10 จอมบงการ
วิชชุดาเริ่มต้นกล่าวเปิดการประชุม พร้อมแจ้งแก่ตัวแทนจากบริษัทลูกค้าว่า ภีรดาประธานบริษัทติดภารกิจด่วน จึงไม่สามารถมาร่วมประชุมในครั้งนี้ได้ และได้มอบหมายหน้าที่สำคัญทั้งหมดให้กับเลขาฯ คนใหม่อย่างปภาวรินทร์เป็นผู้ดำเนินการแทน คำประกาศนั้นทำให้ปภาวรินทร์รู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงที่วางอยู่บนบ่า
วินาทีที่ปภาวรินทร์ก้าวออกมายืนต่อหน้าคณะผู้บริหารและลูกค้ารายใหญ่ หัวใจของเธอกระตุกวูบเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมปลาบของนรภัฏที่นั่งไขว่ห้างจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว สายตาของเขาเหมือนกำลังรอคอยดูความผิดพลาด แต่นั่นกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้พยายามตั้งใจทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด
“สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันปภาวรินทร์ เลขาฯ คนใหม่ของท่านประธาน ขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดแผนการดำเนินธุรกิจในไตรมาสนี้ค่ะ” เสียงหวานใสที่กังวานและเต็มไปด้วยความมั่นใจเริ่มสะกดคนทั้งห้อง ข้อมูลตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนถูกเธอย่อยให้เข้าใจง่ายและนำเสนอออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
นรภัฏมองดูหญิงสาวที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็นเด็กเส้นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ปภาวรินทร์ในชุดทำงานที่รัดกุมทว่าเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างเป็นธรรมชาติ ยามที่เธอขยับตัวชี้แจงกราฟบนหน้าจอ ท่วงท่าเหล่านั้นกลับดูเย้ายวนใจจนเขาแทบจะไม่ได้ฟังเนื้อหาที่เธอพูด สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เรือนร่างของเธอราวกับถูกมนต์สะกด
เมื่อการนำเสนอในส่วนของเธอจบลงอย่างงดงาม ปภาวรินทร์ก็ส่งไม้ต่อให้นรภัฏและวิชชุดา เพื่อชี้แจงในส่วนของผลประกอบการรวมถึงความน่าเชื่อถือของบริษัท
หลังเลิกงานเธอก็รีบไปยืนรถเมล์ด้วยความเร่งรีบ เพราะไม่อยากปล่อยให้คุณยายต้องรอคอยอยู่ที่บ้านเพียงลำพังด้วยความเป็นห่วง
สองสัปดาห์รวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน นับตั้งแต่ปภาวรินทร์ก้าวเข้ามาในฐานะเลขาฯ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติ ทั้งเนื้องานที่เธอรับผิดชอบและความสามารถอันโดดเด่นที่เธอแสดงออกมา
ปภาวรินทร์ปรับตัวเข้ากับบทบาทใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง แต่เธอจะต้องเผชิญหน้ากับเงาอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน เมื่อ นรภัฏเจ้านายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลกำลังจะพาเธอไปดูงานยังต่างแดน และครั้งนี้ก็จะมีเพียงเขาและเธอเท่านั้นที่จะร่วมเดินทาง ปล่อยให้ภีรดาประธานบริษัทผู้เป็นน้องสาวของเขาอยู่เบื้องหลังตามความตั้งใจเดิม
“หนักใจอะไรหรือเปล่าคะ...คุณฝ้าย” เสียงหวานใสของภีรดาเอ่ยถามเลขาฯ ส่วนตัวของเธออย่างอ่อนโยน หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงเช้า สายตาของภีรดาจับจ้องไปยังใบหน้าสวยคมของปภาวรินทร์ ที่ซ่อนความรู้สึกอยู่ภายใน
“ไม่ได้หนักใจอะไรเลยค่ะ...คุณพริม” ปภาวรินทร์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจื่อน พยายามซ่อนเร้นความกังวลที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
“ยังไง พริมจะให้พี่นุช่วยแวะไปดูคุณยายให้นะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ” ภีรดาเอ่ยปลอบโยน และรู้ถึงความห่วงใยที่ปภาวรินทร์มีต่อผู้เป็นยาย
“แต่ว่า...คุณพริมคะ!!!” ปภาวรินทร์อุทานขึ้นอย่างตกใจเล็กน้อย เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง
“อะไรเหรอคะ...คุณฝ้าย” ภีรดาเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“เหมือนพี่ชายของคุณพริมยังผูกใจอาฆาตฝ้ายเรื่องในอดีตอยู่เลยนะคะ” น้ำเสียงของปภาวรินทร์แฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ภาพของนรภัฏที่มักจะมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ
“ของแบบนี้มันก็ต้องใช้เวลาสิคะ เวลาและความจริงใจเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ เชื่อพริมนะคะ...คุณฝ้าย” ภีรดาเอื้อมมือไปกุมมือของปภาวรินทร์เบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจและความอบอุ่นให้แก่เธอ
“ขอบคุณค่ะ ที่คุณพริมให้โอกาสฝ้าย” ปภาวรินทร์กล่าวขอบคุณจากใจจริง ความรู้สึกขอบคุณท่วมท้นในอก ที่ภีรดาเข้าใจและให้โอกาสเธอได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
“อย่าคิดมากสิคะ พริมอยากทำเพื่อพี่ชายอีกครั้ง พริมไม่อยากเห็นเค้าหนีไปไหนไกลๆ อีกแล้ว” ภีรดาเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เธอปรารถนาที่จะเห็นพี่ชายของเธอมีความสุขและได้เริ่มต้นใหม่
“ฝ้ายจะทำให้เต็มที่ค่ะ” ปภาวรินทร์ตอบรับอย่างหนักแน่น ดวงตาเป็นประกายแห่งความมุ่งมั่น
“ดีแล้วค่ะ คุณฝ้าย ไม่ต้องเป็นห่วงงานทางนี้นะคะ จากนี้คนดูแลบริษัทก็จะเป็นพริมและคุณวิชชุดา แต่หลักๆ ก็จะเป็นวิชชุดานั่นแหละค่ะ” ภีรดาพูดพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น สร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายลง
ในวันเดียวกันนั้น นรภัฏกลับรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างประหลาด เมื่อหญิงสาวที่เคยนั่งทำงานอยู่ในห้องเดียวกันกับเขา บัดนี้กลับไปทำหน้าที่เลขาฯ ให้กับน้องสาวของเขาเสียแล้ว การอยากพบหน้าอย่างแรงทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉย ๆ ได้ แต่คนอย่างนรภัฏมีหรือจะยอมเดินไปบอกความในใจตรงๆ เขาจึงต้องหาข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดเธออีกครั้ง
“งั้นเอาเป็นว่าวันนี้พริมอยากเจอคุณยาย ขออนุญาตไปส่งคุณฝ้ายที่ตลาดเลยได้มั้ยคะ” ภีรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อเห็นพี่ชายเดินเข้ามาใกล้ เพื่อจงใจให้เขาได้ยิน
“อืม...จะดีเหรอคะ” ปภาวรินทร์ที่ยังไม่ทันรู้ตัวว่ามีใครบางคนกำลังเดินเข้ามาข้างหลัง เธอจึงพูดไปตามปกติ ก่อนจะสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เมื่อเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของเธอ
“พี่ไปส่งคุณปภาวรินทร์ให้เองดีกว่า มีเรื่องจะปรึกษาอยู่พอดี” นรภัฏกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังจนคงไม่ฟังกล้าปฏิเสธ
“อืม...งั้นก็ดีเลยค่ะ พี่ภัฏ งั้นพริมขอตัวไปดูลูกก่อนนะคะ ป่านนี้คงงอแงแย่แล้ว” ภีรดารีบฉวยโอกาสถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากอยู่ท่ามกลางศึกน้ำลาย ที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“ตามสบาย” เขาตอบน้องสาวแต่แววตาคมกลับจ้องมองปภาวรินทร์อย่างไม่ลดละ
“พริมไปก่อนนะคะคุณฝ้าย” ภีรดาเอ่ยลาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้ปภาวรินทร์ยืนประจันหน้ากับนรภัฏเพียงลำพัง
เมื่อเจ้านายสาวคล้อยหลังไปแล้ว ปภาวรินทร์ก็หันมาเผชิญหน้ากับโจทก์เก่าอย่างนรภัฏเต็มประตู หัวใจของเธอเต้นระส่ำด้วยความกังวล เธอครุ่นคิดในใจว่าหากเขารุกคืบเข้ามาจริงๆ เธอจะรับมืออย่างไรดี ในฐานะเจ้านาย เขามีอำนาจล้นเหลือ หากเธอปฏิเสธ เขาก็คงจะมองว่าเธอต่อต้าน ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ยิ่งตอนนี้เขายึดความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ความคิดของเขาถูกเสมอ อย่างน้อยก็ในเรื่องงานที่เขาเป็นคนฉลาดหลักแหลม แต่การใช้อำนาจเพื่อจ้องจะเล่นงานเธอนั้นเป็นสิ่งที่ปภาวรินทร์กังวลใจอย่างที่สุด
“ขออนุญาตคุณยายหรือยัง เพราะงานนี้ เธออาจจะต้องไปหลายวัน” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์
“ยังค่ะ ดิฉันกะว่าจะบอกคุณยายเย็นนี้” ปภาวรินทร์ตอบเสียงสั่นเล็กน้อย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะยังคงตกใจกับการปรากฏตัวอย่างเงียบงันของนรภัฏ
“งั้นเดี๋ยวเย็นนี้ อยากเจอคุยยายอยู่พอดี” นรภัฏไม่รอคำอนุญาตจากหญิงสาว เขาถือว่าปภาวรินทร์ได้ยินและรับรู้ถึงความตั้งใจของเขาไปแล้ว
“ค่ะ” เมื่อคำตอบของเธอเป็นที่พอใจของชายหนุ่มแล้ว เขาก็หมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองทันที ทิ้งให้ปภาวรินทร์ยืนอยู่เพียงลำพังกับความรู้สึกหลากหลายที่ตีรวนอยู่ในอก
“เผด็จการชะมัด!!!” หญิงสาวบ่นพึมพำตามหลังด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความหงุดหงิดใจ แต่ลึกๆ แล้วกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะปฏิเสธ ก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างช้าๆ