ตอนที่ 3.1 บ้านหลังน้อยกับครอบครัวสามคน
“ลูกน้อยเจ้า...เจ้ามองหน้าพ่อกับแม่ ซ้ำยังสามารถพูดคุยได้แล้ว ลูก วิญญาณของลูกในที่สุดก็มาหาพวกเราสองคนแล้วสินะ ฮึก” เหมยซีสะอื้นไห้ผละตัวออกห่างจากลูกน้อย ใช้ท้องนิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาจากใบหน้ากลมเกลี้ยง
จ้องมองดวงตาสดใสเป็นประกาย ไม่ได้ไร้แววเหมือนที่ผ่านมา น้ำตาซึ่งคล้ายเหือดแห้งพลันเอ่อคลอนัยน์ตา
“แม่ ไม่ร้อง” น้ำเสียงติดแหบเล็กน้อยของเด็กตัวเล็กดังขึ้น มือสั้นป้อมยกขึ้นหวังเช็ดน้ำตาให้มารดา
เฟยอี้หนิงยังคงรู้สึกสับสน ความคิดมากมายตีวนอยู่ในหัว แต่เพราะความรู้สึกคิดถึงแสนคะนึงหาที่มีอยู่มากล้นยามเอ่ยออกมาจึงมีเพียงคำเรียกขาด
เหมยซีจับมือลูกน้อยโน้มหน้าเข้าหาวางมือเล็กลงบนแก้มหลับตาซึมซับความอบอุ่นจากฝ่ามือเล็ก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง
ลูกน้อยของนางไม่ได้ไร้สติปัญญาเหมือนที่ผ่านมาแล้ว สามารถพูดคุยโต้ตอบกับพวกเขาได้แล้ว
เฟยอี้หนิงเอียงคอจ้องมองมารดาชั่วครู่ ก่อนจะหันสายตามองบิดา เมื่อเห็นใบหน้าที่เธอเห็นมากว่ายี่สิบปี ในหัวที่ยังสับสนมึนงงพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมา
เรื่องที่ได้ยินได้ฟังก่อนจะได้สติคืนมาจากพี่สาวคนนั้นคือเรื่องจริงสินะ
ก่อนได้สติขึ้นมาเฟยอี้หนิงจำได้ว่าเธอกำลังล่องลอยอยู่บนเส้นทางสีขาวสะอาดตา นอกจากเธอแล้วยังมีผู้คนมากมายต่อแถวเดินข้ามสะพานกันอย่างเนืองแน่น เห็นดังนั้นจึงคิดลงไปสอบถาม ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้กลับมีผู้หญิงคนหนึ่งมาดึงแขนเธอเอาไว้ก่อน
คนคนนั้นแทนตัวเองว่าพี่สาวบอกกล่าวเรื่องราวหลาย อย่างให้ฟัง รวมถึงเหตุผลหลักที่อีกฝ่ายมาหา
พี่สาวคนนั้นบอกว่าเพราะความผิดพลาดจากการทำงานของตนเอง วิญญาณของเธอที่ควรจะมาอาศัยอยู่ในร่างเด็กน้อยกลับเข้าไปอยู่ในร่างเฟยอี้หนิงในอีกมิติหนึ่ง ร่างกายและวิญญาณที่ไม่ต้องกันส่งผลให้เธอป่วยไข้ตั้งแต่เด็ก
พวกเขาเฝ้ารอให้อายุขัยในโลกของเธอหมดลงนานหลายปี เมื่อร่างกายนั้นสิ้นสุดลมหายใจจึงได้มาตามหาดวงวิญญาณของเธอนำส่งไปยังที่ที่ควรอยู่
เฟยอี้หนิงสอบถามอะไรมากมายอีกหลายอย่าง ทำให้ได้รู้ว่าเธอจะได้มาเกิดใหม่ ทันทีที่รู้ว่าตนจะมีชีวิตอีกครั้งเฟยอี้หนิงพลันเกิดความรู้สึกคาดหวังขึ้นมารีบสอบถามว่าเธอจะได้ไปเกิดเป็นลูกพ่อกับแม่อีกไหมเพราะสิ่งติดข้างในใจเพียงหนึ่งเดียวของเธอมีเพียงความเสียใจที่ไม่ได้ตอบแทนพวกท่านทั้งสองคน
ทว่าพี่สาวคนนั้นกลับไม่บอกอะไรเลยเอาแต่ยิ้มและบอกให้เธอมาดูด้วยตาตนเอง และตอนนี้เฟยอี้หนิงก็ได้คำตอบแล้ว พ่อกับแม่ของเธอในภพชาตินี้ยังคงเป็นคนเดียวกันเมื่อภพชาติก่อน
ใบหน้าที่คุ้นเคย น้ำเสียงที่ได้ยินมาตลอดยี่สิบปียังคงสลักลึกในความทรงจำไม่มีวันลืมเลือน
“ลูกน้อยของพ่อทำไมถึงร้องไห้อีกแล้วเล่า” เห็นลูกน้อยหันมองตนแล้วจู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาเฟยหมิงเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบหัวลูกน้อยเบา ๆ
เฟยอี้หนิงส่ายหัวยิ้ม ๆ เอ่ยออกมาว่า “คิดถึง คิดถึง พวกท่าน เหลือ เกิน” เพราะร่างกายนี้ไม่เคยพูดออกมาเป็นคำเลยสักครั้งครั้นเฟยอี้หนิงขยับปากพูดแต่ละคำจึงยากมาก
เฟยหมิงยิ้มให้ลูกน้อย “พ่อก็คิดถึงเจ้า”
“แม่เองก็ด้วย” เหมยซีรีบเอ่ยปาก จะให้สามีได้รับความโปรดปรานจากลูกเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
เฟยอี้หนิงมองมารดาแล้วยิ้มกว้าง ร่างกายเล็กโผเข้ากอด “ท่าน แม่ คิด ถึง”
เหมยซีชะงักค้างก่อนน้ำตาจะเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง คนเป็นแม่ก้มมองลูกน้อยโผเข้ากอดตน ยกมือขึ้นตบหลังเล็กเบา ๆ ในใจอบอุ่นเหลือจะกล่าว
นางเฝ้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน วันเวลาที่ลูกน้อยของนางสามารถพูดคุยโต้ตอบและโอบกอดนางเช่นนี้
ใช้เวลาอยู่นานกว่าสามคนพ่อแม่ลูกจะหลุดออกจากบรรยากาศแห่งความปลื้มปีติ
เฟยอี้หนิงน้อยที่พึ่งฟื้นคืนสติถูกพ่อแม่สั่งให้นั่งอยู่บนผ้าใบนิ่ง ส่วนพวกเขาสองคนผละตัวออกไปจัดการบ้านหลังน้อยให้พร้อมอยู่อาศัย
ระหว่างรอบิดามารดาทำความสะอาดบ้าน เฟยอี้หนิงใช้โอกาสนี้ขยับตัวทำกายบริหาร
ร่างกายนี้ขยับน้อยเกินไป พูดน้อยเกินไป เติบโตช้าเกินไป ในความทรงจำอันเลือนรางที่ถึงแม้จะไม่มีสติแต่ก็ยังมีความทรงจำที่ผ่านมาให้ค้นหาทำให้เธอได้พบกับปัญหาของตระกูลเฟย
เด็กสาวตัวน้อยกระตุกยิ้มเย้ยหยัน ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้บรรดาเครือญาติของตนก็ใจร้ายไม่เปลี่ยน ก่อนหน้าที่เธอจะสิ้นใจพวกเขาทำดีกับครอบครัวเธอเท่าใด ทว่าหลังลมหายใจของเธอหยุดลง แววตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความโลภ
คิดมาถึงตรงนี้เฟยอี้หนิงพลันหวนนึกถึงความทรงจำเก่าก่อนที่ไม่อยากจะจดจำเท่าใดนัก
ความทรงจำเกี่ยวกับความจริงใจของพวกเขาที่กว่าเธอจะรู้ว่ามาจากการเสแสร้งก็หลังจากกลายเป็นดวงวิญญาณไปแล้ว
