บท
ตั้งค่า

3

ปัจจุบัน

“ว่าไง? ไหนลองบอกคุณสมบัติของเธอมาซิ ว่าเธอมีดีอะไรฉันถึงต้องรับเธอเข้าทำงาน?” ภาม ชลทรัพย์ ลูกชายคนโตของคุณธนวัติ ชลทรัพย์ เจ้าของธุรกิจอาหารแปรรูปรายใหญ่ในเอเชียกำลังถามฉันด้วยสายตาและน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ต่างจากคนเป็นพ่อของเขาเท่าที่ฉันจำได้ และนั่นทำให้ฉันหายใจไม่ทั่วท้องเอาเสียเลย

แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจนักหรอกว่าที่ตื่นเต้นและประหม่าจนสั่นไปทั้งร่างในตอนนี้จะเป็นเพราะน้ำเสียงนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ของเขา หรืออาจเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาที่หล่อจัดของเขากันแน่

ใช่... ฉันพอจะได้ยินคำร่ำลือมาบ้างว่าเขาเป็นหนุ่มหล่อที่หาตัวจับยากคนหนึ่งในวงการไฮโซ แต่ไม่คิดว่าเขาจะหล่อจนแทบจะลืมหายใจได้ขนาดนี้

เขาเป็นผู้ชายหล่อคมในแบบฉบับชายไทย แต่ใบหน้านั้นเมื่อมองดีๆ จะเห็นว่าซ่อนความหวานเอาไว้ ผิวสีเข้มของเขาส่งให้เขายิ่งดูเป็นชายชาตรีผู้ดุดัน ดวงตาคมเฉียงอยู่ใต้คิ้วหนาเข้มดกดำ จมูกโด่งคมทอดตัวยาวลงมารับกับริมฝีปากหนาหยักแกร่ง เรือนผมสีดำสนิทของเขาถูกตัดแต่งไว้ด้วยทรงอันเดอร์คัทแสนทันสมัย ผมด้านบนที่ดูยาวกว่าส่วนอื่นๆ ถูกเซทไว้เป็นทรงอย่างเรียบร้อย

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมของเขาทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขาคงรู้ตัวสินะว่าฉันมองสำรวจหน้าตาเขาอยู่เงียบๆ ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่ว่าเผลอมองเขานานเกินไป “ว่าไง? จะตอบหรือจะเอาแต่มองฉัน?”

“อะ...เอ่อ...คือ...”

“จะอ้ำอึ้งอีกนานไหม? เสียเวลา!” ภามบอกเท่านั้นแล้วก็ผุดลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะเดินหนีเพราะรำคาญไปจริงๆ จนฉันต้องผวาตาม ก้าวพรวดเดียวก็ถึงตัวเขา มือก็ยื่นออกไปคว้าข้อมือเขาเอาไว้แน่น เขาหันมามองหน้าฉันด้วยสายตารำคาญนิดๆ

“ขอร้องนะคะคุณภาม ได้โปรดรับฉันเข้าทำงานเถอะค่ะ ฉันต้องการงานนี้จริงๆ ฉันทำได้ทุกอย่างเลยนะคะ ไม่ว่าจะกวาดบ้าน ถูบ้าน ทำกับข้าว” แล้วฉันก็สรรหาข้อดีของตัวเองมาบรรยายให้เขาฟังได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่ากลัวไม่ได้งานนี้ ซึ่งมันก็จริง

“ถ้าแค่นั้นฉันสามารถหาใครก็ได้มาทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นเธอสักหน่อย” คิ้วเข้มๆ ของภามเลิกขึ้นราวกับว่าเขาไม่ได้ทึ่งในคุณสมบัติที่ฉันเพิ่งสาธยายไปเลยสักนิด แถมเขายังเดินหนีอีกต่างหาก ร้อนถึงฉันต้องรีบสาวเท้าเดินตาม แต่หมอนี่เดินเร็วชะมัดเลย เพียงแค่ไม่กี่ก้าวเขาก็เดินไปเกือบจะถึงบันไดอยู่แล้ว ฉันไม่รอช้ารีบก้าวเท้าตามไปดักหน้าเขาได้ทันเมื่อเขาเดินไปถึงเชิงบันไดพอดี

“เดี๋ยวสิคะ! ฟังฉันพูดให้จบก่อน”

“ทำไมฉันต้องฟังเธอด้วยล่ะ?” เขาถามฉันท่าทีสบายอารมณ์เกินไป ทั้งที่ตอนนี้ฉันกังวลไปสารพัดแล้วว่าเขาจะยอมรับฉันเข้าทำงานรึเปล่า “ฉันคงไม่มีทางรับคนที่ฟาดหัวเจ้านายตัวเองเข้าทำงานหรอก เกิดวันดีคืนดีเธอนึกโมโหฉันขึ้นมา แล้วฆ่าฉันตายจะทำยังไง?”

“โธ่... คุณภามคะ” ฉันเรียกเขาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนรีบแก้ตัว “คือฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณจริงๆ นะคะ ก็ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องโหยหวน ฉันก็เลยนึกว่าเธอกำลังถูกทำร้ายอยู่...”

“แล้วก็เข้าใจว่าฉันเป็นคนร้ายโรคจิตที่ชอบจับผู้หญิงมาทรมานอย่างนั้นใช่ไหม?” ฉันยังอธิบายไม่จบ เขาก็ชิงพูดขึ้นก่อน แถมดวงตาสีนิลคมปลาบของเขายังวาววับราวกับว่ากำลังโมโหฉันอยู่เลย ฉันเลยทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำสีหน้าสลด

“ค่ะ” ฉันตอบเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิด ก็แหม... แฟนเขาโหยหวนขนาดนั้น มันก็พลอยทำให้ฉันเข้าใจผิดไปหมดน่ะสิ “ฉันต้องขอโทษจริงๆ นะคะที่เข้าไปขัดความสุขของคุณกับแฟน”

“ใครบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนฉัน?”

“อะ...อ้าว?” ฉันทำได้เพียงอุทานอย่างแปลกใจ ถ้าไม่เรียกแฟนแล้วจะเรียกอะไรกันล่ะ? ฉันทำได้เพียงให้เหตุผลไปด้ยความกระดากปาก “ก็... คุณสองคน... เอ่อ... อยู่บนเตียงด้วยกัน... ฉันก็เลยคิดว่า...”

“คนมีอะไรกันไม่จำเป็นหรอกว่าจะต้องเป็นแฟนกันเสมอไป”

“คะ?” ฉันไม่เข้าใจจริงๆ นะ คนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันขนาดนั้นแล้วยังไม่เรียกว่าแฟนอีกเหรอ? ฉันขมวดคิ้วมองเขาด้วยความฉงน แล้วก็ได้เห็นรอยยิ้มและประกายตาขบขันจากคนตรงหน้า

“หึๆ ไร้เดียงสาจริงๆ นะ” ฉันทำผิดอะไร? ทำไมต้องหัวเราะฉันด้วยล่ะ? ก็ปกติคนรักกันถึงจะมีอะไรกันไม่ใช่หรือไง? “ฉันกับเนยไม่ได้เป็นแฟนกัน ก็แค่... คู่นอนชั่วคราวเท่านั้นแหละ”

“เอ๋?” ฉันว่าตอนนี้หน้าฉันคงเอ๋อจนดูตลกแล้วแน่ๆ ก็เขาเล่นหัวเราะพรืดทันทีที่ฉันทำท่าทางสงสัยเสียเต็มประดา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงนี่เข้าใจยากจังแฮะ ตอนนี้ฉันคิดว่าดีแล้วล่ะที่ฉันเลือกที่จะไม่รู้จักกับมันมาก่อน ไม่งั้นคงได้ปวดหัวแย่ที่ต้องมาแยกว่าคนนี้แฟน คนนั้นคู่นอน

“เลิกพูดถึงคนอื่นเถอะ มาพูดเรื่องงานเธอต่อดีกว่า” อยู่ๆ เขาก็ดึงฉันเปลี่ยนเรื่องเสียอย่างนั้น ฉันชักจะตามอารมณ์ไม่ทันแล้วนะเนี่ย

“จริงสิ!” เหมือนฉันเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าออกทะเลไปไกล จนลืมวัตถุประสงค์ที่มาที่นี่ไปเลย “เอ่อ... คุณจะรับฉันเข้าทำงานหรือเปล่าคะ?”

“รับคนที่ตีหัวฉันเกือบแบะเข้าทำงานเนี่ยนะ?” ภามถามเสียงสูง พร้อมชี้ไปที่แผลตรงบริเวณหน้าผาก ซึ่งแปะพาสเตอร์ไว้เรียบร้อยแล้ว

“โธ่... ก็บอกแล้วไงคะว่าขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณจริงๆ ค่ะ”

“ไม่ให้อภัย” คำตอบที่สวนกลับมาทันควันของว่าที่เจ้านายทำเอาฉันเหวอไปเลย เขานี่ชักจะเจ้าคิดเจ้าแค้นเกินไปแล้วนะ!

“แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงคะ? ฉันยอมทำทุกอย่างเลย แค่คุณยกโทษให้ฉันสักครั้ง แล้วก็ยอมรับฉันเข้าทำงาน” ฉันพูดเกือบๆ จะเป็นอ้อนวอนแล้วด้วยซ้ำ หากแต่สายตาที่มองมากลับนิ่งเฉยจนฉันชักจะกลัวใจ

“ทุกอย่างเลยเหรอ?” ภามเลิกคิ้วถามฉัน แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ใกล้เกินไปจนลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเป่ารดใบหน้าฉันอย่างผะแผ่ว และมันทำให้ฉันรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลย จึงพยายามจะถอยหลังออกมาให้ห่างจากร่างสูงของเขาอีกนิด แต่เขาก็ยังสาวเท้าเข้ามาใกล้ฉันซึ่งยังคงถอยหนีเพื่อเว้นระยะห่าง

สุดท้ายฉันก็จนมุม เพราะตอนนี้แผ่นหลังของฉันมันนาบเข้ากับผนังแล้ว แต่เหมือนชายหนุ่มจะยังไม่พอใจเพียงเท่านั้น เมื่อเขาใช้มือใหญ่ทั้งสองท้าวกับผนังที่ฉันยืนพิงอยู่ไว้ เลยกลายเป็นว่าตอนนี้เขายืนคร่อมฉันอยู่นั่นแหละ แถมยังเอาใบหน้าหล่อๆ เข้ามาใกล้เกินความจำเป็นอีกด้วย

“ว่าไง? เธอจะยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันยกโทษให้จริงๆ เหรอ?” ฉันเบิกตามองเขาอย่างไม่คาดคิดว่าเขาจะยื่นหน้ามาพูดใกล้ๆ อย่างนี้ ฉันไม่ชินเอาเสียเลยกับการที่ต้องมายืนใกล้ชิดผู้ชายจนร่างกายแทบจะเบียดกันอยู่แล้วอย่างนี้

“อะ...เอ่อ... คุณถอยออกไปหน่อยได้ไหมคะ?” ฉันยกมือขึ้นทานอกกว้างของเขาเอาไว้ กลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นตึกตักของฉันเหลือเกิน

แล้วนี่ฉันเป็นอะไร? ทำไมใจต้องเต้นแรงอย่างนี้ด้วยนะ?

“ตอบมาก่อนสิ” นี่เขาจะไม่ยอมถอยจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย? คงใช่แหละ! เพราะตอนนี้เหมือนเขาจะขยับเข้ามาใกล้ฉันกว่าเดิมแล้วด้วย โอ๊ย!!! นี่เขาจะทำให้ฉันหัวใจวายตายหรือไงกัน? ฉันพยายามจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ชวนอึดอัดใจนี้ แต่เหมือนกำลังผลักหินก้อนยักษ์ด้วยมือเปล่าก็ไม่ปาน เขาไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิดเดียว “ถ้าไม่ตอบงั้นฉันจะถือว่าเธอปฏิเสธแล้วกัน แล้วก็ลืมเรื่องงานไปเลย”

“เอ้อ! ไม่นะคะ!” ฉันส่ายหน้ามองใบหน้าคมด้วยสายตาเว้าวอน ฉันจำเป็นต้องได้งานนี้นะ! “ตกลงค่ะ ฉันจะยอมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง ขอแค่รับฉันเข้าทำงานเถอะนะคะ”

“ดี!” ทำไมเขาต้องยิ้มอย่างพอใจอย่างนั้นด้วยล่ะ? รู้ไหมว่ามันทำให้ใบหน้าหล่อๆ ของเขาดูทรงเสน่ห์ขึ้นไปอีกเป็นร้อยเท่าพันเท่าเลย!

ฉันได้แต่กะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าที่กระจ่างไปด้วยรอยยิ้มของเขา แต่ฉันคิดว่ายิ้มนั้นมันแปลกๆ นะ เหมือนเขากำลังมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ถามหรอก เมื่อเขาผละออกไปทันทีที่ได้รับคำตอบที่ต้องการ

“เอ่อ... แล้วเรื่องงาน ตกลงคุณรับฉันเข้าทำงานแล้วนะคะ?” ฉันใส่ความไม่แน่ใจเข้าไปในท้ายประโยค คนที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดจึงหันกลับมามองฉัน

“ก็คงงั้น ก็พ่อฉันรับเธอเข้าทำงานแล้ว และเธอก็ขนข้าวของมาแล้วนี่” สายตาของเขาเลื่อนไปมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เก่าคร่ำครึที่ฉันลากมาด้วย

“เดี๋ยวค่ะ!” ฉันร้องเรียกเขาไว้อีกครั้ง เมื่อเห็นภามตั้งท่าจะเดินขึ้นบันได ทำให้เจ้าของบ้านหันกลับมามองฉันด้วยสายตาหงุดหงิด “คุณ... จะให้ฉันนอนที่ไหนคะ?”

“ไปหยิบกระเป๋าแล้วตามมา” เขาว่าพลางบุ้ยปากไปทางที่มีกระเป๋าฉันวางอยู่ ฉันจึงทำได้เพียงเดินกลับไปลากกระเป๋าแล้วเดินมาหยุดตรงหน้าของเขา พอเห็นฉันพร้อมที่จะเดินตามแล้วจึงเดินนำฉันขึ้นไปชั้นสองของบ้าน

“นะ...นี่คุณจะให้ฉันนอนชั้นบนเหรอคะ?” ฉันถามด้วยความแปลกใจพลางก้าวเดินตามเขาไปตามทางเดิน

“ใช่” ภามไม่หันกลับมามองฉันด้วยซ้ำเมื่อตอบคำถามนั้น ก่อนขยายความเพิ่มเติม “ก็เรือนคนใช้มันไม่ได้ทำความสะอาดไว้”

“แต่...”

“นี่ห้องของเธอ” ยังไม่ทันที่จะขัด ร่างสูงของเขาก็พาฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง ฉันเหลือบไปมองประตูห้องที่อยู่ข้างๆ กันแล้วก็เบิกตาอย่างตกใจ เมื่อจำได้ว่าห้องข้างๆ น่ะเป็นห้องของเขา

“ทะ...ทำไมถึงอยู่ติดห้องของคุณล่ะคะ?”

“นี่! ถ้าเธอถามอีกแค่คำเดียวนะ ฉันจะไล่เธอออกจริงๆ ด้วย” เจ้านายของฉันเขาคงรำคาญฉันเต็มที่แล้วมั้ง ถึงได้เอ่ยปากข่มขู่อย่างนั้น และมันก็เป็นคำขู่ที่ได้ผลอีกด้วย เพราะมันช่วยปิดปากฉันไม่ให้ถามมาก แล้วยอมเดินตามเขาเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย “จัดของแล้วก็พักผ่อนซะ เย็นนี้เธอต้องทำอาหารให้ฉันกิน เข้าใจไหม?”

“ค่ะ” ฉันดันแว่นให้ชิดกับใบหน้ายิ่งขึ้นก่อนตอบรับคำสั่งนั้นอย่างไม่มีอิดออด เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจแล้วเขาก็ทำเพียงกระตุกยิ้มที่มุมปากเช่นเคย แล้วหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel