เศษเสี้ยวของความสำคัญ
“ลินครับ เรื่องเคสเมื่อวานเราไปคุยกันต่อที่ห้องผมไหม?”
คำพูดที่นุ่มนวลของหมอศรันย์ที่เอ่ยกับหมอนลินยังคงก้องอยู่ในหู มันเหมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนหัวใจของพระพายจนแตกละเอียด เธอพยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำเดินเลี่ยงออกมาจากตรงนั้น ความรู้สึกหนาวสั่นเริ่มโจมตีร่างกายจนฟันกระทบกัน ก้อนเนื้อในอกซ้ายบีบรัดจนหายใจไม่ออก
"เขาชวนเธอขึ้นห้อง... ในที่ที่พระพายเพิ่งจะถูกเขาตีตราไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน"
พระพายกลับมาถึงหอพักด้วยสภาพเหมือนคนวิญญาณหลุดลอย ร่างกายของเธอกำลังประท้วงอย่างหนัก พิษไข้จากการถูกเคี่ยวกรำบวกกับความเครียดที่สะสมมาทำให้เธอฟุบลงกับเตียงนอนที่ว่างเปล่า ความโดดเดี่ยวทำให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลพราก
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มองชื่อ พี่หมอศรันย์ ด้วยมือที่สั่นเทา ใจหนึ่งก็เจ็บจนไม่อยากเห็น แต่อีกใจกลับโหยหาเศษเสี้ยวความเมตตาจากเขา
?pay : พี่หมอคะ... พายไม่สบาย ปวดหัวมากเลย ไข้ก็น่าจะสูงด้วย"
?Pay : พายลุกไปไหนไม่ไหวเลยค่ะ...พี่ช่วยมาดูพายหน่อยได้ไหม"
เธอส่งไปแล้ว... และนอนจ้องหน้าจอด้วยใจที่ระทึก หวังเพียงแค่คำว่า ‘กินยาหรือยัง’ หรือ ‘นอนพักซะ’ แค่นั้นเธอก็พร้อมจะให้อภัยเขาทุกอย่าง
ผ่านไปสิบนาที... ยี่สิบนาที... จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมง หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น หัวใจที่เหี่ยวเฉาของเด็กสาวกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง แต่พอได้อ่านข้อความที่ตอบกลับมา โลกทั้งใบของเธอก็พังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา
?Sarun : ป่วยก็ไปหาหมอ... ฉันเป็นหมอกระดูก ไม่ใช่หมออายุรกรรมที่จะมานั่งตรวจไข้หวัดให้เธอ"
?Sarun : อย่าใช้เรื่องป่วยมาเป็นข้ออ้างเรียกร้องความสนใจ ฉันทำงานอยู่ และไม่ว่างมาเล่นตลกกับเธอ"
โทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือพายทันที ความร้อนจากพิษไข้ยังไม่สู้ความเย็นชาจากตัวอักษรเหล่านั้น น้ำตาแห่งความสมเพชตัวเองไหลออกมาไม่ขาดสาย เธอโง่เองที่เผลอคิดว่าการเป็น ‘เมีย’ จะทำให้เขามีใจเมตตาให้เธอบ้าง แต่ความจริงคือเขามองเธอเป็นแค่ภาระ เป็นเด็กที่น่ารำคาญ และเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ที่ไม่มีค่าพอจะสละเวลามาใส่ใจ
"ไม่ใช่หมออายุรกรรมงั้นเหรอ...หึ..พี่แค่ไม่อยากสนใจพายมากกว่า"
พระพายแค่นยิ้มทั้งน้ำตา...ใช่สิ... เขาเป็นหมอกระดูก เขาถนัดแค่เรื่องทำลายและจัดระเบียบสิ่งที่แข็งกระด้าง แต่เขาไม่เคยรู้วิธีรักษา หัวใจ ที่กำลังจะหยุดเต้นของเธอเลยสักนิด
ขณะที่พระพายกำลังนอนจมกองน้ำตา เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่จากคนที่เธอรอ...
?พี่เกียร์ : น้องพายครับ เห็นเพื่อนบอกว่าวันนี้เราดูไม่ค่อยสบาย เป็นอะไรมากหรือเปล่า? พี่ซื้อยาไปฝากไว้ที่หน้าหอได้ไหมครับ?"
สายตาที่พร่ามัวมองข้อความของรุ่นพี่หนุ่มสุดฮอตที่คอยตามจีบเธอมาตลอด พายไม่เคยสนใจเขาเลยเพราะในใจมีแต่หมอศรันย์ แต่ในวินาทีที่เธอถูกคนรักเหยียบย่ำจนจมดิน กลับเป็นคนอื่นที่ยื่นมือเข้ามาแทน
พระพายสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับด้วยนิ้วที่สั่นเทา
?pay : พี่เกียร์คะ... พายลุกไม่ไหวจริงๆ รบกวนพี่เกียร์ช่วยเอายาขึ้นมาให้พายที่ห้องได้ไหมคะ?"
ในเมื่อหมอศรันย์ไม่ต้องการให้เธอมีตัวตน เธอก็จะไม่ขอมีตัวตนในโลกของเขาอีกต่อไป...
@ทางด้านหมอศรันย์
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนหมอนลินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็น
“มีอะไรหรือเปล่าคะศรันย์? ดูอารมณ์ไม่ดีเลย”
“เปล่าครับ... แค่เด็กเรียกร้องความสนใจคนหนึ่งน่ะ” เขาตอบเสียงเรียบ แต่ในใจกลับมีความรู้สึกโหวงๆ อย่างประหลาด
เขาไม่รู้เลยว่า ประโยคที่เขาเพิ่งพิมพ์ส่งไปนั้น กำลังจะผลักไสเมียตัวน้อยที่เขาแอบตีตราจองไว้... ให้หลุดลอยไปสู่อ้อมกอดของชายอื่นที่พร้อมจะดูแลเธอมากกว่าหมอใจร้ายอย่างเขาเป็นร้อยเท่า!
"อ่อ..ว่าแต่เคสพรุ่งนี้เราจะเอายังไงคะ ใช้แผนเดิมหรือเปล่า"
"....."
"ศรันย์คะ.."
"......"
“ศรันย์!!"
"ขะ..ครับ"
"... ลินถามว่าเคสพรุ่งนี้ เราจะใช้เทคนิคเดิมหรือเปล่า?”
"ครับ ตามที่ลินว่าเลย"
เสียงของหมอนลินดึงสติที่หลุดลอยของหมอหนุ่มให้กลับมาที่บทสนทนาตรงหน้า หมอศรันย์มองแฟ้มประวัติคนไข้สลับกับหน้าจอโทรศัพท์ที่วางคว่ำอยู่ข้างตัว ในหัวเขายังคงวนเวียนอยู่กับข้อความที่พระพายส่งมา
"พายไม่สบาย... ไข้น่าจะสูงด้วย"
เขารู้ดีว่าร่างกายของเธอผ่านอะไรมาเมื่อคืน ทั้งในรถและบนเตียงที่เขาโหมอารมณ์ใส่ไม่ยั้งจนเกือบเช้า บวกกับความเครียดที่เขาแกล้งทำเป็นสนใจหมอนลินต่อหน้าเธอ ไม่แปลกที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นจะพังทลายลง
แต่แทนที่จะตอบดีๆ ปากเจ้ากรรมกลับพิมพ์ประโยคร้ายกาจส่งไปเพื่อรักษา ระยะห่าง ที่เขาสร้างขึ้นเอง
“ศรันย์? เป็นอะไรไปคะ ดูเหม่อๆ นะ” หมอนลินถามซ้ำพลางเอื้อมมือมาแตะแขนเขาเบาๆ
หมอศรันย์สะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกวูบโหวงในอกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นจนเขานั่งไม่ติด เขาจินตนาการภาพพระพายที่นอนซมอยู่ห้องคนเดียว... ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ พ่อของเขาคงเอาเรื่อง และเขาก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยดีนัก...
“ลินครับ ผมขอโทษจริงๆ ผมเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระด่วนมาก” เขาพูดพร้อมกับรีบปิดแฟ้มเอกสารและคว้าเสื้อกาวน์ขึ้นมาถือ
“ธุระ? ธุระอะไรคะ? ไหนว่าวันนี้เราจะไปทานข้าวเย็นกันต่อไง”
หมอนลินทำหน้าฉงน เพราะปกติหมอศรันย์ไม่เคยผิดนัดและเป็นคนบ้างานเกินใคร
หมอศรันย์ชะงักไปครู่หนึ่ง สมองที่ชาญฉลาดรีบหาเหตุผลที่ดูฟังขึ้นที่สุดมาอ้าง ทั้งที่ปกติเขาไม่เคยต้องโกหกใคร
“แมวครับ... แมวที่บ้านผมป่วย มันมีไข้สูง ผมต้องรีบกลับไปฉีดยาให้มัน”
“แมว? ศรันย์เลี้ยงแมวตั้งแต่เมื่อไหร่คะ? ลินเห็นคุณแพ้ขนสัตว์ไม่ใช่เหรอ?”
“... เพิ่งรับมาเลี้ยงน่ะครับ มันเป็นแมวพันธุ์ดื้อ... ชอบเรียกร้องความสนใจ ถ้าผมไม่กลับไปฉีดยาให้ตอนนี้ มันคงจะป่วยหนักกว่าเดิม”
เขาไม่รอให้หมอนลินได้ซักไซ้อะไรต่อ หมอหนุ่มรีบก้าวเท้าออกจากห้องพักแพทย์ด้วยความเร็วที่เกือบจะเป็นการวิ่ง หัวใจที่เขาเคยคิดว่ามันเย็นชาเหมือนน้ำแข็งบัดนี้กลับเต้นระรัวด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขารีบกดลิฟต์มุ่งตรงไปยังลานจอดรถ ในใจพร่ำด่าตัวเองที่ส่งข้อความใจร้ายแบบนั้นออกไป แต่หมอศรันย์ไม่รู้เลยว่า แมวดื้อ ของเขากำลังจะเปิดประตูรับ หมออาสา คนอื่นเข้าไปรักษาถึงในห้องนอนเสียแล้ว