บท
ตั้งค่า

CHAPTER 2 ดวงซวย

“โอ๊ย เจ็บๆ” พรพระจันทร์ย่นคอเมื่ออันฉี คว้าหูเธอแล้วดึงแรงจนหญิงสาวต้องเกือบย่อตัวตาม

“ทำไมเปิดประตูเข้าไปไม่ดูอะไรเลย!” อันฉีฟาดเพื่อนร่วมงานเสียงดังลั่น “เธอรู้ไหมว่าเขาเป็นใคร”

       “ก็ฉันไม่รู้จริงๆ นี่นะ” เธอขมวดคิ้ว จับหูของตัวเองป้อยๆ

“จำใส่สมองกลวงๆ ของเธอเอาไว้นะเขาคือหลงเฟิ่งหวง” อันฉีหันขวับมามองเหมือนอยากจะเขย่าเพื่อนให้สติกลับมา

“ใครเหรอ” หญิงสาวนิ่งตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ทำแต่งานเธอจะไปรู้จักใคร

       “ยัยบ๊อง! เขาเป็นเจ้าของที่นี่ เป็นเจ้านายของพวกเรา และยังเป็นเจ้าพ่อกาสิโนอันดับหนึ่งของมาเก๊า” อันฉีแทบเป็นลม

       “เจ้าพ่อมาเฟียเหมือนในหนังป่ะ” พรพระจันทร์เบิกตากว้าง ตกใจจนลืมหายใจไปแวบหนึ่ง

“คิดอะไรอยู่อย่าหวังสูงเชียวเตือนไว้ก่อนอย่าคิดเป็นหนูตกถังข้าวสารน้ำหน้าอย่างเธออยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาพูดจีนก็ไม่เก่งเขาไม่ชายตามองเธอหรอก” อันฉีชี้หน้าพรพระจันทร์

“อันฉีฉันไม่ได้คิดอะไรเลยนะ” พรพระจันทร์หน้าเสียทันทีไม่พอใจที่ถูกด้อยค่า

“ถ้าเขารู้ว่าเธอมีเส้นสาย เธอตายคนแรก”

พรพระจันทร์ จันทราภิรมย์ หรือชื่อไทยว่าหนูจ๋าสาวน้อยวัย 22 ปีที่ข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อหวังเข้ามาทำงานที่เกาะแห่งนี้ แต่กลับถูกหลอกเธอต้องดิ้นรนหาทางหนีออกมา แต่เหมือนจะหนีเสือปะจระเข้ดันมาเจอเจ้านายโรคจิตที่รับเธอเข้าทำงาน อีกทั้งพยายามลวนลามทุกครั้งที่มีโอกาส

“เป่าเปาของพี่ เลิกงานแล้วเหรอ” เสียงทุ้มอบอุ่นของซูเม่ย หัวหน้าหนุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง

“จะกลับแล้วค่ะ” เธอสะดุ้งนิดๆ ก่อนหันไปยิ้มสุภาพ ตายยากตายเย็นพูดถึงก็มาเลยทันที

ซูเม่ยมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่มากเกินกว่าเจ้านายควรให้ลูกน้อง

“ให้พี่ไปส่งไหมล่ะ รับรองส่งถึงห้องอย่างปลอดภัยเลย” น้ำเสียงของเขาชัดเจนว่าอยากให้เธอ เล่นด้วยสักนิด

“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะหัวหน้าฉันนัดกับอันฉีไว้” ยังไม่ทันที่เขาจะต่อประโยค พรพระจันทร์คว้ากระเป๋าสะพายวิ่งออกจากห้องแทบจะทันที

“หนีเก่งเป็นบ้า สักวันฉันจะลากเธอขึ้นเตียงให้ได้” เขาพึมพำพลางยิ้ม แต่แววตาแฝงความชอบชัดเจน

เฟิ่งหวงยืนข้างรถหรูริมถนนส่วนที่ค่อนข้างมืดยังมีลูกน้องหลายชีวิตยืนไม่ห่างเพื่อรักษาความปลอดภัย ควันบุหรี่ลอยคลุ้งรอบร่างสูงใหญ่ของเขา แสงไฟจากถนนหลักสะท้อนเงาชัดบนใบหน้าคมเย็นเหมือนสลักจากหินดำ

ข้างกายเขามีเหมยหลิง ยืนเกาะแขนแน่นราวกับเป็นเจ้าของชุดราตรีแหวกสูงของเธอทำให้คนผ่านไปมาต้องเหลียวมอง แต่ชายที่เธอเกาะอยู่นั้นกลับไร้อารมณ์ใดๆ

“ผมจะให้ลูกน้องไปส่งคุณ” เขาพูดเสียงเรียบ ไร้ความใส่ใจแม้แต่น้อย

“ให้เหมยหลิงไปด้วยไม่ได้เหรอคะ?” น้ำเสียงออดอ้อนเต็มที่ หวังให้เขาเปลี่ยนใจ

เขาหันมามองเธอช้าๆ สายตาแบบคนที่เบื่อจะทนเสียงรบกวนของแมลงตัวหนึ่งที่ยังไม่รู้สถานะตัวเอง แค่มองเหมยหลิงก็หน้าเสียทันที

“เอ่อ เหมยหลิงไปก็ได้ค่ะ” เธอคลายมือออกจากแขนเขาอย่างกล้าๆ กลัว ๆ พยายามยิ้มทั้งที่ใจสั่นไปหมด

“แต่คุณอย่าติดต่อเหมยหลิงอีกนะคะ”

เฟิ่งหวงดีดขี้เถ้าบุหรี่ออกเถ้าสีส้มปลิวในอากาศราวกับไม่สำคัญอะไร จังหวะนั้นเองเสียงโวยวายของผู้หญิงคนหนึ่งดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนจะใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนเขาและลูกน้องต้องหันไปมองตามต้นเสียง บางอย่างลอยพุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำราวกับตั้งใจให้โดน

ปึก!

“โอ๊ย…” เขากุมศีรษะทันทีแรงกระแทกทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก

สิ่งที่ตกกระแทกพื้นอยู่ไม่ไกลคือ รองเท้าผ้าใบสีขาว ที่ตอนนี้สภาพเหมือนผ่านสงครามมา ลูกน้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วนชายหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองเจ้าของเสียงโวยวายที่กำลังวิ่งตามมาหอบๆ

       เขาเพียงพยักหน้าให้ลูกน้องไปจัดการกับชายที่แย่งกระเป๋า ก่อนที่ตัวเองจะก้มลงหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ตั้งใจจะส่งคืนเจ้าของ แต่เสียงด่าทอแหลมสูงก็พุ่งเข้าหาเขาก่อน

“ไอ้โจรเลวเอาของฉันมานะ!” หญิงสาววิ่งมาถึงทั้งหอบทั้งโกรธ ชี้หน้าด่าเต็มแรงก่อนจะกระชากกระเป๋ากลับไปอย่างไม่คิดชีวิต

เฟิ่งหวงมองหน้าเธอนิ่งสนิท ความเย็นชาของเขาเหมือนทำให้อากาศรอบตัวลดลงหลายองศา ลูกน้องที่กำลังก้าวเข้ามาเกือบจะคว้าตัวเธอด้วยซ้ำ แต่เขายกมือขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณห้าม

“หน้าตาก็ดีหัดเป็นโจรด้วยเหรอ ฉันจะแจ้งตำรวจจับเลยคอยดู” เธอยังไม่หยุดต่ออีกท่อนด้วยความโมโห

หญิงสาวพูดจบก็หน้าเสียไปหนึ่งทีนึกขึ้นได้ว่าตัวเองก็ไม่ใช่คนสะอาดนัก ถ้าเจอตำรวจขึ้นมาจริงๆ อาจได้ไปพร้อมกันแน่ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงเงยหน้าขึ้นไปมองเขาแบบชัดๆ

“คะ คุณ...”

“นี่เธออีกแล้วเหรอ” เขาจำใบหน้าผู้หญิงคนนี้ได้ดี เป็นแม่บ้านที่เปิดประตูเข้ามาตอนที่เขากำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับคู่ขา

“ทะ ท่านประธานคือว่า...คือ” เธอหาคำพูดตัวเองไม่เจอไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเพราะรองเท้าที่พื้นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าทำอะไรลงไป

“เธอทำฉันเจ็บจ่ายค่าเสียหายมา!”

“จ่ายค่าเสียหายเหรอคะฉันมีแค่ 250 เหรียญ” แถมยังเป็นเงินก้อนสุดท้ายแล้วด้วย หากให้เขาไปเธอต้องอดอีกหลายวันกว่าเงินเดือนจะออก

“เธอเห็นฉันมีค่าแค่นั้นเหรอ”

“มะ ไม่ใช่ใครจะกล้าคิดแบบนั้น” เธอก้มหน้าไม่กล้าแม้จะสบตา พยายามหาทางหนีออกไปจากจุดนี้

“คุณหลงคะ อย่าไปดุเด็กเลยค่ะสภาพนี้คงไม่มีปัญญาจ่าย” เหมยหลิงเกาะแขนเขาไว้ เธอเห็นบางอย่างในแววตาของเขาซึ่งทำให้เธอไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“อย่ากลับเข้ามาทำงานที่โรงแรมฉันอีก” พอเขาหันไปอีกฝ่ายไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าแอบวิ่งหนีไปตอนไหนเขามองซ้ายมองขวา

“ให้ผมตามไปไหมครับ”

“ไม่ต้อง” เขาตอบเสียงเข้มพรางมองรองเท้าอีกฝ่ายที่ยังอยู่ที่เดิม เขาเจอหญิงสาวเมื่อไรชอบมีแต่เรื่องเฮงซวยเมื่อนั้น

พรพระจันทร์รีบปิดประตูห้องเสียงดัง ก่อนจะหมุนล็อกซ้ำสองสามรอบเหมือนกลัวว่าใครจะพุ่งตามเข้ามาได้ เธอทรุดตัวลงทันทีหลังประตู ร่างกายยังหอบถี่จากการวิ่งหนีชายแปลกหน้าที่น่ากลัวยิ่งกว่าโจรตัวจริง

“คนอะไรน่ากลัวชะมัด” เธอพึมพำทั้งที่ยังตัวสั่น มือกุมอกที่เต้นแรงไม่หยุด “แม่หนูจ๋าไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”

เสียงสั่นเครือปนสะอื้นเล็กๆ ดังลอดออกมา เมื่อความจริงถาโถมเข้ามาอีกครั้ง แม่จากไปได้สามเดือนแล้ว สามเดือนที่เธอต้องอยู่เมืองนี้ตามลำพัง ไม่มีบ้านให้กลับไม่มีใครให้โทรหา ไม่มีอ้อมกอดให้ร้องไห้ใส่เหมือนเมื่อก่อน

ค่ำคืนในห้องพักเก่าที่ผนังบางเฉียบเริ่มบีบหัวใจ เธอกอดเข่าตัวเองแน่น รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเหลือเธอเพียงคนเดียว

“ถ้าแม่อยู่หนูคงไม่ต้องทนแบบนี้ใช่ไหมคะ” เสียงเธอเบามากจนแทบเป็นกระซิบ

น้ำตาหยดลงบนหลังมือร่วงเงียบๆ แต่ไม่ขาดสาย ความคิดถึงบ้านที่ไม่เหลืออยู่แล้วกับความกลัวที่เพิ่งเกิดขึ้นมันตีกันจนหัวใจเจ็บไปหมด

ท่ามกลางความอ้างว้างที่กัดกิน เธอไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ ได้ทำให้ใครบางคนเริ่มสนใจเธอเข้าอย่างจังแล้ว

รองเท้าผ้าใบสีขาวที่ปาใส่หัวเขาตกอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนพื้นถนนเฟิ่งหวงก้มลงมองมันช้าๆ ปลายนิ้วแตะแผ่นรองเท้าที่หลุดลุ่ยตรงปลายเหมือนผ่านการเดินมานานเกินไป ลูกน้องรีบจะเก็บแต่เขากลับช้อนมันขึ้นมาก่อน

“ไม่ต้อง” น้ำเสียงนิ่งเย็นแต่ทรงพลังจนทุกคนชะงัก เขายกมันขึ้นพลิกดูรอยดินสีถลอกเป็นปื้น รองเท้าที่ไม่ควรจะมาอยู่ในโลกหรูหราของเขา

“กล้าดี” ไม่นานนักริมฝีปากเขาก็กระตุกขึ้นน้อยๆ แบบที่ลูกน้องหาดูได้ยาก

เขาพึมพำเบาๆ แต่ทุกคนได้ยินชัดเจนในค่ำคืนที่ลมเย็นพัดผ่านมา เฟิ่งหวงยังคงยืนอยู่ในความมืดพร้อมกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ในมือ

“พรุ่งนี้” คำสั้นๆ แต่คมกริบเหมือนคมมีดทำให้อี้เฉินสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบก้มศีรษะทันที

“ครับ?” น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความงุนงง เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายต้องการอะไรแน่

เฟิ่งหวงสูบบุหรี่เงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งควันสีขาวลอยผ่านใบหน้าเย็นชา ก่อนเขาจะพูดช้าๆ ชัดคำ

“ฉันต้องเห็นประวัติของผู้หญิงคนนั้นวางอยู่บนโต๊ะ”

“เอ่อ ครับหมายถึงผู้หญิง...”

“ต้องให้พูดซ้ำ?” เพียงประโยคเดียวเสียงนิ่งแต่หนักพอให้หัวใจอี้เฉินกระตุกวาบ

“ไม่ครับ ผมจะจัดการให้ทันที”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel