ตอนที่ 2 ร่างกายเปลี่ยน
ตอนที่ 2
ร่างกายเปลี่ยน
แผ่นกระดาษอัลตราซาวด์แผ่นเล็ก ๆ ที่แสดงภาพพร่าเลือนของก้อนกลม ๆ ขนาดไม่ถึงสองเซนติเมตรกำลังก่อกำเนิดขึ้นภายในมดลูก ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในซองเอกสารสีขาวบาง ๆ
อินตานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกแข็งหน้าห้องตรวจผู้ป่วยนอก ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนกันไปมา บางคู่ยิ้มแย้มสดใส มือเกาะกุมกันแน่นด้วยความรัก บางคนมีสามีนั่งอยู่เคียงข้างคอยประคองดูแลด้วยความอ่อนโยน
ส่วนเธอ...อินตามีเพียงเงาของตัวเองที่ทอดอยู่บนพื้นเย็นเยียบ กับหัวใจที่กำลังสั่นระรัวราวกับกลองที่ถูกตีอย่างไม่หยุดหย่อน เพราะยังหาที่วางให้กับความรู้สึกทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามาไม่ได้
“คุณตั้งครรภ์ได้ห้าสัปดาห์แล้วครับ เด็กแข็งแรงดี”
คำพูดของคุณหมอยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน ราวกับคลื่นทะเลที่ซัดสาดเข้าฝั่งไม่มีวันจบสิ้น เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมาเป็นเสียงสะอื้น หรือน้ำตาที่ไหลริน เพราะในเวลานี้ มันเหมือนกับว่าน้ำตาในใจของเธอได้ก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่นและหนักอึ้งเกินกว่าที่จะระบายออกมาเป็นหยดได้
หญิงสาวใช้เวลาเดินทางกลับมาถึงห้องพักเช่าเก่า ๆ ของเธอ ห้องเล็กขนาดไม่ถึงยี่สิบตารางเมตรที่เธอเช่ารายเดือนด้วยเงินเพียงน้อยนิดจากงานพิเศษที่ทำอยู่ เธอค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกบาง ๆ ที่วางอยู่บนพื้นไม้เก่าผุพัง เพดานห้องบางส่วนยังมีร่องรอยคราบน้ำที่รั่วซึมจนแห้งไปนานแล้ว และข้างเตียงคือถังน้ำพลาสติกเล็ก ๆ ที่วางคู่กับถุงข้าวสารขนาดสองกิโลกรัม นี่คือโลกทั้งใบของเธอที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านี้เลย
และต่อจากนี้ไป...จะมีอีกหนึ่งชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบเล็ก ๆ ใบนี้ ที่เธอจะต้องดูแลให้ดีที่สุด
อินตาค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเองเบา ๆ สัมผัสถึงความเรียบเนียนที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปภายนอก แต่ข้างในนั้น...เธอรู้สึกได้ว่าโลกทั้งใบของเธอได้เริ่มหมุนไปในทิศทางใหม่ ด้วยแรงขับเคลื่อนของบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่เคยรู้สึกถึงมันได้ชัดเจนเท่านี้
“ลูก...เราจะอยู่ด้วยกันนะ แม่รู้ว่าแม่ไม่อาจมีพ่อที่ดีให้หนูได้ แต่แม่จะรักหนูให้มากพอ...สำหรับสองคนเลยนะ”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังออกมาจากริมฝีปากบาง เธอกำลังให้คำมั่นสัญญากับเจ้าตัวน้อยในครรภ์
ทว่า...โลกใบนี้ไม่ได้อ่อนโยนกับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์โดยไม่มีชื่อของพ่อเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของสายตาที่ตัดสินจากคนรอบข้าง แต่เป็นความจริงอันโหดร้ายที่เธอจะต้องเผชิญ อินตาจะต้องหาทางบอกแม่ที่กำลังป่วย ต้องบอกน้องชายที่ยังไม่ประสา และที่สำคัญที่สุด เธอจะต้องอธิบายกับสังคมเล็ก ๆ รอบตัวว่าเธอไม่ได้ทำผิด...แม้ว่าลึก ๆ แล้ว เธอจะรู้ดีว่าคงไม่มีใครเชื่อคำพูดนั้นเลยก็ตาม
“แม่...หนูมีเรื่องจะบอกค่ะ”
เสียงของอินตาเบาหวิวราวกับลมหายใจที่พร้อมจะเลือนหายไป เมื่อภาพของหญิงวัยกลางคนที่ดูเหนื่อยอ่อนจากอาการป่วย แต่ยังคงยิ้มแย้มอ่อนโยนเสมอ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอมือถือเล็ก ๆ ของเธอ
แม่ของเธอกำลังฟอกไต และแม้ว่าท่านจะไม่ได้ปริปากบ่นถึงความเจ็บปวด แต่แววตาที่ฉายออกมาก็บอกให้รู้ว่าท่านกำลังอดทนอยู่มากมายเพียงใด
“แม่รู้อยู่แล้วลูก” คำตอบของแม่ทำให้อินตานิ่งงันไป เธอไม่คิดว่าแม่จะพูดแบบนี้
“รู้อะไรคะแม่...” อินตาถามกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งหนูจะต้องเจ็บปวดเพราะคนที่หนูไม่ได้รัก...แต่แม่ดีใจที่หนูเลือกที่จะเก็บเขาไว้ เพราะนั่นแปลว่าลูกของแม่ยังมีหัวใจที่อ่อนโยนอยู่เสมอ”
ในวินาทีนั้นเอง น้ำตาของอินตาก็ร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความเสียใจ หากแต่เป็นเพราะความรู้สึกตื้นตันที่ถาโถมเข้ามา แม้ในวันที่ทั้งโลกกำลังตัดสินเธอด้วยสายตาเย็นชา แม่กลับยอมกอดเธอไว้ด้วยคำว่ายินดีที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ
อินตายังคงทำงานเสิร์ฟต่อไปตามปกติ เธอเริ่มสวมเสื้อผ้าที่หนาและหลวมกว่าเดิมเพื่อพยายามปกปิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย และพยายามหลีกเลี่ยงงานหนัก รวมถึงกลิ่นแรง ๆ ที่มักจะทำให้เธอคลื่นไส้และอาเจียน หัวหน้างานของเธอเริ่มสังเกตเห็นว่าอินตาอ่อนแรงลง บางวันเธออาเจียนกลางกะระหว่างที่กำลังทำงาน บางวันก็ต้องขอลาไปพบหมอ
ไม่มีใครรู้ความจริง และเธอก็ไม่ต้องการให้ใครรู้ เพราะอินตารู้ดีว่าคำถามแรกที่จะถูกพ่นออกมาจากปากของผู้คนไม่ใช่คำว่า “มีอะไรให้ช่วยได้บ้างไหม?” แต่จะเป็นคำถามที่เจาะลึกและเจ็บปวดอย่าง “ใครเป็นพ่อเด็ก?”
คืนนั้นหลังเลิกงาน อินตากลับถึงห้องพักด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้าจนแทบจะล้มพับ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป เธอก็เห็นน้องชายวัยสิบเจ็ดปีนั่งเล่นเกมมือถือบนเตียงอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิต
“ภูผา...ทำไมยังไม่นอน”
“พี่ก็เลิกดึกจะตาย แล้วจะให้ผมนอนตั้งแต่สองทุ่มเหรอ?” คำตอบที่ไร้ความใส่ใจของน้องชายทำให้อินตานิ่งไป ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันไม่ได้มาจากลูกในท้องเพียงอย่างเดียว แต่มันมาจากภาระหนักที่เธอต้องเป็น 'หัวหน้าครอบครัว' ทั้งที่ตัวเองยังไม่ทันโตพอ
“เงินค่าขนมที่ให้ไปเมื่อวานล่ะ?” อินตาถามพลางถอนหายใจ
“หมดแล้ว ก็ซื้อของบ้าง เติมเกมบ้าง” ภูผาตอบอย่างไม่ยี่หระ อินตาหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาดู ในนั้นเหลือเพียงแบงก์ยี่สิบสองใบ กับเหรียญอีกไม่กี่บาท ทว่าเธอไม่พูดอะไรออกไป เพราะรู้ดีว่าต่อให้ดุด่าตอนนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ลูกในท้องของเธอยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก แต่เธอก็รู้ดีแล้วว่ากำลังจะต้องเลี้ยง เด็กสองคนไปพร้อมกัน
คืนถัดมา อินตานั่งอยู่ตรงโต๊ะอ่านหนังสือ เล็ก ๆ ภายในห้อง เธอเปิดตำราเรียนปริญญาโทที่ยืมมาจากห้องสมุดวางไว้ ข้าง ๆ กันคือกล่องใส่อาหารที่ยังไม่ได้กิน เพราะอาการคลื่นไส้ที่กลับมาเล่นงานอีกครั้ง
สายตาของเธอมองไปยังหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร แต่หัวใจกลับล่องลอยไปไกลถึงภาพที่เธอพยายามจะลืมเลือนให้สนิทใจ
ชายคนนั้น...ผู้ชายที่มีทุกอย่าง ทั้งชื่อเสียง ฐานะ และอำนาจ แต่กลับพูดกับเธอในเช้าวันต่อมาว่า “เราก็แค่คนแปลกหน้าที่เคยพลาด”ใช่...มันอาจเป็น “พลาด” สำหรับเขา
แต่สำหรับเธอ...มันคือทั้งชีวิตของเธอที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
“ลูกจ๋า...ถึงหนูจะไม่มีพ่อที่ดี แต่แม่จะเป็นแม่ที่ดีที่สุดให้หนูเอง”
อินตากอดกระเป๋าอัลตราซาวด์แน่นราวกับกำลังกอดหัวใจของตัวเองเอาไว้ เธอไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะมืดมิดและยากลำบากแค่ไหน แต่ถ้าจะมีไฟดวงใดดวงหนึ่งที่เธอจะปกป้องและรักษาไว้ด้วยชีวิต เธอเลือกที่จะจุดแสงสว่างในครรภ์เล็ก ๆ ดวงนี้...ให้สว่างไสวไปจนถึงวันสุดท้าย
“เพียงแค่คืนเดียวของเขา...คือทั้งชีวิตของฉัน”
