บทที่ 1 เกาะสีมุก (2)
วิลันดามาถึงท่าเรือในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมาและตรงไปสอบถามเรื่องที่เธอต้องต่อเรือเข้าไปยังเกาะส่วนตัวของนายหัวเพลิงเพื่อนสมัยเรียนของพี่ชายที่ตกลงทำธุรกิจกัน แต่วิลันดายังไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนักเกี่ยวกับธุรกิจที่ทั้งสองจะทำร่วมกัน
ไม่มีเรือที่จะเข้าไปที่เกาะสีมุกแห่งนั้น ต่างบอกว่าเป็นที่ส่วนบุคคลห้ามคนนอกเข้า วิลันดาเลยยอมเสียเงินมากอยู่เพื่อจ้างเรือเข้าไปยังเกาะของนายหัวเพลิง การเดินทางใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีกว่าที่เรือจะเข้ามาจอดเทียบท่าเรือของเกาะที่เป็นฟาร์มหอยมุก จากสายตาที่มองผ่านๆ วิลันดาเห็นด้านหน้าของเกาะ มีหาดทรายขาวสะอาดสวยงาม เบื้องหลังเป็นเนินเขา สูงขึ้นไปมีบ้านหลังเล็กหลังน้อยอยู่เรียงรายแต่ไม่ถึงกับแน่นขนัดจนดูเหมือนรีสอร์ตริมทะเลในเมืองดังๆ มีบ้านหลังใหญ่สีขาวสะอาดตา ดูสวยหรูสองชั้น ที่สร้างขึ้นบนเนินเขาสูง วิลันดาพอจะทราบมาบ้างว่าการทำฟาร์มหอยมุกจำเป็นต้องหาทำเลที่มีน้ำสะอาดที่สุด เพื่อคุณภาพของมุก วิลันดาเห็นชาวบ้านหรือที่เธอคิดว่าน่าจะเป็นคนงานของฟาร์มหอยมุก ก็เลยตรงไปหาอีกฝ่ายทันที
“ขอโทษค่ะ คือฉันจะพบนายหัวเพลิงได้ที่ไหนคะ?”
“นัดนายหัวไว้หรือ?” ชายวัยห้าสิบกว่าเอ่ยสำเนียงใต้ แต่วิลันดายังพอเข้าใจ ร่างผอมดำนั้นผละจากงานที่กำลังทำ หันกลับมามองสำรวจวิลันดาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เอ่อ นัดค่ะ”
“ชื่อไร ผมจะได้ไปรายงานนายหัวก่อน”
“ฉันวิลันดาค่ะ บอกนายหัวว่าฉันเป็นน้องสาวของพี่ไกรศร จะมาคุยเรื่องธุรกิจแทนพี่ชายฉันค่ะ” วิลันดาเอ่ยยิ้มๆ คิดว่าคงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีหากลุงคนงานคนนี้รู้ว่าเธอเป็นน้องสาวเพื่อนสนิทของเจ้าของเกาะแสนสวยแห่งนี้ แต่เปล่าเลย ชายผิวคล้ำ ผอม มองเธอด้วยสายตาเปลี่ยนไป จากที่มีท่าทีเฉยเมย แต่เมื่อวิลันดาพูดถึงชื่อพี่ชาย สายตาคู่นั้นกลับมองมาเหมือนคนที่โกรธแค้นกันมาสักร้อยปี แต่ถึงกระนั้นร่างผอมคล้ำนั้นยอมเดินจากไปเพื่อรายงานผู้เป็นนายเหนือหัวของที่นี่ วิลันดายังอยู่ที่เดิม มองชายวัยเลยกลางคนผู้นั้นค่อยๆ เดินห่างออกไปเรื่อยๆ
“มีอะไรลุงบุญมี ลุงก็รู้เวลานี้เป็นเวลาส่วนตัวของนายหัว ห้ามใครรบกวน” บุปผายืนเชิดหน้าใส่บุญมีที่บังอาจเข้ามาในบ้านของนายหัวเพลิงทั้งที่รู้อยู่ว่าขณะนี้เป็นเวลาส่วนตัว ห้ามใครหน้าไหนเข้ามาเด็ดขาด โดยไม่มีการยกเว้นด้วย นอกจากเธอคนเดียวที่ต้องอยู่คอยรับใช้
“มีคนมาหานายหัว บอกว่าเป็นน้องของคุณไกรศร” ลุงบุญมีเอ่ยเสียงไม่ดังนักเพราะกลัวจะไปรบกวนเจ้านาย เอาไว้ให้บุปผาไปรายงานน่าจะดีกว่า
“น้องไอ้ไกรศร! หน็อย มันไม่กล้ามาคุยกับนายหัวเองจนต้องส่งน้องมันมาแทนเลยเหรอ ไหน... มันอยู่ไหน พาฉันไปดูมันหน่อย ฉันจะด่าให้หันหลังกลับแทบไม่ทันเลยคอยดู”
“ไปบอกนายหัวก่อนดีกว่า”
“ฉันขอไปดูหน้ามันก่อน นายหัวเพิ่งจะงีบไปไม่นานนี้เอง ใครกล้าปลุกก็เอาสิ ฉันไม่เอาด้วยหรอก” บุปผาแบะปาก
“ไปดูเอาเอง อยู่ที่ท่าเรือ ลุงจะไปที่ฟาร์ม อย่าลืมบอกนายหัวนะ” บุปผาพยักหน้าส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง เธอจะไล่ให้กระเจิงไปก่อนที่จะได้เจอนายหัวเพลิงผู้โมโหร้าย ดุ กระด้างและไม่เคยง้อใคร
บุปผาเดินออกมาจากบ้านของนายหัวเพลิงด้วยความเร่งรีบ บ้านของเพลิง เทพธากร อยู่คนละฝั่งกับบ้านคนงานและฟาร์มหอยมุก ซึ่งหากไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ จะไม่มีใครกล้าล่วงล้ำเข้าไปบริเวณบ้านของเพลิงเจ้านายเหนือหัวเลย ยกเว้นละอองหญิงวัยกลางคนที่ดูแลเรื่องอาหารการกินของนายหัว เมื่อหมดหน้าที่ในตอนบ่ายก็จะกลับบ้านของตัวเอง ส่วนบุปผาคอยดูแลเรื่องความสะอาด เก็บกวาดเช็ดถู เรื่องเสื้อผ้า ต่างๆ นานา หรือแม้แต่เรื่องบนเตียงบุปผาก็เต็มใจปรนนิบัติหากเพลิงจะเรียกใช้ แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่เพลิงจะหลวมตัวไปกับบุปผา
บุปผาชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวร่างบางระหงในชุดกางเกงยีนเสื้อยืด ดูทะมัดทะแมง หญิงนั้นยืนอยู่ที่ท่าจอดเรือ ข้างกายมีกระเป๋าเป้ใบเล็กวางอยู่
“อีนี่หรือน้องไอ้ไกรศร คิดว่าจะเป็นผู้ชายเสียอีก” บุปผาบ่นพำอยู่คนเดียวก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปหาหญิงสาวร่างบอบบางปลิวลม ไม่เหมือนบุปผาที่ร่างอวบอัดน่าฟัดไม่หยอก
“นี่เธอ มาหานายหัวเหรอ”
วิลันดาหันไปหาเสียงสำเนียงชาวกรุงที่กำลังเรียกเธออยู่ พบเป็นสาวร่างอวบอัดดูเย้ายวน ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ ร่างอวบนั้นใส่เพียงเสื้อกล้ามตัวสั้นเหนือเอว โชว์สะดืองามกับกางเกงขาสั้นจนเกือบจะเห็นแก้มก้น แต่ดูเจ้าหล่อนจะไม่สนใจกับมันมากนัก ผู้หญิงคนนี้ดูไม่ค่อยเหมือนลูกชาวบ้านเท่าไร เพราะดูจากผิวพรรณแล้ว ถึงจะไม่ขาว แต่ก็ดูเรียบเนียนเป็นสีน้ำผึ้งจึงไม่น่าจะเป็นชาวเกาะ ไหนจะสำเนียงที่เปล่งออกมาเหมือนคนใช้ภาษากลางมาเสียจนชิน
“ใช่ค่ะ ฉันต้องการพบนายหัว เมื่อกี้มีลุงคนหนึ่งไปเรียนนายหัวให้แล้วค่ะ”
“อ้อ ลุงบุญมี นายไม่พบใครตอนนี้หรอก เชิญกลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ หรือไม่ก็ไม่ต้องมาอีกเลย”
“ฉันมาจากเชียงใหม่ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนายหัวเรื่องธุรกิจที่พี่ชายฉันกับนายหัวลงทุนร่วมกัน ฉันคงกลับไปตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่าง เรือที่ฉันจ้างให้มาส่ง เขาก็กลับไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นฉันต้องพบนายหัวเพลิงตอนนี้ค่ะ” วิลันดาบอกเจตจำนงของเธอไปและจะไม่ยอมออกจากเกาะเด็ดขาดหากไม่เจอตัวนายหัวเพลิง
“เอ๊ะ พูดไม่รู้เรื่องเหรอ เวลานี้เป็นเวลาส่วนตัวของนายหัว ห้ามใครหน้าไหนไปรบกวนทั้งนั้น” บุปผาชักไม่พอใจที่หญิงสาวมาต่อปากต่อคำกับเธอ เพราะคนในเกาะรู้ว่าเธอใกล้ชิดนายหัวเพลิงมากที่สุด มากจนไม่มีใครกล้าเถียงสักคน
“แม้แต่คนที่กำลังจะทำธุรกิจร่วมกันอย่างนั้นเหรอ?” วิลันดาเองก็ชักเสียงแข็งขึ้นมาเหมือนกัน หญิงสาวไม่ใช่คนยอมใครอยู่แล้ว
“ทำธุรกิจอะไรของเธอ อย่ามามั่ว ฉันจะให้เรือที่นี่ไปส่ง”
“ไม่! ฉันต้องการพบนายหัวเดี๋ยวนี้” วิลันดายื่นคำขาด เธอรึอุตส่าห์มาจากเชียงใหม่ นั่งรถมาทั้งวันทั้งคืนเพลียจะแย่ ยังไม่ทันได้พบคนที่ต้องการพบ อยู่ๆ ก็จะไล่ให้กลับ ไม่มีทางเสียละ
“พูดไม่รู้เรื่องหรือไงนังหน้าด้าน แกก็คงเหมือนพี่ชายของแก ขี้โกง หน้าตัวเมีย ไอ้ผู้ชายเลวทรามสับปลับ” บุปผาเผยธาตุแท้ทันที
