CHAPTER 3 เรื่องบังเอิญ
เพิ่งหวงไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขานั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัว ข้อมูลบนแฟ้มประวัติที่อี้เฉินวางไว้ตรงหน้ายังเปิดค้างอยู่
เขาจ้องตัวเลขนั้นอยู่เกือบหนึ่งนาทีเต็มๆ มือข้างที่ถือแฟ้มค่อยๆ กำเข้าหากันแน่นขึ้น
“เรื่องบ้าอะไรกัน” เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากลำคอแบบที่ลูกน้องได้ยินทีไรต้องกลั้นหายใจทุกครั้ง เขาไม่เชื่อในดวงหรือโชคชะตา แต่เขาจำประโยคของซินแสได้แม่นยิ่งกว่าประโยคไหนในชีวิต
“ผู้หญิงที่จะเสริมดวงคุณได้ ต้องเกิดวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 09.09 น. หาให้เจอ แล้วแต่งงานด้วยทุกอย่างจะราบรื่นหนีให้ตายก็ฝืนโชคชะตาไม่ได้”
เขาสูดลมหายใจยาวพยายามหาข้ออ้างกับตัวเองจะบังเอิญเกินไปไหม วันที่ 9 เดือน 9 ก็ว่าแปลกแล้วเวลาเกิดยังตรงเป๊ะอีก
“บ้าเอ๊ย” เขากัดฟันต่ำๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาต้องดึงสติกลับทันทีเขารีบปิดแฟ้มที่อยู่ในมือแล้ววางลงที่เดิม
“ขออนุญาตพนักงานที่ให้ไปตามมาแล้วครับ” เจียวห่าวพูดพร้อมเปิดประตูเข้ามาเล็กน้อย ก่อนโค้งให้เจ้านาย
“สวัสดีครับท่านประธานผมซูเม่ยเป็นหัวหน้าแผนกแม่บ้านครับ” ซูเม่ยไม่กล้ามองหน้าเขาคิดมาตลอดทางว่าตัวเองทำอะไรผิด
“ทำไมคุณถึงรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน” เขาพูดน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ปกติโรงแรมของเขามีนโยบายรับชาวต่างชาติร่วมงานอยู่แล้วนะครับ”
“ผมไม่ได้โง่ คุณรับคนนี้เข้ามาทำไมรู้ใช่ไหมถ้าถึงหูตำรวจโรงแรมของผมจะเสียหายแค่ไหน!”
เสียงทุ้มดุดันของท่านประธานดังสะท้อนทั่วห้องทำงานจนซูเม่ยสะดุ้งเฮือก ทั้งร่างแข็งทื่อราวถูกตอกด้วยสายตาคมกริบของเจ้านาย
“ท่านประธานหมายถึง...” ซูเม่ยเริ่มเข้าใจว่าท่านประธานจะหมายถึงใครไปไม่ได้บอกจากพรพระจันทร์ ที่เขารับเข้ามาทำงานด้วยความเสน่หา
“คุณจะไล่ผู้หญิงคนนั้นออกหรือจะให้ผมไล่คุณออกดี”
“ผะ ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ครับ” ซูเม่ยแทบทรุดหัวใจเต้นโครมครามมือเย็นเฉียบ เขารีบโค้งก้มจนแทบจะติดพื้น
ซูเม่ยยืนกอดอกอยู่หน้าล็อกเกอร์พนักงาน สีหน้าเคร่งเครียด แต่แฝงไปด้วยความกดดันที่เขาแบกมาจากชั้นผู้บริหาร เขาสูดลมหายใจก่อนเอ่ยประโยคที่พรพระจันทร์ไม่อยากได้ยินที่สุด
“เป่าเปาพี่จำเป็นต้องให้เธอออกจากงานทันทีนะ”
พรพระจันทร์ชะงัก แต่กลับยิ้มบางๆ ให้คนตรงหน้าสายตาเธอว่างเปล่าอย่างคนที่รู้ว่ามันต้องเกิดขึ้นสักวัน
“ฉันเข้าใจค่ะ” เธอถอนหายใจช้าๆ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังปล่อยเธอตกลงเหวลึกที่ไม่มีปลายทาง
“เงินเดือนส่วนที่เหลือจะเข้าให้ตามปกติ ไม่ต้องห่วง”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากที่ช่วยมาตลอด”
“ถ้าเป่าเปามีปัญหาอะไรมาอยู่กับพี่ก็ได้นะ พี่จะดูแลอย่างดีเลยไม่ต้องลำบากอีก” เขามองหน้าเธอนิ่งๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
“ขอบคุณที่หวังดีค่ะ แต่ฉันดูแลตัวเองได้” เธอยิ้มเจื่อนๆ
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าซูเม่ยแข็งค้างก่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความหงุดหงิด เขาถอนหายใจแรงเขามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น
“สภาพแบบนี้จะไปไหนรอดอย่างน้อยก็กลับไปทำงานที่ซ่องที่เธอมานั่นแหละ เธอก็ไม่ได้รังเกียจมันมากใช่ไหม?”
คำพูดนั้นเหมือนมีดแทงกลางอกหญิงสาวตัวชาวาบ ใจตกไปก้นบึ้ง เธอกัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้น้ำตาไหล
“ฉันจะเป็นยังไงมันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณค่ะ”
“ผู้หญิงคนอื่นเขาชอบความสบายทั้งนั้นมีแต่เธอที่เล่นตัวจะเรียกค่าตัวเพิ่มหรือไง” เขาเดินเข้ามาใกล้ ทำเสียงต่ำเย็นชา
“หมดธุระแล้วฉันขอตัวก่อนนะ” เธอรีบหยิบกระเป๋าและเดินออกไปทันที มัวแต่ก้มหน้าไม่รู้เลยว่าใครเดินสวน แค่นี้เธออับอายมากพอแล้ว
ปัง!
“ท่านประธานลงมาทำอะไรที่นี่ครับ” ซูเม่ยตกใจไม่น้อยทีแรกจะเดินตามหญิงสาวออกไป แต่พอเจอท่านประธานเขาถึงกับหน้าถอดสี
อัก!
เฟิ่งหวงเตะเข้าที่ข้อพับของอีกฝ่ายแรงพอให้ทรุดฮวบลงกับพื้นในทันที
“ต่อไปอย่าเรียกเธอแบบนั้นอีก”
“ท่านได้ยินเหรอครับผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าเป่าเปาแบบนั้น โอ๊ย” ซูเม่ยร้องออกมาเมื่อท่านประธานจิกเล็บลงที่หัวไหล่อย่างแรง เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป
“พูดใหม่”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะว่าแบบนั้น!”
“ห้ามเรียกเธอว่าเป่าเปาอีก ถ้าทำมากกว่าหน้าที่ผมจะส่งคุณไปทำงานที่ซ่องแทน”
เขาปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระหันหลังเดินออกมา ใจของเขาว้าวุ่นไม่ชอบใจทุกครั้งที่ได้ยินคนเรียกหญิงสาวแบบนั้น ถึงแม้จะเป็นชื่อของเธอก็ตาม
“ใครตั้งชื่อให้แบบนั้น” เขาพึมพำ
“กาสิโนเกิดเรื่องแล้วครับ”
“พูดมา”
“ตำรวจบุกตรวจค้นพบยาเสพติดซุกอยู่ในกาสิโนครับ”
“บัดซบ! ใครมันกล้ากับฉัน” เสียงคำรามต่ำๆ ทำเอาลูกน้องไม่กล้าหายใจแรง
พรพระจันทร์เดินเตร็ดเตร่ไปบนฟุตปาธอย่างไร้จุดหมาย กระเป๋าผ้าเก่าๆ สะพายอยู่บนบ่า ราวกับเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในชีวิต เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเริ่มหางานที่ไหน
“โอ๊ย ขอโทษค่ะ หนูไม่ทันได้มองคุณน้าเจ็บตรงไหนไหมคะ?” เธอรีบนั่งยองๆ กวาดของทุกชิ้นกลับใส่ถุง หน้าตาตื่นด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นจ้ะ ไม่เป็นอะไร” ผู้หญิงวัยกลางคนตอบอย่างใจเย็น
จีน่าเงยหน้ามองหญิงสาวเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรกใบหน้าจิ้มลิ้มท่าทางสุภาพ และดวงตาที่ดูอ่อนล้าแต่ซ่อนความเข้มแข็งบางอย่างเอาไว้
แปลกทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่กลับรู้สึกถูกชะตาอย่างประหลาด
“ขอโทษอีกครั้งนะคะ”
“ไม่เป็นไรฉันไม่เจ็บอะไร ว่าแต่หนูจะไปไหนเหรอ”
“หนูเพิ่งถูกไล่ออกจากงานค่ะ ว่าจะกลับที่พัก”
“ดูจากหน้าตาน่าจะไม่ใช่คนในพื้นที่ใช่ไหม”
“หนูเป็นคนไทยค่ะ” เธอตอบไม่เต็มคำนักเพราะกลัวว่าหากถูกจับก็จะถูกส่งกลับเมืองไทย
“อ๋อ” จีน่ามองหญิงสาวดวงตาแสนอ่อนล้าน่าจะเหนื่อยจากการทำงานมาจริงๆ ในระหว่างที่คุยกันนั้นดันมีตำรวจสายตรวจผ่านมาพอดี
พรพระจันทร์หน้าถอดสีทันทีเลือดในกายเย็นวูบ มือที่กำถุงผ้าสั่นจนเห็นได้ชัด เธอภาวนาในใจอย่างสิ้นหวัง
“สวัสดีครับ มีอะไรกันครับมาดาม?” เสียงตำรวจเอ่ยถามอย่างสุภาพ แต่แววตานั้นกวาดมองทั่วๆ อย่างจับผิด
“ไม่มีแค่อุบัติเหตุชนกันนะ” จีน่ายิ้มบางๆ แบบคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้จนชิน
ตำรวจพยักหน้าก่อนหันไปมองพรพระจันทร์เต็มๆ ทันทีที่เห็นหญิงสาวมีท่าทางลุกลี้ลุกลน เขาก็ชักสีหน้าเครียดขึ้น
“ชาวต่างชาติใช่ไหมครับ? ขอดูพาสปอร์ตด้วยครับ”
พรพระจันทร์ชะงักทำอะไรไม่ถูก ดวงตาเบิกกว้างราวกับสัตว์ตัวเล็กที่ถูกต้อนเข้ามุม เธอพยายามกลั้นไม่ให้มือสั่น แต่ห้ามไม่ได้เลย
จีน่าเห็นทุกอาการตั้งแต่หายใจติดขัด เสียงกลืนน้ำลายฝืดคอจนถึงความกลัวที่ฉายขึ้นในดวงตา
“คนของฉันเองค่ะ” จีน่าพูดแทรกพร้อมขยับมายืนบังพรพระจันทร์เล็กน้อย
“เหรอครับ”
“เด็กคนนี้ทำงานให้ฉันเองค่ะ ถ้าคุณจะตรวจต้องตรวจของฉันด้วยนะ เพราะฉันก็ถือเป็นชาวต่างชาติ” น้ำเสียงของจีน่าเปลี่ยนเป็นแข็ง ดุดันอย่างคนมีอิทธิพล
“พวกผมทำตามหน้าที่ครับมาดามจีน่า วันนั้นไม่มีอะไรแล้วขอให้เที่ยวอย่างมีความสุขครับ” ตำรวจทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนโค้งเล็กน้อยท่าทีเกรงใจขึ้นมาทันที
