บทที่ 3 ร้ายมา ร้ายไป (4)
“เดี๋ยวค่ะ” วิลันดาเรียกป้าละอองแล้วขยับตัวหย่อนเท้าลงกับพื้น
“มีอะไรเหรอคุณ?”
“ป้าชื่ออะไรคะ แล้วทำงานในฟาร์มด้วยหรือเปล่า” แค่อยากรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับฟาร์มหอยมุกแห่งนี้ และเชื่อว่าจะได้รับคำตอบบ้าง
“ชื่อละอองค่ะ ป้าเป็นแม่ครัวบ้านนายหัว”
“แล้วผู้หญิงที่ชื่อบุปผาล่ะคะ เธอเป็นใคร”
“นังบุปผามันดูแลเรื่องงานบ้านให้นายหัว ทำไมเหรอคะ”
“อ้อ คือดูบุปผาไม่เหมือนชาวเกาะเลยค่ะ”
“อ้อ นังบุปผาเป็นเด็กที่นายใหญ่กับนายแม่รับมาเลี้ยงน่ะค่ะ พ่อแม่มันเป็นคนกรุงและตายตั้งแต่มันได้สิบขวบ พอโตขึ้นมันก็ขี้เกียจเรียนหนังสือ เลยขอมาทำงานกับนายหัวที่เกาะนี่แหละ” ป้าละอองตอบเสียกระจ่าง อาจเป็นเพราะรู้สึกถูกชะตากับวิลันดาด้วยก็ได้
“แล้วผู้ชายที่ชื่อเดชาล่ะคะ”
“เดชาก็เป็นเด็กที่นายหัวส่งเสียให้เรียนเหมือนกัน เดชาเป็นผู้จัดการที่ฟาร์มหอยมุก”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำแล้วก็ไม่ถามอะไรอีกจนป้าละอองเดินออกไป
วิลันดามองหญิงวัยกลางคนจนลับตาพร้อมประตูที่ถูกปิดไว้ตามเดิม การสอบถามเอาจากป้าละอองมันทำให้เธอได้รู้อะไรหลายอย่าง บุปผาไม่ใช่ลูกหลานคนงานที่นี่จริงๆ ส่วนเดชาก็เป็นถึงผู้จัดการฟาร์มหอยมุก ไม่เบาเลยทีเดียว ที่แปลกใจคือเดชานะเหรอเป็นเด็กที่นายหัวเพลิงส่งเสียให้เรียน คนหน้าตาเหี้ยมโหดคนนั้นนะเหรอจะมีน้ำใจเจือจานคนที่อ่อนด้อยกว่า
กลิ่นหอมของแกงจืดหมูสับเรียกน้ำย่อยของวิลันดาได้ไม่น้อย หญิงสาวเข้าไปนั่งอยู่ใกล้กับถาดอาหาร มือบางสั่นน้อยๆ ด้วยความหิว ต้องกินมันเข้าไปเพื่อความอยู่รอด ไม่นานจานข้าวพร้อมแกงจืดรสเลิศก็หมดลง ตามมาด้วยน้ำที่หญิงวัยกลางคนเอามาให้ทั้งขวดเมื่อดื่มจนอิ่มวิลันดาเลยเก็บมันไว้ที่มุมแคร่ไม้ติดกับผนังเพื่อเอาไว้ดับกระหายยามที่เธอต้องอดข้าวอีก และแล้วมื้อเช้าก็ผ่านพ้นไป
วิลันดานั่งมองเหม่อลอยอยู่ในกระท่อม ไม่ได้ออกไปไหน และบุปผาเข้ามาอีกครั้งในตอนเย็น ข้าวไข่เจียวที่บุปผาเอามาให้ ไม่อยากแตะต้องมันเลย แต่เพราะต้องกินเพื่อให้ตัวเองมีแรงสู้รบกับพวกจิตใจโหดร้าย เพื่อจะได้เป็นอิสระและจะกลับบ้าน วิลันดาสัญญากับตัวเองไว้ว่าถ้าหนีออกจากที่นี่ไปได้จะไม่กลับมาเหยียบที่เกาะนี้อีกเลย
“ทำไม หรือว่าไม่กิน”
“กิน”
“ก็รีบๆ เข้าสิฉันจะได้เอาจานกลับ ขี้เกียจเดินหลายรอบ ถ้าไม่ใช่เพราะนายหัวสั่งให้เอาข้าวมาให้เธอนะ จ้างฉันสักล้านฉันก็ไม่เอามาให้ผู้หญิงไร้ยางอายอย่างเธอหรอก”
“ดีนะที่ตอนนี้ฉันไม่อยากทะเลาะกับเธอ ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะกลับไปโดยที่หน้าเธอไม่ช้ำนะ”
บุปผาเบ้ปากแต่ก็ยังหวั่นๆ อยู่เหมือนกัน เห็นวิลันดาตัวเล็กบอบบางก็จริง แต่แรงของวิลันดาก็มากเท่าๆ กับหญิงร่างอวบอัดอย่างเธอเลยทีเดียว
วิลันดาจัดการกับข้าวไข่เจียวที่ไร้รสชาติภายในเวลาต่อมา บุปผาเลยเดินกลับพร้อมจานเปล่าทันทีและปิดประตูตามหลังจนกระท่อมหลังน้อยสั่นสะเทือน วิลันดาคิดว่าต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมนายหัวเพลิงถึงดูโกรธพี่ชายเธอมากมายถึงขณะนั้น แล้วทำไมต้องเอาเธอมาขังไว้ไม่ปล่อยกลับบ้าน ก็พี่ชายเธอดูจะไว้วางใจนายหัวเพลิงและไม่ได้ส่ออะไรให้เห็นว่าทั้งสองมีเรื่องทะเลาะผิดใจกันเลย มีแต่เพลิงเท่านั้นที่ดูจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ฝ่ายเดียว
บรรยากาศรอบด้านเริ่มมืดลงทุกที วิลันดาเลยอาบน้ำอาบท่าพร้อมทั้งถอดชุดชั้นในของตัวเองออกซักด้วย เหลือไว้แต่เสื้อผ้าชุดเดิมที่ใส่มา ซึ่งก็เป็นวันที่สามแล้วที่ใส่เสื้อตัวเดิมโดยไม่มีใครใจดีหยิบยื่นมาให้ นอกจากเดชาที่เอาเครื่องใช้อาบน้ำมาให้เท่านั้น
วิลันดาเอนร่างลงนอนบนแคร่ไม้ ทุกครั้งที่ขยับมันจะร้องประท้วงถึงน้ำหนักจนวิลันดากลัวว่ามันจะพังเอาไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง พลางคิดไปถึงนายเหนือหัวของเกาะสีมุกแห่งนี้จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมทะเลที่กระโชกแรงหอบเอาลมหนาวเข้ามาในกระท่อม
เพลิงเองก็กลับมาในช่วงค่ำ เขาบอกกับบิดา มารดาว่าจะกลับตั้งแต่เช้า แต่จนแล้วจนรอดเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยของมารดาแล้วเขาก็เลยตัดใจอยู่จนกระทั่งมืดค่ำจึงได้กลับมาที่เกาะ
