13 ชีวิตที่ต้องเดินหน้าต่อ
ผ่านมาสามเดือนแล้วที่มารดาของอันดาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ หญิงสาวกลับขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพตามคำขอของมารดาที่คุยกันครั้งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะจากไป
ความเศร้ายังคงกัดกินหัวใจของหญิงสาวอยู่ตลอดแต่เธอก็พยายามมองไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้มีความสุขมีรอยยิ้มในทุกวันเพื่อหวังว่าถ้าหากมารดามองลงมาเห็นเธอยิ้มมีความสุขท่านก็จะมีความสุขตามเธอไปด้วย
หญิงสาวยังคงทำงานที่บริษัทเดิมและตอนนี้เธอก็ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแล้ว เงินเดือนที่ได้ก็พอสำหรับเลี้ยงชีพ ค่าเช่าห้องรวมถึงยังมีเงินเก็บ หญิงสาวคิดเอาไว้แล้วว่าจะทำงานที่นี่เก็บเงินให้ได้มากที่สุดและในอนาคตอาจจะกลับไปอยู่ที่สุราษฎร์ธานี
ถึงแม้มารดาจะไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วแต่ ที่นั่นก็ยังมีบ้านของเธออยู่ ยังมีเพื่อนบ้าน มีป้าสุดาและที่สำคัญยังมีนายหัวนทีคนที่คอยช่วยเหลือเธอทุกอย่าง เขาช่วยให้เธอผ่านช่วงเวลาที่เศร้าที่สุดและอยู่ข้างเธอตลอด
แม้ว่าเธอกับเขาจะไม่ได้คุยกันทุกวันแต่หญิงสาวก็รับรู้ ถึงความห่วงใยของเขา
ครั้งล่าสุดที่ในหัวขึ้นมาทำธุระที่กรุงเทพเขาก็แวะมาหาพา ไปทานข้าวซื้อของมาทำให้เธอรู้สึกว่าถึงแม้เธอจะไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนแต่ก็ยังมีนายหัวนทีที่เปรียบเหมือนญาติคนหนึ่ง
หญิงสาวนึกไปคำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอในวันนั้น
“ถ้าเธอเหงาไม่รู้จะคุยกับใครก็โทรหาฉันได้นะ ถ้าเหนื่อยมากก็กลับไปพักบ้านของเธออยู่ที่นั่นนะ”
คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกอุ่นใจเพราะอย่างน้อยก็รู้ว่ายังมีคนคอยห่วงใยและยังมีบ้านให้กลับ
เพราะมีแค่นายหัวที่ห่วงใยมาตลอดหญิงสาวจึงอยากให้อยู่กับเธอในวันสำคัญ อันดาลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจส่งไลน์ไปหานายหัวนที
Anda : นายหัวคะช่วงนี้งานยุ่งไหม
นายหัวนที : อือ มีอะไรหรือเปล่า
Anda : เปล่าค่ะ หนูแค่ถามเฉยๆ
หญิงสาวทำหน้าเซ็งกับคำตอบที่ได้รับ เธอวางโทรศัพท์ลงแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างสิ้นหวัง ความคิดที่จะชวนนายหัวมางานรับปริญญาต้องพังลงเพราะคำตอบที่ได้ หญิงสาวรู้ว่าเขามีงานที่รับผิดชอบเยอะทั้งงานในสวยยางพาราและสวนปาล์มซึ่งรวมแล้วก็หลายร้อยไร่
ตอนนี้เธอเริ่มลังเลแล้วว่าจะไปเข้ารับปริญญาไหมแต่ก็นึกถึงคำพูดของมารดาว่าอยากเห็นเธอสวมชุดครุยก็เลยคิดว่าจะทำตามคำฝันที่ท่านอยากเห็นเธอสวยชุดอันทรงเกียรตินั้น
“เฮ้อ....” อันดาถอนหายใจก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเข้าไปอยู่ในโลกโซเชียล โลกที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียว
หญิงสาวไถหน้าจอไปมาได้ไม่นานเสียงโทรศัพท์ในมือก็สั่น เมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาคือนายหัวนทีเธอก็รีบกดรับด้วยความดีใจ
“สวัสดีค่ะนายหัว”
“ยังไม่นอนใช่ไหมอันดา”
“ยังค่ะ”
“นายหัวยุ่งไหม”
“ก็ประมาณนั้นแหละเธอล่ะเป็นยังไงบ้าง” ปลายสายถามด้วยความห่วงใยเพราะหลายวันแล้วที่ไม่ได้คุยกัน
“ก็เรื่อยๆ ค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร”
“แล้วที่ถามฉันว่าว่างหรือเปล่านั่นคืออะไร เธอมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะหนูก็แค่ถาม”
“ไม่มีอะไรแน่นะอันดา”
“ไม่มีค่ะ”
“จำไว้นะอันดา ถ้าเกิดอะไรขึ้นต้องรีบบอกฉันนะ แม่เธอฝากเธอไว้กับฉันเพราะฉะนั้นอย่าคิดที่จะปิดบังฉันเด็ดขาด”
“หนูจะปิดบังอะไรนายหัวล่ะคะ ช่วงนี้ชีวิตหนูมีความสุขดี เรื่องของแม่หนูทำใจได้บ้างแล้วส่วนเรื่องที่ทำงานก็กำลังไปได้สวยเลยค่ะ เพื่อนร่วมงานก็ดี งานก็ไม่ได้หนักอะไรค่ะ ทุกอย่างมันโอเคมาก”
“ฉันได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ งั้นฉันวางสายก่อนนะมีงานที่ต้องเคลียร์อีกเยอะเลย”
“ค่ะนายหัว”
อันดาไม่กล้าถามเขาว่าจะมางานรับปริญญาของเธอได้ไหมเพราะเท่าที่ฟังเหมือนว่านายหัวนทีจะมีงานยุ่งมากๆ
“แม่คะ หนูจะไปงานรับปริญญาค่ะถึงจะไม่มีใครไปแสดงความยินดีกับหนู แต่หนูก็รู้ว่าแม่อยู่ข้างๆ และมองดูความสำเร็จของหนูนะคะ” เธอพูดกับตัวเองก่อนจะปิดไฟและเข้านอน
เช้าวันใหม่อันดาก็ตื่นนอนแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวและนั่งไฟฟ้าไปทำงาน
ชีวิตที่เรียบง่ายดำเนินไปจนกระทั่งพรุ่งนี้ก็จะถึงวันที่เธอต้องลางานไปซ้อมรับปริญญา
“พี่ดีใจด้วยนะอันดา แต่คงไปถ่ายรูปด้วยไม่ได้ เอาไว้เสร็จงานพี่จะพาไปฉลองนะ” พี่ฝ้ายรุ่นพี่ในแผนกบอกกับอันดาพร้อมกับส่งของขวัญให้
“ขอบคุณค่ะพี่ฝ้าย”
“ส่วนของพี่ขอติดไว้ก่อนนะคะ เอาไว้กลับมาทำงานพี่จะให้นะ” พี่เจนพูดขึ้นบ้าง
“หนูขอบคุณพี่ๆ มากนะคะ ทั้งที่หนูมาทำงานไม่นานและก็ยังลางานบ่อยด้วยแต่พี่ทุกคนก็ใจดีกับหนูมาก”
“พวกพี่เข้าใจถึงความจำเป็นดีแล้วเวลาทำงานอันดาก็ทำอย่างเต็มที่ พี่รัตนายังชมอยู่บ่อยว่าอันดาทำงานดี”
“จริงเหรอคะพี่ฝ้าย หนูไม่เคยได้ยินเลย”
“จริงสิ พี่รัตนาเขาพูดให้พี่ฟังบ่อยๆ นะ” ฝ้ายยืนยัน
อันดายิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบของรุ่นพี่
หลังเลิกงานวันนี้หญิงสาวก็กลับมาที่หอพักและเตรียมตัวสำหรับการไปซ้อมรับปริญญาและเจอกับเพื่อน ๆ ในวันพรุ่งนี้