ตอนที่ 3.2 บ้านหลังน้อยกับครอบครัวสามคน
“พ่ออีกนานไหมคุณน้าถึงจะเลิกทำตัวเหมือนคนตายสักที คนก็ตายไปแล้วศพก็เผาไปแล้วยังจะแสร้งทำเป็นเศร้าอยู่อีก”
“อี้จงอย่าพูดเสียงดังนักสิเดี๋ยวน้าของลูกก็ได้ยินหรอก”
“ได้ยินก็ได้ยินสิผมพูดผิดตรงไหน อี้หนิงตายไปหลายวันแล้วควรจะทำใจได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ แต่นี่อะไร นอกจากจะทำใจไม่ได้แล้วยังปล่อยให้กิจการของพี่บ้านหยุดชะงักอีก คิดจะกอดธุรกิจของครอบครัวตายไปด้วยอีกคนหรือยังไง คุณน้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่อยากมีชีวิตอยู่สักหน่อย”
“คุณค่ะฉันว่าลูกพูดถูกนะ น้องรองของคุณทำงานไม่ได้มาเป็นเดือนแล้ว ถึงจะบอกว่าไปทำงานแต่ก็เอาแต่ทำผิดพลาดอยู่ตลอด ไม่สู้คุณเข้าไปเจรณาเปลี่ยนอำนาจตอนนี้ให้คุณเขาไปทำงานแทนน้องรองของคุณ?”
เฟยหยวนมองภรรยาแล้วหันมองลูกชาย ทั้งสองคนล้วนพยักหน้าให้เขาเข้าไปพูดคุยเรื่องเปลี่ยนถ่ายอำนาจภายในบริษัท
“คุณคิดว่าน้องรองจะยอมส่งต่ออำนาจในมือให้ผมเหรอ อำนาจนั้นเป็นคุณปู่ทวดมอบให้น้องรองเองกับมือ คงไม่ตัดสินใจมอบให้ผมง่าย ๆ”
“ได้ไม่ได้ก็ลองไปคุยดูก่อน หรือไม่คุณก็บอกน้องรองให้อำนาจคุณจัดการงานภายในบริษัทชั่วคราว หลังอีกฝ่ายทำใจได้แล้วค่อยคืนอำนาจให้” ซุนหานเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็หยุดพูดหันมองซ้ายขวาขยับเข้าใกล้สามีอีกนิด เอ่ยกระซิบข้างหู “หลังได้อำนาจมาแล้วคุณจะคืนให้น้องรองของคุณไหมก็ให้เป็นเรื่องของอนาคต ขอแค่คุณบริหารบริษัทได้ดีถึงตอนนั้นยังต้องกังวลว่าจะมีใครขวางไม่ให้คุณนั่งแท่นประธานบริษัทอยู่อีกเหรอ”
เฟยหยวนคิดตามคำพูดภรรยา
หลายปีมานี้เขาถูกน้องชายคนนี้กดข่มมาตลอดต้องคอยเอาใจอยู่เสมอ เพราะกิจการมากมายของตระกูลส่วนใหญ่เจ้ารองเป็นคนดูแลทั้งหมด ถ้าเขาสามารถยึดของในมือเจ้ารองมาได้ก็ไม่จำเป็นต้องคอยเกรงใจเจ้ารองแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้นัยน์ตาเฟยหยวนพลันทอประกายเจ้าเล่ห์ “ที่คุณพูดมาก็ถูก ใช้โอกาสที่เฟยหมิงอ่อนแอฮุบเอาทุกอย่างมาเป็นของผม ถึงอย่างไรผมก็เป็นลูกชายคนโต ความจริงแล้วกิจการส่วนใหญ่ของตระกูลควรมอบให้ผมไม่ใช่เจ้ารอง”
เฟยอี้หนิงที่กลายเป็นวิญญาณไปแล้วยืนฟังครอบครัวคุณลุงพูดคุยแผนการร้ายกันอย่างออกรสอยากจะร้องไห้ออกมาแต่น้ำตากลับไม่มีให้ไหล
รู้สึกจุกในอกจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูด เสียใจ เศร้าใจ โมโห ผิดหวัง ความรู้สึกมากมายตีกันอยู่ในอกที่ไม่สั่นไหวอีกแล้ว
หญิงสาวกระตุกยิ้มขำเย้ยหยันความไม่รู้ของตนเอง มองครอบครัวคุณลุงที่เมื่อก่อนเคยคิดว่าพวกเขาดีนักหนาต่ออีกชั่วครู่ก่อนจะหันมองเข้าไปห้อง ด้านหลังประตูบานนั้นมีพ่อกับแม่ของเธอนั่งร้องไห้จ้องมองป้ายวิญญาณของเธออยู่
เธออยากบอกให้พวกเขารู้แต่ติดที่เวลาของเธอได้หมดลงแล้ว
นึกมาถึงตรงนี้เฟยอี้หนิงก็พลันได้สติขึ้นมา เด็กน้อยสลัดหัวไล่ความรู้สึกเศร้าในใจให้หายไป
ตอนนี้เธอได้รับชีวิตใหม่แล้วกลายเป็นเด็กน้อยอายุสี่ปีที่ร่างกายไม่ต่างจากเด็กอายุสองปีเท่าใดนัก
สิ่งสำคัญที่สุดของเธอตอนนี้ไม่ใช่การแก้แค้นเอาคืนแต่เป็นการฟื้นฟูพัฒนาการของร่างกายนี้ต่างหาก
‘กว่าจะสามารถพูดคุยได้ปกติคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก’เฟยอี้หนิงขยับพึมพำไร้เสียง ว่าแล้วก็ยืนสองมือค้ำด้านหน้ายกสะโพกขึ้นขยับขาแล้วดันตนเองให้ลูกขึ้นยืน
สองแขนเล็กสั่นน้อย ๆ ขึ้นมาทันที ยังไม่ทันจะได้ดันตนเองลุกขึ้นร่างกายก็ทรุดแหมะก้นจ้ำเบ้า
เฟยอี้หนิงเอาใหม่ คราวนี้เธอเปลี่ยนจากดันมือลุกขึ้นยืนทันทีเป็นเปลี่ยนมานั่งยอง ๆ ให้ได้ก่อน เมื่อได้แล้วก็ยื่นสองแขนออกมาด้านหน้าถ่วงให้ร่างกายสมดุลแล้วค่อยยืนขึ้นช้า ๆ อย่างใจเย็น
แต่ก็เหมือนเดิมขาที่ไม่ค่อยได้ใช้งานทำให้ทรงตัวได้ยากนัก เฟยอี้หนิงจึงล้มลงอีกครั้ง หงายหลังนอนแผ่หลาขาชี้ฟ้าทันที
เด็กสาวหน้ามุ้ยไม่พอใจขยับพลิกตัวนอนคว่ำแล้วลุกขึ้นนั่ง
หลังผ่านพ้นความพยายามหลายต่อหลายครั้งหนึ่งเค่อต่อมาเธอก็สามารถลุกขึ้นยืนได้แล้ว เฟยอี้หนิงกำกำปั้นให้กับความสำเร็จเล็ก ๆ แต่แสนยิ่งใหญ่ของตนเอง ถอนหายใจเข้าออกสองสามครั้งเริ่มขยับขาก้าวเดิม
‘ตอนเด็ก ๆ ฉันลุกขึ้นเดินยังไงละเนี่ย’เพราะจำไม่ได้จึงไม่เคยรู้ถึงความลำบากสมัยเยาว์วัย ครั้นต้องมาหัดเดินใหม่ตั้งแต่ต้นจึงอดรู้สึกยากลำบากไม่ได้
ขาสั้น ๆ และสั่นไหวค่อย ๆ ยกขึ้นก้าวไปด้านหน้าช้า ๆ อย่างใจเย็น เฟยอี้หนิงขยับตัวอย่างไม่เร่งรีบแต่ร่างกายอ่อนแอของเธอก็ยังคงพยศ
พลุบ!!
ทันทีที่เท้าเหยียบลงบนพื้นขาก็อ่อนแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เฟยอี้หนิงรีบหลับตาสองแขนยืนออกมาป้องกันไม่ให้หน้าคะมำลงพื้น
ทว่าก่อนจะรู้สึกเจ็บเธอพลันรู้สึกถึงสายลมเย็นสบายสายหนึ่งพัดผ่านร่างกาย พร้อมร่างกายที่ลอยหวือคล้ายถูกกระชาก พอลืมตาขึ้นมองก็พบว่าตนเองถูกบิดากอดเอาไว้แล้ว
“ไม่เป็นไรใช่ไหมลูก” น้ำเสียงเป็นห่วงส่งออกมาทันที
เฟยอี้หนิงมองบิดากะพริบตาปริบ ๆ “พ่อ มา ไง”
พูดแล้วก็ได้แต่หงุดหงิด เมื่อไรจะพูดเป็นประโยคยาว ๆ ได้สักที
เห็นลูกน้อยไม่ตกใจกลัวซ้ำยังเอ่ยถามด้วยความสงสัย ความกังวลในดวงตาของเฟยหมิงจึงเลือนหายไป ชายหนุ่มเผยยิ้มให้ลูกน้อย “พ่อกับแม่ยืนมองเจ้าอยู่นานแล้ว”
เฟยอี้หนิงมองตามสายตาบิดาเห็นมารดายืนยิ้มให้เธออยู่หน้าประตูบ้าน
“แม่ !” ร้องเรียกเสียงดังอย่างดีใจ
เหมยซีฉีกยิ้มให้ลูกน้อยตอนที่เห็นลูกกำลังจะล้มลงหัวใจนางแทบหล่นไปอยู่บนพื้น โชคดีที่สามีเข้าไปรับได้ทัน
“นาน แล้ว หรือ”
“ลูกอยากจะถามว่าพ่อกับแม่มายืนดูนานแล้วหรือยังใช่ไหม”
“อืม!” เฟยอี้หนิงพยักหน้าขึ้นลงจังหวะเดียวกับที่บิดาวางนางลงบนพื้น
“พ่อกับแม่มายืนดูลูกอยู่สักพักแล้ว เห็นแววตาลูกมุ่งมั่นจะยืนเองให้ได้จึงไม่ก้าวเข้ามาช่วย”
“แม่ พ่อ รักนะ”
จู่ ๆ ก็ถูกบอกรักหัวใจคนทั้งสองพลันอ่อนยวบ เหมยซีย่อตัวให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับลูกน้อยสองมือจับไหล่เล็ก
“อยากฝึกเดินหรือลูก”
“เจ้าค่ะ ขาเล็กสั้น เดิน ไม่ ได้”
“เข้าใจแล้ว ไว้รอให้บิดาเจ้าทำราวจับให้ก่อนดีหรือไม่? ฝืนยืนเองเช่นนี้แม่กลัวเจ้าจะล้มลงไปอีก”
“อืม!” พยักหน้าขึ้นลงอย่างเชื่อฟัง
เมื่อได้รับคำสัญญาแล้ว ทั้งสองคนก็ปล่อยลูกน้อยเอาไว้ด้านนอกอีกครั้ง คราวนี้พวกเขากำชับลูกน้อยว่าห้ามฝืนลูกขึ้นยืนเองอีกเป็นอันขาด
เฟยอี้หนิงพยักหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง ไร้ท่าทีต่อต้านหรือไม่ชอบใจ ได้กลับมาฟังเสียงบ่นของแม่กับพ่ออีกครั้งเธอมีความสุขมาก ไม่ว่าพวกท่านจะว่าอะไรล้วนพยักหน้าเชื่อฟังทั้งนั้น
เมื่อทั้งสองกลับเข้าไปทำความสะอาดบ้านอีกครั้ง เฟยอี้หนิงก็ล้มตัวนอนหงายจ้องมองเมฆลอยไปมาบนท้องฟ้า
ยื่นมือออกยกยิ้มมีความสุข ‘ไม่คิดเลยว่าจะได้กลับมามีชีวิต ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้อีกครั้ง’
[ติ้ง! ระบบสรวงสวรรค์ติดตั้งเสร็จสิ้น ของขวัญสำหรับคำขอโทษถูกเก็บเอาไว้ในช่องมิติแล้ว]
