8ตรวจสอบ
ในสถานการณ์ที่ถูกต้อนจนมุม ปภาวรินทร์รู้สึกเหมือนออกซิเจนในห้องทำงานใหญ่เริ่มเจือจางลง เธอวางตัวไม่ถูก นับตั้งแต่เธอบอกเลิกกับเขาอย่างไร้เยื่อใยเมื่อครั้งในอดีต พอหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้พบหน้าเขาอีกเลย ครั้งหนึ่งเธอเคยรวบรวมความกล้าไปหาเขาที่บ้าน เพื่อหวังจะอธิบายความจริงบางอย่าง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าเพราะเขาบินหนีไปไกลสุดขอบฟ้า และนั่นทำให้เธอได้รู้จักกับภีรดาน้องสาวของเขาที่กลายมาเป็นกัลยาณมิตรเพียงคนเดียวที่รู้ความลับของเธอ
“เอ่อ....” หญิงสาวกำลังจะขยับริมฝีปากเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด แต่นรภัฏกลับเป็นฝ่ายแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ได้ข่าวว่าไอ้นุเป็นคนรับเธอเข้ามาทำงานงั้นรึ”
เขากวาดสายตาอ่านโปรไฟล์ของเธออีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน ทั้งทึ่งและเจ็บปวดเมื่อเห็นว่าเด็กสาวในชุดมัธยมคนนั้นเติบโตมาเป็นหญิงสาวที่สง่างาม จบปริญญาตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากรั้วจามจุรี
“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ พยายามไม่หลบตา
“แล้ว... คุณยายเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม” คำถามนี้ทำให้นัยน์ตาที่หม่นแสงของปภาวรินทร์กลับมาเป็นประกายวับขึ้นมาทันที ราวกับความทรงจำเก่าๆ พุ่งเข้าชน
“สบายดีค่ะ แต่ท่านอายุมากแล้ว ฝ้ายว่าจะให้ท่านเลิกขายขนมหวานเสียที...” หญิงสาวชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นที่เขาเคยใช้เรียกเธออย่างรักใคร่ นรภัฏกระตุกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที
“บัญชีจุฬาฯ เรียนหนักไหมล่ะ”
“ก็หนักค่ะ ต้องละเอียดมาก ใช้ทั้งคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษแทบจะตลอดสี่ปีเลย เทอมแรกก็ต้องเจอแคลคูลัสเลย แต่ก็พอเอาอยู่ค่ะ”
“เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คงไม่เรียกว่าแค่เอาอยู่หรอกมั้ง” เขาเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงกึ่งชื่นชมกึ่งหมั่นไส้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำถามที่เย็นเยียบจนคนฟังปรับตัวไม่ทัน
“แล้วตลอดเวลาที่เรียน... กู้เงินเรียน หรือว่ามีใครส่งเสีย”
“กู้เรียนค่ะ! ไม่มีใครส่งเสียทั้งนั้น” เธอสวนกลับทันควันด้วยศักดิ์ศรีที่เต็มเปี่ยม
“จบบัญชีมาแท้ๆ คิดยังไงถึงมาเป็นเลขาฯ” นรภัฏพิงพนักเก้าอี้กอดอกจ้องมองเธอด้วยมาดท่านรองฯ ผู้เคร่งขรึม
“ก็ตำแหน่งไหนว่าง... ดิฉันก็รีบคว้าเอาไว้ก่อน ดีกว่าไม่มีงานทำค่ะ”
นรภัฏลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดสูทเนี้ยบเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ทางด้านหลังของเธอ กลิ่นกายชายที่ผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ แผ่ซ่านจนปภาวรินทร์ต้องนั่งตัวตรงแหน่ว
“เมื่อกี้เธอยังแทนตัวเองด้วยชื่อเล่นอยู่เลย...” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชิดใบหูเล็ก เสียงทุ้มต่ำพร่ามัวกระซิบสั่ง
“ต่อไปนี้เวลาอยู่กับฉัน... เธอต้องแทนตัวเองว่าฝ้ายเข้าใจไหม!” ปภาวรินทร์ใจสั่นระรัวจนแทบควบคุมไม่ได้ เธอพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่เขาจะเดินกลับไปนั่งที่เดิมแล้วเปิดฉากสอบสวนต่อ
“แล้วไปสนิทกับยัยพริมตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ช่วงปีสี่ค่ะ ฝ้ายไปฝึกงานที่บริษัทแฟนของคุณพริม พอฝึกเสร็จคุณพริมก็ชวนมาเป็นเลขาฯ” เธอจำต้องสารภาพความจริงแม้ภีรดาจะสั่งห้ามไว้
“สรุปว่าเธอก็เป็นเด็กเส้นจริง ๆ สินะ” เขาเหยียดยิ้ม
“ประธานบริษัทรับรองมาขนาดนี้แล้ว คงไม่มีหัวหน้าฝ่ายบุคคลหน้าไหนกล้าตรวจสอบหรอก จริงม่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น... คุณก็ให้เขาตรวจสอบดิฉันใหม่สิคะ” ปภาวรินทร์เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ ท้าทายอำนาจของเขาอย่างลืมตัว
นรภัฏไม่ชอบใจที่เธอพยายามกลับไปใช้คำแทนตัวว่าดิฉัน เขาจึงลุกขึ้นประชิดร่างเธออีกครั้ง ความร้อนแรงจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านจนเธอสัมผัสได้ มือหนาวางเท้าลงบนพนักเก้าอี้ของเธอ กักขังร่างบางไว้ภายใต้อ้อมแขนที่ไม่ได้สัมผัสมานาน
“ดี! ถ้างั้นระหว่างนี้... ฉันจะเป็นฝ่ายตรวจสอบเธอเอง ทุกขั้นตอน” สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่หวานอย่างมีความหมายแฝงเร้น ปภาวรินทร์ใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ พยายามทำใจดีสู้เสือมองตอบเขาไป ทั้งที่ในใจโหยหาและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน เธอรู้ดีว่าการตรวจสอบของนรภัฏ คงไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างแน่นอน!