บทที่ 3 ร้ายมา ร้ายไป (1)
เพล้ง!
จานข้าวตกลงมาตรงหน้าของวิลันดา จนข้าวในจานหกกระจายเกลื่อนแคร่ไม้ที่วิลันดากำลังนั่งหมกตัวอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก
“กินเข้าไปสิ” นิ้วเรียวไม่เหมือนกันเป็นคนทำงานบ้านกรีดชี้ลงไปยังจานข้าว
“ข้าวเปล่านี่นะเหรอ” วิลันดาขยับจานเข้ามาดู แล้วก็ทิ้งมันลงดังเดิม
“บุญเท่าไรแล้วที่มีให้กิน” บุปผายืนกอดอกมองวิลันดาด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ฉันไม่กินถ้าไม่มีกับข้าวมาด้วย” วิลันดาสะบัดหน้าหนี บุปผาเบ้ปากใส่แต่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น
“ไม่กินก็ตามใจ ฉันเอามาให้เธอแล้วนะ” บุปผาก้มลงเก็บจานข้าวเดินลอยหน้าลอยตาออกไปจากกระท่อมตามด้วยประตูที่ปิดลง
“คนในเกาะนี้เขาใจดำกันจังนะ” เสียงเปรยดังๆ ทำให้เท้าของบุปผาชะงัก หมุนตัวกลับมาในกระท่อม พร้อมทั้งทิ้งจานข้าวไปยังแคร่ไม้ข้างตัววิลันดาอีกครั้ง
“ถ้าคนที่อยู่ในกระท่อมนี้ไม่ใช่เธอ คนทั้งเกาะก็ไม่มีใครเขาใจดำหรอก รู้ไว้ด้วย”
“เหรอ แต่ฉันว่า โดยเฉพาะเธอน่ะ ทั้งใจดำ ทั้งโง่ ไม่เจียมตัว ไม่รู้ว่านายหัวจะเลี้ยงให้เสียข้าวสุกทำไม”
“อีวิลันดา!” บุปผาชี้หน้ามือไม้สั่น
“จะทำไมฉัน” หญิงสาวลุกขึ้นตั้งท่ารอบุปผาแต่ร่างบางเซน้อยๆ หน้ามืดกะทันหันเพราะการอดข้าว
บุปผาเปลี่ยนท่าที ร่างอวบในชุดที่ไม่แตกต่างจากวันแรกที่วิลันดาเหยียบเข้ามาที่เกาะยืนเท้าสะเอวแล้วยิ้มเยาะความอวดดีของวิลันดา “ไงล่ะ แม่คนเก่ง แน่จริงก็เข้ามาสิ อีนังบุปผาคนนี้แหละ จะจับแกโยนทะเลแทนนายหัวเอง อย่าเลี้ยงไว้ให้เปลืองข้าวเปลืองน้ำเลย คนอย่างแกกับพี่ชายแก สมควรตายอย่างทรมาน ไม่น่าจะมายืนท้าทายคนโน้นทีคนนี้ที”
บุปผาเดินไปรอบๆ ร่างของวิลันดาที่ยืนนิ่ง “แต่เธอก็เก่งนะที่กล้ามาที่นี่ ไอ้ไกรศรมันคงไม่กล้ามาด้วยตัวเองสิ เลยส่งเธอมา หรือมันหวังอะไร ท่าทางหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ หรือไอ้บ้านั่งมันวางแผนให้แกมาจับนายหัว ใช่ไหม บอกมาสิ” บุปผาบีบปลายคางเรียว วิลันดาสะบัดหน้าจนหลุดแล้วผลักร่างอวบจนก้นจ้ำเบ้ากับพื้นทราย
“เธอมันความคิดต่ำทรามเลยได้แต่ทำงานรองมือรองเท้าของคนอื่น และคงเป็นเช่นนี้ไปจนตาย”
บุปผาลุกขึ้น “มันเรื่องของฉัน แกอย่าหวังจะใช้ความสาวความสวยจับนายหัวเลย ฉันไม่ยอม และนายหัวต้องเป็นของฉันคนเดียว จำไว้อีนังบ้า”
“เขาคงเอาเธอหรอกนะ เขาทั้งหล่อ ทั้งรวย จะหาสวยๆ ระดับนางงามนานาชาติก็ได้ เธอมันกระจอกเกินไปสำหรับเขา” ทั้งที่วิงเวียนแต่ก็อยากตอกกลับบุปผาไปบ้าง ไม่อย่างนั้นบุปผาจะได้ใจจนกดหัวเธออยู่ร่ำไป
“อ้าย! อีวิลันดา ปากแกน่าจะเอาน้ำกรดราดนะ อีบ้า” บุปผาเต้นเร้าๆ
“ทำไม ไม่พอใจเหรอ ฉันพูดแทงใจดำล่ะสิ ที่จริงจะว่าไปฉันก็เหมาะกับเขาดีนะ ที่เธอพูดมามันก็ดีเหมือนกัน ฉันน่าจะใช้ความสาวความสวยให้เป็นประโยชน์น่าจะดี คงไม่ต้องทนนอนกระท่อมซอมซ่อนี้อีก” วิลันดาแกล้งบุปผาไปอย่างนั้นเอง หญิงสาวไม่สิ้นคิดจะใช้เรือนร่างไต่เต้าให้ตัวเองสุขสบายหรอก ไม่อยากเป็นที่ครหาในภายหลัง
“เห็นไหม เดาแล้วไม่ผิด แกคิดจะจับนายหัวจริงๆ ฝันไปเถอะ ถ้ายังมีอีนังบุปผาคนนี้อยู่ แกอย่าหวังจะได้นายไปครอบครอง แกนั่นแหละที่สมควรจะเจียมตัว” บุปผาใช้นิ้วผลักศีรษะจนวิลันดาหน้าหงาย มือบางแนบลำตัวกำแน่น
“ไม่แน่นะ เขาอาจติดใจฉันก็ได้ ฉันเองก็ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เหมือน...” แกล้งลากเสียงแล้วมองร่างอวบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “นายหัวคงไม่อยากกินของเหลือใคร”
“กรีด! อี...” บุปผากายสั่นด้วยความโกรธ
วิลันดาพูดแทงใจดำ เหมือนรู้อะไรเกี่ยวกับบุปผามา แต่จริงๆ วิลันดาไม่รู้อะไรด้วยซ้ำแค่พูดเพื่อให้บุปผาเจ็บใจบ้างก็เท่านั้น
“นี่แนะ” บุปผาก้มลงกำทรายยัดใส่ปากวิลันดา แต่หญิงสาวหุบฉับแล้วบ่ายเบี่ยงให้พ้นร่างอวบ แต่ทำได้ยากเพราะบุปผาร่างใหญ่กว่า เรี่ยวแรงรึก็มากกว่า
ร่างอวบขึ้นคร่อมแล้วใช้ทรายขยี้ทั้งใบหน้าเนียนโดยเฉพาะที่ปาก หมายให้วิลันดารู้สำนึกว่าอย่ามาปากเสียกับตนอีก จนกระทั่งทรายหลุดเข้าไปในปากเล็กน้อย วิลันดาไอติดๆ และพยายามถ่มน้ำลายไล่ทรายและเศษขยะออก แต่บุปผากดมือปิดปากเรียวไว้แน่น แล้วก็หัวเราะชอบใจเมื่อวิลันดาดิ้นรนตีโพยตีพายแต่ช่วยตัวเองไม่ได้
“นี่ยังน้อยไปสำหรับแกนังวิลันดาหน้าลิง”
วิลันดาลุกขึ้นได้ก็ผลักร่างบุปผาลงไปนอนใต้ร่างตัวเองบ้าง แล้วก็ถ่มทรายใส่หน้า ทรายที่ทำให้เธอเกือบหายใจไม่ออก บุปผาใช้มือปาดทรายพร้อมน้ำลายบนใบหน้าขึ้นมาดูก่อนจะเอากลับด้วยการใช้มือข้างนั้นฟาดหน้าวิลันดา จนหญิงสาวหน้าหันแล้วหลุดจากร่างของบุปผาไป
“แกมันจะสะอาดกว่าฉันตรงไหน หรือตัวสั่นทนรอไม่ไหว ฉันจะหาใครมาช่วยแก้เหงาให้เอาไหม”
“เธอนั่งแหละที่สกปรก ไปนอนกับใครมาบ้างล่ะ แล้วได้ค่าทำนมมาเท่าไรเหรอ” ใช่ อกบุปผามันเติบโตเกินตัว จะใช้เงินไปทำมาหรือไม่เธอไม่รู้แน่ชัด
“อี... ยังไม่เลิกปากเน่าอีกเหรอ” บุปผาชี้หน้าตัวสั่น เท้างามกระทืบไม่หยุด
