บทที่ 1 เกาะสีมุก (3)
“หยุดนะ! เธอเป็นใครถึงกล้ามาว่าพี่ชายฉันอย่างนี้” วิลันดาตัวสั่นด้วยความโกรธไม่พอใจบุปผาเป็นอย่างมากที่ว่าพี่ชายเธอเสียๆ หายๆ
“ทำไมฉันจะว่าไม่ได้ แกคงเป็นอีกคนสินะที่จะเข้ามาหลอกนายหัว อย่าหวังว่านายหัวจะเสียโง่พวกแกอีกนะ แค่ครั้งเดียวพวกแกก็อยู่ไม่สุขแล้วไม่ใช่เหรอ” บุปผายกมือขึ้นเท้าสะเอวทั้งสองข้าง เอียงคอมองวิลันดาอย่างไม่ยอมลดละเช่นกัน
“เธอพูดอะไรของเธอ ฉันไม่รู้เรื่อง อย่ามาพูดมากดีกว่าฉันจะไปพบนายหัว” พูดจบวิลันดาก้มลงคว้ากระเป๋าแล้วจ้ำอ้าวเข้าไปในเกาะทันที โดยมีบุปผาเต้นเร้าด้วยความไม่พอใจแล้วรีบวิ่งตามหลังมา
วิลันดาก้าวฉับๆ เดินตรงไปถามหาที่พักของนายหัวกับชาวบ้านในเกาะ ชาวบ้านคนนั้นดูจะงงแต่ก็ยอมตอบโดยดี วิลันดาเดินไปทางเนินเขาโดยผ่านทางหมู่บ้านเล็กที่เป็นทางเดินแคบๆ ผ่าระหว่างเกาะที่ดูจะไม่เล็กนัก วิลันดาเดินมาเกือบสิบห้านาทีก็ยังไม่ถึงสักทีจนเริ่มลังเลเลยต้องแวะถามทางอีกทีทั้งที่เห็นบ้านสวยๆ อยู่ไม่ไกลนัก แต่เมื่อเดินจริงๆ ทำไมถึงไกลนักก็ไม่รู้
บ้านของนายหัวเพลิงตั้งอยู่บนเนินเขาสูงขึ้นไป เกือบจะเรียกได้ว่าท้ายเกาะเลยทีเดียว วิลันดาเหนื่อยหอบ ใบหน้าชื้นเหงื่อแต่ก็เดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงบ้านสวยกว้างขวางสมกับเป็นบ้านของเจ้าของเกาะและธุรกิจจิวเวลรี่จริงๆ
“นี่หยุดนะ! แกจะทำอะไรฉันบอกว่าห้ามใครรบกวนนายหัวไง ไม่ได้ยินหรือ” บุปผาวิ่งเข้ามาขวางหน้าพร้อมทั้งยกสองแขนกางกั้นไม่ให้วิลันดาเข้าไปภายในตัวบ้าน
“ฉันอุตส่าห์มาถึงนี่ จะไม่ให้พบนายหัวได้ไง” วิลันดาทิ้งกระเป๋าลงข้างๆ ต่อต้านบุปผาเต็มที่
“กลับไป! แล้วไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก แกกับพี่ชายแกคงจะเหมือนกันนั่นแหละ” บุปผาชี้นิ้วไล่ส่งวิลันดา
“เธอพูดบ้าอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว พี่ชายฉันไปทำอะไรให้เธอ”
บุปผาแบะปากจนดูน่าเกลียด “อย่ามาตอแหลเลย น้ำหน้าอย่างเธอหรือจะไม่รู้ว่าพี่ชายเธอทำอะไรไว้กับนายหัวบ้าง”
“ท่าทางเธอจะพูดไม่รู้เรื่อง ไปบอกนายเธอมาคุยกับฉันดีกว่า”
“ฉันบอกว่านายไม่พบใคร ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ เวลานี้เป็นเวลาส่วนตัว เธอกลับไปได้แล้ว” เสียงสุดท้ายของบุปผายังไม่ทันจบ ก็แทรกมาด้วยเสียงห้าวกังวาน
“ทำบ้าอะไรกันวะ! เสียงดังเข้าไปถึงข้างใน” เสียงห้าวกระด้างดังมาจากด้านหลังของบุปผาที่กำลังยืนจังก้ากันท่าไม่ให้แขกเข้าพบเจ้าของเกาะ
วิลันดามองเลยตัวบุปผาไปทันที พบชายหนุ่มร่างสูงผิวคร้ามแดดเล็กน้อยจาก แต่ก็ถือว่ายังขาวอยู่ดี อายุราวสามสิบสามสามสิบสี่เท่ากับพี่ชายของเธอ เรือนร่างสูงใหญ่ยิ่งส่งให้เขาดูมีพละกำลังเหนือกว่าสิ่งอื่นใดในโลก ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครากำลังบอกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขามองตรงมาทางวิลันดา สายตาคมมาดดุจับตรงที่ดวงหน้าเรียวรูปไข่ของสาวแปลกหน้า
“เธอเป็นใคร!” เสียงห้าวกระด้างถามมาเหมือนตวาด
“ฉัน... วิลันดา” น้ำเสียงของเขาทำให้วิลันดาแทบจะถอยหลังกลับเชียงใหม่
“มันเป็นน้องสาวของไอ้ เอ่อ คุณไกศรค่ะ” วิลันดายังไม่ทันตอบ บุปผาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อนพร้อมทั้งวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มมาดดุ
เพล้ง!
กระถางต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ ร่างสูงใหญ่แตกกระจายด้วยแรงกระทบจากเท้าของนายเหนือหัวของที่นี่ เพลิงเตะกระถางต้นไม้ที่ประดับอยู่หน้าบ้านเพื่อระบายความโกรธ สายตาคมตวาดมองวิลันดาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่วิลันดาจะรู้ได้ยังไงว่าเขากำลังโกรธเรื่องอะไรกันแน่
“ฉันบอกว่าไม่รับการใช้หนี้วิธีนี้ไง แล้วเธอยังหน้าด้านมาอีกทำไม กลับไปซะ!” เพลิงชี้หน้าว่าตรงๆ ท่าทางคุกคาม พูดในลักษณะเดียวกับบุปผาที่วิลันดาเองก็ไม่เข้าใจ
“คุณพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง ใครใช้หนี้” วิลันดายอมรับว่ากลัวและเกรงในท่าทางเขา แต่ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรจริงๆ เขาคงเข้าใจอะไรผิดไปเป็นแน่
“กลับไป!” เสียงแข็งตวาดมาอีกครั้ง ทั้งวิลันดาและบุปผาสะดุ้งขึ้นมาพร้อมกัน บุปผานั้นมองนายหนุ่มด้วยใบหน้าหวาดหวั่นพร้อมทั้งถอยห่างร่างสูงไปหลายก้าว
“ก็พี่ไกรบอกว่าให้ฉันมาคุยเรื่องธุรกิจแทนเขา เขาบอกว่าเขากับคุณจะทำธุรกิจร่วมกัน แล้วคุณมาไล่ฉันทำไม” หญิงสาวเชิดหน้าใส่เขาเช่นกัน อยู่ไม่อยู่ก็มาไล่กันหน้าตาเฉย คิดหรือว่าท่าทางวางอำนาจของเขาแบบนั้น คนอย่างวิลันดาจะกลัว แค่ไม่ทันได้ตั้งรับมากกว่า ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าเพื่อนรักของพี่ชายจะต้อนรับกันด้วยวิธีนี้
“หน้าด้าน! กลับไป! ไม่อย่างนั้นเธอได้เจอดีแน่” เพลิงข่มขู่เสียงต่ำ
“ไม่ค่ะ จนกว่าฉันจะรู้เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับธุรกิจที่คุณกับพี่ชายฉันจะทำร่วมกัน” วิลันดากลัวเสียที่ไหน อุตส่าห์นั่งรถมาทั้งวันทั้งคืน จะให้กลับไปมือเปล่ามันง่ายเกินไป อย่างน้อยก็ทำเรื่องที่พี่ชายสั่งไว้ให้เสร็จเสียก่อน แต่ไม่เข้าใจว่าคนที่พี่ชายอ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทถึงได้ดูเหมือนว่าโกรธเกลียดกันเสียนักหนา
“เธอต้องการอย่างนั้นแน่ใช่ไหม” เพลิงก้าวล้ำมาข้างหน้าอีกก้าว เอ่ยถามเสียงดุกระด้างถึงการตัดสินใจของวิลันดา
“ใช่” ยืนยันอย่างหนักแน่น พร้อมใบหน้าเรียวสวยเฉียบเชิดขึ้น
“บุปผา ไปเรียกเดชามา” เขาสั่งบุปผาแต่ยังคงจ้องวิลันดาเขม็ง
บุปผารีบวิ่งจากตรงนั้นกลับไปทางที่สองสาวเดินมาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ตรงไปยังบ้านพักหลายหลังที่ปลูกเรียงรายกันรวมทั้งบ้านพักของบุปผาเองด้วย บ้านของเดชาอยู่ติดกับบ้านบุปผาและเป็นหลังที่ใหญ่มากกว่าของคนงานทั้งหลาย เพราะเดชามีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการฟาร์ม นั่นก็หมายความว่าใหญ่รองมาจากนายหัวเพลิงนั่นเอง
“ฉันให้โอกาสเธอแล้ว ไม่กลับก็ได้ แต่เธอต้องชดใช้สิ่งที่พี่ชายเธอทำไว้ด้วย”
“คุณพูดอะไร พี่ชายฉันไปทำอะไร คุณกับเขาเป็นเพื่อนรักกันไม่ใช่เหรอ” วิลันดางงจัด สองคนเอาแต่กล่าวหาพี่ชายเธอ แล้วมันเรื่องอะไรกัน ท่าทางก็ดูคุกคามจนไม่น่าจะใช่เรื่องปกติแน่นอน
