9 ต่อลมหายใจ
เสียงปากกาที่ตวัดเซ็นลงบนเช็คเงินสดดังสอดประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่น คีรินทร์ยื่นกระดาษที่มีมูลค่ามหาศาลนั้นให้กับพนักงานบัญชี
“นี่เป็นค่ารักษาพยาบาลของคุณพิศมัยนะครับ ผมชำระล่วงหน้าเอาไว้เผื่อว่าทางโรงพยาบาลจะได้ตัดสินใจจัดการทุกอย่างให้ดีที่สุด ส่วนยาตัวใหม่ที่ต้องนำเข้า... ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าเกินจากนี้ผมจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเอง” พนักงานบัญชีรับเช็คใบนั้นไปด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นตัวเลขเจ็ดหลักที่ถูกกรอกลงไปอย่างไม่เสียดาย ขณะที่ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงยืนนิ่งสงบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าภายในอกที่เคยหนักอึ้งด้วยโซ่ตรวนแห่งความแค้นกลับดูเบาบางลง
เขากำลังต่อลมหายใจให้ผู้หญิงที่เคยตราหน้าว่าเขาไม่คู่ควรกับลูกสาวของเธอ แต่ในนาทีนี้ ความสะใจกลับพ่ายแพ้ต่อความต้องการที่อยากจะเห็นรอยยิ้มของวริศราอีกครั้ง... โดยที่คีรินทร์ไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำของเขาตกอยู่ในสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงริษยาของใครบางคน
ทางเดินอันมืดสลัวในยามเช้า ไอเย็นเยือกแผ่ซ่านออกมาจนพยาบาลที่เดินผ่านต้องห่อไหล่ด้วยความหนาวสั่น ร่างอรชรของพรายนุ่น ปรากฏกายขึ้นในเงามืด ดวงตาคมกริบที่เคยหวานล้ำบัดนี้หรี่ลงด้วยความขุ่นเคืองและน้อยใจอย่างสุดซึ้ง
“นายท่าน... ท่านช่างเมตตากับศัตรูเหลือเกิน” พรายนุ่นพึมพำ เสียงของเธอเบาหวิวเหมือนสายลมที่พัดผ่าน เธอรู้สึกเหมือนถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ เมื่อเห็นคีรินทร์ทุ่มเทเพื่อครอบครัวของคนที่เคยทำร้ายเขา เธอหวนนึกถึงสิ่งที่เธอได้พิพากษาไปก่อนหน้านี้...
ไกรวิทย์ พ่อของวริศราคนที่บังอาจสั่งคนมาทำร้ายชายอันเป็นที่รักของเธอเป็นครั้งที่สอง เธอเป็นคนพรากลมหายใจของเขาไปเองกับมือ เพื่อล้างแค้นแทนคีรินทร์ โดยที่เขาไม่เคยรับรู้ถึงความโหดเหี้ยมที่เธอมอบให้เพื่อปกป้องเขา
น้ำตาที่เป็นหยาดไอเย็นไหลอาบแก้มเนียนของนางพราย ความรักที่เธอมีให้คีรินทร์นั้นช่างบ้าคลั่งและยึดติด เธอต้องการเป็นเพียงคนเดียวที่เยียวยาเขา เป็นคนเดียวที่เขาต้องการ
เงาของนุ่นจางหายไปในความมืดทิ้งไว้เพียงกลิ่นลีลาวดีแห้งเหี่ยวที่ส่งกลิ่นฉุนกึก คีรินทร์ที่กำลังเดินกลับมาหาวริศราหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่คุ้นเคยพุ่งผ่านร่างไป ทว่าเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของวริศราที่เดินออกมาจากห้องเยี่ยม ความกังวลเรื่องนางพรายก็ถูกกลบหายไปในทันที
หลังจากอาการของผู้เป็นมารดาคงที่ วริศราก็ได้ขอให้คีรินทร์พาเธอกลับไปส่งที่บ้าน ทว่า... เมื่อรถชะลอตัวลงหน้าประตูรั้ว ทั้งคู่ก็ต้องชะงัก
“ออกมาเดี๋ยวนี้! คิดจะหนีหนี้ไปถึงเมื่อไหร่!” เสียงผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งที่พยายามตะโกนเข้าไปภายในบ้าน พร้อม ๆ ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ลูกน้องของเธอที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าบ้าน จนเพื่อนบ้านต่างพากันมองด้วยสายตาดูแคลน วริศราหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นเจ้าหนี้นอกระบบที่เธอพยายามหลบหน้ามาตลอดมาร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน
“คีรินทร์... อย่าเพิ่งลงไปนะคะ พวกนั้นมันอันตราย” เธอคว้าแขนเขาไว้ด้วยความหวาดกลัว
“คุณอยู่ในรถก่อน... อย่าออกมา เดี๋ยวผมจะคุยกับเค้าให้เอง” เขาบอกพร้อมกับเปิดประตูรถลงไปอย่างช้าๆ ท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขามในแบบผู้ทรงอิทธิพลทำให้ชายฉกรรจ์ลูกน้องของหญิงสูงวัยถึงกับชะงัก
“สวัสดีครับ พวกคุณเป็นเจ้าหนี้บ้านหลังนี้เหรอครับ” คีรินทร์ถามอย่างใจเย็น
“ค่ะ! ยัยเจ้าของบ้านหลังนี้ติดหนี้เดี้ยนเกือบสามล้าน ถ้าไม่จ่ายวันนี้ ฉันจะให้ลูกน้องยึดข้าวของข้างในกลับไปให้หมด!” หญิงสูงวัยเจ้าหนี้ตอบคีรินทร์ด้วยความแค้นเคือง คีรินทร์ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบเช็คเงินสดออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท แล้วเขียนตัวเลขลงไปอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นให้หญิงสูงวัยเจ้าหนี้คนดังกล่าว
“นี่เชคเงินสดสามล้านบาทครับ...คุณเอาไปขึ้นเงินได้เลย” มืออวบอ้วนรีบคว้าเช็คไปเพ่งมองตัวเลขด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา
“คุณมาจ่ายหนี้ให้ยัยสองแม่ลูกนั่งทำไมคะ เป็นอะไรกับมันเหรอ” หญิงสูงวัยถามด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
“ผมเป็นแฟนของลูกเจ้าของบ้านครับ”
“โห!...คุณคงจะรวยมากซินะ จ่ายเงินใช้หนี้ให้แม่ยายตั้งสามล้าน” หญิงสูงวัยเอ่ยตอบพร้อมฉีกยิ้มอย่างประจบประแจง
“ครับ...เพื่อคนที่ผมรัก ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีอยากพักผ่อน” คีรินทร์ตัดบทสั้นๆ ทิ้งท้ายด้วยสายตาคมกริบที่แฝงแววข่มขวัญ
“อ๋อ เชิญค่ะ ๆ” หญิงสูงวัยคนดังกล่าวบอกด้วยรอยยิ้มอย่างเกรงอกเกรงใจในขณะที่ยังอึ้งไม่หาย พร้อม ๆ กับบอกให้ลูกน้องของเธอหลีกทางคีรินทร์
วริศราเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือที่สั่นเทา หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลซึมผ่านง่ามนิ้ว ความรู้สึกผิดพุ่งเข้าเกาะกินหัวใจจนปวดหนึบ เธอซาบซึ้งที่เขาช่วยต่อลมหายใจให้ครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันความหวาดกลัวต่อพันธนาการครั้งใหม่นี้ก็รัดรึงจนเธอหายใจไม่ออก เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เขาจ่ายไปไม่ใช่ความเมตตา... แต่มันคือการซื้อชีวิตเธอไปไว้ในมือของเขาแต่เพียงผู้เดียวต่างหาก
คีรินทร์แทรกตัวกลับเข้ามานั่งในตำแหน่งคนขับ เขาไม่ได้ออกรถทันที แต่กลับโน้มกายเข้าหาคนตัวเล็กที่กำลังนั่งสั่นจนแผ่นหลังเนียนแนบชิดกับเบาะ
เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูที่สั่นระริก ลมหายใจอุ่นๆ รินรดจนเธอขนลุกชัน
“ไม่ต้องห่วงนะ พวกนั้นจะไม่มารบกวนคุณอีก ผมเคลียร์หนี้สินให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว...” สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คลอน้ำตาของเธอ ราวกับจะประทับตราความเป็นเจ้าของลงไปในวิญญาณ
“ต่อจากนี้คุณไม่มีเจ้าหนี้ที่ไหนอีกแล้ว...มายด์ นอกจากผมคนเดียว!”
“พ่อกับแม่ของมายด์... ไม่ได้มีเจ้าหนี้แค่คนเดียวหรอกค่ะ คีรินทร์” วริศราพยายามเค้นเสียงที่สั่นเครือตอบกลับไป
ความพินาศของครอบครัวเธอใหญ่หลวงเกินกว่าที่เงินสามล้านจะเยียวยาได้หมด แต่มือหนากลับเอื้อมมาเชยคางมนขึ้น สบตาเธอด้วยแววตาแน่วแน่และดุดันอย่างคนที่ไม่ยอมให้อะไรหลุดมือ
“ไม่เป็นไร... ตราบใดที่ผมยังอยู่ ถ้ามีใครมาทวงเงินคุณอีก ก็ให้มาบอกผม ผมจะจัดการให้เอง”
คำพูดของเขาดูเหมือนคำสัญญาว่าจะปกป้อง ทว่าในความรู้สึกของวริศรา มันกลับเหมือนเสียงลงกลอนประตูขังเธอไว้ในกรงทองที่เขาเป็นคนสร้าง เธอรู้แล้วว่านับจากนี้... ไม่ว่าเธอจะเดินไปทางไหน เงาของคีรินทร์ก็จะทาบทับชีวิตเธอไปตลอด