื่อเขายังไม่อยากเอ่ยถึง
“อ้อ! น้องรินกูจำได้ล่ะ! เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ที่ชอบยกขนมกับผลไม้มาให้กินตอนกูไปบ้านมึงบ่อย ๆ” หมอหนุ่มกระตุกยิ้ม และเขาก็ไม่เห็นว่าน้องหนูคนนั้นจะบ้านนอกตรงไหน… แถมสวยใสน่ารักจะตาย
“ไอ้หมอมึงชอบเด็กนั่นเหรอ” ปริญญ์ทำสีหน้าอย่างไม่เชื่อ
“หื้ม! ทำไมกูต้องไม่ชอบเธอด้วย” หมอธีรภัทรย้อนถาม ทำให้ปริญญ์เป็นฝ่ายนิ่งเงียบกลับบ้าง
“คุณปู่อาบน้ำร้อนมาก่อน ท่านอาจจะมองว่าน้องหนู คงเหมาะสมกับมึงอย่างที่คุณปู่ว่านั่นแหละ” วัชระเอ่ยขึ้นบ้าง
“นี่พวกมึงเป็นเพื่อนกูหรือเปล่าวะ ฟังไปฟังมาเหมือนกูจะโดนทิ้ง” ปริญญ์เอ่ยคล้ายจะน้อยใจเข้าไปทุกที เขากำลังเป็นทุกข์อยู่นะ ทว่าเพื่อนกลับเห็นต่างเสียอย่างนั้น
“มึงไม่พอใจน้องทำท่ารังเกียจ ไม่ใช่เพราะมึงอิจฉา กลัวคุณปู่จะรักเธอ มากกว่ามึงหรือเปล่า” ปราณกระตุกยิ้มถามอย่างกวน ๆ เพราะเขามั่นใจถึงความสวย และน่ารักของเด็กคนนั้น
“หน้าอย่างกูเนี่ยนะ จะอิจฉายัยเด็กบ้านนอกนั่น กูกับยัยนั่นมันคนล่ะชั้นกันเว้ย!” ปริญญ์เอ่ยเสียงเครียด เขาไม่มีวันแพ้ยัยเด็กนั่นแน่นอน ว่าแล้วก็คว้าแก้วน้ำสีอำพันสาดลงคอราวกับดื่มน้ำเปล่า
“เฮ้ย! เบา ๆ นะเว้ยถ้าเมากูทิ้งไว้ร้านไอ้ปราณจริง ๆ ด้วย” หมอหนุ่มเอ่ยปราม
“อย่างกูคอแข็งขนาดไหนมึงก็รู้” ปริญญ์ชมตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย ทำให้เพื่อน ๆ ได้แต่กรอกตามองบน
“ครับ ไอ้คนคอแข็ง …อย่าคลานเหมือนหมาล่ะกัน” คุณหมอธีรภัทรได้ทีหันไปต่อว่าอย่างนึกหมั่นไส้
หลังร้านปิดหนุ่ม ๆ ยังนั่งดื่มกันต่อจนถึงตีสี่ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน
“เฮ้ย! ปริญญ์ไหวหรือเปล่าวะ” หมอธีรภัทรหันไปถามเพื่อน ที่ก้าวโซเซไปเปิดประตูรถ
“หื้ม! ไหว กูยังไหว”
“ไม่ไหวค้างร้านกูก่อนก็ได้นะมึง” ปราณแทรกขึ้น ทว่าพวกเขาต่างรู้ดีว่าปริญญ์ไม่ค่อยค้างที่ไหน ถึงจะเมามายขนาดไหน เขาก็ยังคุมสติบังคับรถจนถึงที่พัก ไม่นานร่างสูงสมส่วนก็บังคับรถมาจนถึงลานจอดของเพนท์เฮ้าส์
ขายาวก้าวเข้าลิฟต์กดขึ้นชั้นสูงสุดของตึก เพราะเขาชื่นชอบบรรยากาศชั้นบนสุด จึงเลือกซื้อไว้เป็นที่พักส่วนตัว และอีกอย่างชั้นนี้จะกว้างขวางกว่าชั้นอื่น เพราะเนื้อที่ชั้นนี้เป็นของปริญญ์ทั้งหมด มีห้องนอนถึงสามห้อง มีโถงกว้าง ห้องครัว และด้านหลังเขาได้ออกแบบเป็นสวนหย่อมปลูกดอกไม้และกล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์มาจากของคุณย่า ส่วนอีกครึ่งทำเป็นสระว่ายน้ำ
ปริญญ์สแกนคีย์การ์ดและก้าวเข้าไปด้านใน โถงกว้างเงียบสงบ เขาเดินไปถอดเสื้อสูทพาดไว้บนโซฟา ก่อนจะก้าวไปเปิดประตูหลัง พลางหย่อนก้นลงนั่งบนเตียงผ้าใบ สายตาคมแหงนมองท้องฟ้าในยามรัตติกาล ทำให้รู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด ปริญญ์รู้สึกเหงา อ้างว้าง เมื่อคิดถึงคนอยู่ไกล นานเกือบสองสัปดาห์แล้วสินะ ที่เขาติดต่อเจนจิรายังไม่ได้
นิ้วเรียวราวกับนิ้วของผู้หญิง หยิบมือถือมาสไลด์หน้าจอ เลื่อนหาเบอร์ของคนรัก นิ้วชี้จิ้มลงที่ชื่อของเจนจิรา และกดเปิดลำโพงทิ้งไว้
ตืด…ตืด…
‘หมายเลขที่คุณเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อไหมอีกครั้งค่ะ’
ไม่ว่าเขาจะเพียรโทรอีกกี่ครั้ง ก็ยังติดต่อคนปลายทางไม่ได้สักที่ เขาได้แต่แอบเป็นห่วงเธออยู่เงียบ ๆ
“เฮ้อ! ทำไมอะเจน ทำไมพี่ถึงติดต่อเธอไม่ได้ แล้วถ้าพี่จะแต่งงาน เธอจะเสียใจมากแค่ไหนนะ” ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ ไปด้วยความเสียใจ ปริญญ์ล้มตัวลงนอนบนเตียงผ้าใบ ยกมือก่ายหน้าผาก…ในที่สุดดวงตาคมกริบก็ค่อย ๆ ปิดลงอย่างสนิทและพ่นลมหายใจออกมาอย่างสม่ำเสมอ
