ตอนที่ 2 บ้านหลังโทรมท้ายหมู่บ้าน
“ท่านพี่ท่านคิดเอาไว้แล้วหรือยังหลังจากนี้จะทำอย่างไร” เหมยซีเอ่ยถามสามีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
นางลำบากหน่อยไม่เป็นอะไรสามารถทนได้ แต่กับลูกน้อยไม่เหมือนกันเฟยอี้หนิงของนางช่วยเหลืออะไรตนเองไม่ได้ พูดไม่ได้ สื่อสารอะไรกับใครก็ไม่ได้ นางไม่อาจวางใจปล่อยลูกไว้เพียงลำพัง เช่นเดียวกับที่กลัวว่าการใช้ชีวิตลำบากมากเกินไปจะส่งผลให้ร่างกายเล็ก ๆ ของลูกน้อยย่ำแย่ลง
มองลูกน้อยในอ้อมกอดสามีที่ยังคงมีสายตาเลื่อนลอยเหมือนคนไม่ได้สติในใจเหมยซีก็ปวดใจขึ้นมา
“น้องหญิงอย่าได้กังวลเกินไป ถึงจะออกจากตระกูลเฟยมาแล้วข้าก็หาได้สิ้นไร้หนทาง ไม่ใช่ว่าได้บ้านหลังหนึ่งท้ายหมู่บ้านเฉินมาหรือ พวกเราไปใช้ชีวิตที่บ้านหลังนั้นก็ได้แล้ว ส่วนเรื่องหาเงิน ข้ายังพอมีหนทาง ยามอยู่ตระกูลเฟยเงินส่วนใหญ่ก็เป็นข้าที่หามา ตอนนี้ออกมาแล้วจากนี้ก็ไม่ต้องคอยแบ่งให้คนอื่นแค่เจ้ากับลูกข้าจะดูแลพวกเจ้าให้สุขสบายไม่ได้เลยหรือ?”
เหมยซีรู้ดีว่าสามีพูดเช่นนั้นเพราะต้องการปลอบใจนาง ไม่มีทางที่หลังจากนี้พวกเขาจะหาเงินได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน ในเมื่อแผ่นหลังเขาไม่มีตระกูลเฟยคอยค้ำจุ้นการหาเงินมีแต่จะลำบากขึ้นกว่าเดิม
จริงอยู่ที่เมื่อก่อนเขาสามารถหาเงินได้ง่ายด้วยสถานะผู้ฝึกปราณระดับสาม ฐานะของเขาในเมืองถือว่าสูงระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่ายังมีผู้ฝึกปราณระดับสามอีกไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในเมือง
หากไม่ใช่ว่าเบื้องหลังตระกูลเฟยมีผู้อาวุโสเฟยท่านปู่ของเขาที่เป็นถึงผู้ฝึกปราณระดับแปดมีหรือที่เขาจะใช้ชีวิตโดยปราศจากปัญหามาได้จนถึงทุกวันนี้
ตระกูลเฟยหาใช่ตระกูลดีเลิศอะไรย่อมมีคนรู้สึกขัดตาและอยากจะขัดขา สามีไม่มีตระกูลเฟยหนุนหลังแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับหนูตัวน้อยกระโดดลงมาจากหลังเสือ
คิดไปคิดมาพวกเขาก็เดินทางมาถึงส่วนท้ายหมู่บ้านเฉินที่อยู่ใหม่ของพวกเขา
บ้านหลังน้อยที่ตระกูลเฟยแบ่งให้เป็นทรัพย์สินในการแยกบ้าน คือบ้านหลังโทรมตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดเพียงหนึ่งหมู่ ประตูบ้านผุพังแถมยังหายไปบานหนึ่ง ยังดีที่กำแพงบ้านยังอยู่ในสภาพดีถึงรอบกำแพงจะมีหญ้าเถาวัลย์มากมายเกาะอยู่เต็มไปหมดก็ตาม
พอก้าวขาผ่านธรณีประตูเข้ามาด้านใน ฝั่งซ้ายมือจะเป็นลานกว้างเล็ก ๆ มีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง ขวามือคือห้องครัวแบบเปิดโล่งใช้สำหรับทำอาหารแต่เพราะไม่มีการใช้งานมานานจึงมีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมด หน้าห้องครัวมีต้นไม้สูงใหญ่เติบโตแผ่ขยายร่มเงา หลังทำกับข้าวสามารถมานั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ใหญ่ได้
ตัวบ้านหลังไม่เล็กไม่ใหญ่นักเหมาะสำหรับครอบครัวสามคน แต่ติดที่ตัวบ้านเก่าและทรุดโทรมมากเกินไป หน้าต่างเบี้ยวเย่ กระดาษแปะหน้าต่างก็ขาดหลุดลุ่ย ตัวบ้านเต็มไปด้วยฝุ่น หยากใย้ เฟิร์น และเถาวัลย์
“เจ้าอุ้มลูกรออยู่ด้านนอกข้าจะเข้าไปสำรวจด้านใน” เฟยหมิงยกลูกน้อยให้ภรรยาอุ้มแล้วหันหลังก้าวเข้าไปในตัวบ้าน
เหมยซีมองลูกน้อยในอ้อมกอด กล่อมลูกน้อยเบา ๆ
“หนิงเอ๋อร์ต่อจากนี้บ้านหลังนี้ก็คือบ้านของลูกแล้ว ถึงตอนนี้จะดูเก่าไม่น่าอยู่ไปสักหน่อย แต่แม่ให้สัญญาว่าจะพยายามทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับลูก พวกเราสามคนพ่อแม่ลูกจะต้องมีชีวิตที่ดี” เหมยซีโยกกล่อมลูกน้อยที่ถือไม้แกะสลักฝีมือบิดาแน่น เด็กน้อยวัยสี่ปีแต่ร่างกายกลับเหมือนเด็กวัยสองขวบปี ดวงตาเหม่อลอยไร้ประกายใช้ปากงับ ๆ ของเล่นในมือจนน้ำลายย้อยออกมาตามมุมปาก
เหมยซีเห็นก็รีบหาผ้ามาเช็ดให้อย่างไม่รังเกียจ กวาดสายตามองหาพื้นที่พอจะใช้ผ้าปูวางลูกน้อยลงนั่งบนพื้น
“ใต้ร่มไม้แล้วกันนะลูกรัก พ่อเจ้าคงใช้เวลาจัดการอีกสักพักกว่าจะออกมา” ว่าแล้วก็วางลูกน้อยลง ก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้น ขยับมือประสานกันไปมาสร้างค่ายอาคมเล็ก ๆ ปกป้องลูกน้อยเอาไว้ด้านใน
“อยู่เล่นตรงนี้ไปก่อนนะลูกแม่ขอไปดูพ่อเจ้าสักเดี๋ยว” เหมยซีใช้มือเคาะค่ายกลป้องกันของตนเองสองสามครั้งเพื่อความมั่นใจ ก่อนจะเดินไปกางม่านพลังขวางกั้นประตูหน้าบ้านแล้วเดินตามหลังสามีเข้าไปด้านใน
ดวงตาเลื่อนลอยไร้ประกายหันมองตามการเคลื่อนไหวของเหมยซีช้า ๆ แม้ไร้ซึ่งอารมณ์ใดในดวงตาแต่สัญชาตญาณของเด็กน้อยก็ยังสั่งให้มองหาคนที่คอยให้ความอบอุ่นกับตนเอง
เมื่อความอบอุ่นนั้นจางหาย เด็กน้อยที่นั่งจับแทะของเล่นพลันปล่อยของเล่นในมือทิ้ง คลานสี่ขามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มารดาหายไปอย่างเหม่อลอย ขยับปากอ้า ๆ หุบ ๆ คล้ายต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เพราะไม่เคยพูดซ้ำยังไร้ซึ่งความสามารถในการสื่อสารทำให้ปากเล็กนั้นส่งเสียงออกมาได้เพียง
“อา อา แอ แอ !” เด็กน้อยส่งเสียงอู้อี้ไม่ได้ศัพท์ จู่ ๆ น้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาเลยนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกพลันเอ่อคลอ ดวงตาไร้แววเริ่มทอประกายสดใสให้ได้เห็น
ดวงตาพร่าเบลอเปลี่ยนเป็นคมชัด พร้อมเสียงอ้อแอ้ที่กลายมาเป็น
“แม่ พ่อ !” น้ำเสียงเด็กน้อยทั้งเบาและแหบแห้ง ทว่าผู้ใหญ่ในบ้านทั้งสองคนกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน
พวกเขารีบก้าวเร็ว ๆ ออกมาหน้าบ้านด้วยกลัวว่าลูกน้อยจะเกิดอันตราย แต่เมื่อได้เห็นลูกน้อยกำลังทุบม่านพลัง ร้องไห้งอแงเรียกหาไม่หยุด ดวงตาทั้งสองคู่ถึงกับแดงก่ำ
เหมยซียกมือขึ้นปิดปากอย่างอดกลั้น กะพริบตาปริบ ๆ ไล่น้ำตาออกจากปลายหางตา มองลูกน้อยของตนเองพยายามพังม่านพลังออกมา ในใจรู้สึกเช่นไรไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด รู้ตัวอีกทีก็ม่านพลังก็หายไปพร้อมสองแขนที่ยื่นออกมาโอบกอดลูกน้อยเข้าหา
“หนิงเอ๋อร์แม่อยู่นี่ แม่อยู่นี่แล้ว อึก” ไหล่เล็กแคบสั่นไหวพยายามกลั้นเสียงสะอื้นสุดชีวิต เงี่ยหูฟังเสียงร้องไห้โยเยที่ไม่เคยได้ยินมาตลอดสี่ปีเต็ม
ลูกน้อยของนาง ลูกน้อยของนางพูดได้แล้ว
ไม่มีอะไรทำให้นางดีใจได้เท่ากับอาการของลูกน้อยคล้ายหายเป็นปกติ ดวงตาเล็กใสจ้องมองพวกเขาสะท้อนความรักและคะนึงหาพร้อมส่งเสียงร้องเรียกปานจะขาดใจเมื่อต้องห่างไกลกัน
เฟยหมิงเองก็ก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาของบิดาผู้เข้มแข็งแดงรื้น คุกเข่าสองข้างลงกับพื้นโอบกอดภรรยาและลูกน้อย
