2
1 วันก่อนหน้า
ฉันเดินตามหลังร่างท้วมของป้ามาลีเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ออกแบบสร้างในแบบโรมัน ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชาตินี้จะได้เหยียบย่างเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่โตอย่างนี้ แต่ตอนนี้ฉันก็ได้เข้ามาแล้ว แถมกำลังเดินตามป้ามาลีซึ่งเป็นญาติห่างๆ ขึ้นไปยังชั้นบนของบ้านอีกด้วย
“ป้าจ๊ะ” ฉันเรียกแล้วรีบสาวเท้าไปกระทั่งสามารถเดินเคียงคู่ไปกับป้ามาลีได้ แล้วเอ่ยถาม “บ้านหลังใหญ่โตขนาดนี้คงมีคนงานเยอะแยะไปหมด แล้วทำไมเขาถึงอยากจะรับเพิ่มล่ะจ๊ะ?”
“เอาน่า! แกอย่าถามมากนักเลยยัยขวัญ รีบๆ เดินตามป้ามา เดี๋ยวคุณท่านจะรอนานแล้วแกชวดงานนี้ไม่รู้ด้วยนะ” คำขู่นั้นได้ผลชะงัก
ก็แน่ล่ะ! ฉันต้องการงานนี้มากนี่นา พอแม่ตายไปก็เหลือฉันเพียงตัวคนเดียวที่ต้องหาเงินเรียน ไหนจะค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั่นอีก ลำพังแค่ทุนกู้ยืมจากรัฐบาลคงไม่พอยาไส้แน่ๆ ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเช่าบ้าน แถมคนที่เคยให้ทุนเรียนกับฉันมาตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยก็มายกเลิกทุนอีก รายจ่ายที่เยอะกว่ารายรับทำให้ฉันเครียดไปหลายวันเลยทีเดียว
ก็ใช่ว่าเพื่อนจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยหรอกนะ แต่ฉันไม่อยากตกอยู่ในฐานะลูกหนี้ใครนี่นา เลยจำเป็นต้องปฏิเสธน้ำใจเพื่อน พอดีกับป้ามาลีมาหาแล้วบอกว่ามีงานมาให้ทำ ถ้าฉันสนใจ เป็นงานที่ได้รายได้ดี มากพอที่จะทำให้มีเงินใช้ไปจนกว่าจะเรียนจบ ซึ่งก็เหลืออีกแค่เทอมเดียวเท่านั้น
“ขออนุญาตค่ะคุณท่าน” ป้ามาลีเอ่ยขึ้นหลังจากพาฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้สองบานสูงใหญ่ที่ปิดกั้นให้สิ่งที่อยู่ด้านหลังประตูคู่นี้เป็นความลับ
“เข้ามาได้” เสียงแว่วๆ ของชายที่ฉันคิดว่าคงอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบแน่ๆ ดังออกมา นั่นทำให้ป้ามาลีกล้าพอที่จะเปิดประตูแล้วผลักออกเพื่อเดินเข้าไปด้านใน โดยมีฉันเดินตามเข้าไปติดๆ
“นี่หลานสาวของดิฉันที่เคยเล่าให้คุณท่านฟังค่ะ” ท่าทางของป้ามาลียามที่พูดกับชายสูงวัยช่างดูนอบน้อมเหลือเกิน ถ้าฉันเป็นป้ามาลีฉันเองก็คงเกร็งๆ ปนเคารพผู้ชายที่นั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่เหมือนกันแหละ เพราะถึงแม้เขาคนนั้นจะอายุมากแล้ว แต่บุคลิกท่าทางก็แฝงไปด้วยความมีอำนาจอย่างยิ่ง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาคงเป็นคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ของบริษัทที่สามารถควบคุมคนงานนับร้อยชีวิตได้
“นั่งสิ” คุณลุงคนนั้นสั่งสั้นๆ แล้วผายมือเชิญฉันให้นั่งลงที่เก้าอี้อีกฟากของโต๊ะทำงานที่ทำจากไม้ทรงคุณค่า และที่รู้ว่าเขากำลังเชิญฉันก็เพราะดวงตาคมภายใต้แว่นจับจ้องตรงมายังฉันน่ะสิ
“ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยเบาๆ รู้สึกกริ่งเกรงชายสูงวัยที่แฝงไปด้วยอำนาจแห่งการเป็นผู้นำคนนี้อย่างบอกไม่ถูก ร่างฉันเกร็งไปหมดเมื่อชายสูงวัยเพียงแต่มองมานิ่งๆ สีหน้าของเขาไม่ได้บ่งบอกว่าพอใจหรือไม่พอใจที่ฉันเอ่ยขอบคุณเขาก่อนจะนั่งลง
“มาลี เธอออกไปก่อน” ชายสูงวัยท่าทางภูมิฐานเพียงแต่โบกมือไล่ญาติห่างๆ ของฉันให้ออกไปจากห้อง และแน่นอนว่าป้ามาลีต้องทำตามคำสั่งนั้น เสียงประตูที่ปิดลงสั่นประสาทฉันอยากบอกไม่ถูก ราวกับว่าตอนนี้ฉันนั่งอยู่ตรงหน้าพระราชาที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายฉันก็ไม่ปาน “เธอชื่ออะไร?”
“คะ...ครองขวัญค่ะ” โอ๊ย! นี่ฉันพยายามระงับอาการประหม่าแล้วนะเนี่ย! แต่ทำไมปากคอฉันถึงได้สั่นไปหมดก็ไม่รู้สิน่า!
“อายุเท่าไหร่แล้วเรา?” คำถามเรียบๆ นั้นกลับเขย่าขวัญฉันได้อย่างประหลาด นี่ฉันขวัญอ่อนเกินไปหรือเปล่านะ? แต่สายตานิ่งๆ ที่มองมาก็พาให้ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยสักอย่าง
“ยะ...ยี่สิบสองค่ะ”
“เรียนจบหรือยัง?” คำถามที่ยิงมาเรื่อยๆ ทำให้ฉันมึนไปพักหนึ่ง เอาน่ะ! นึกซะว่ามาซ้อมสัมภาษณ์งานซึ่งมันคงต้องเกิดขึ้นหลังจากเรียนจบก็แล้ว
“เหลือเทอมสุดท้ายแล้วล่ะค่ะ” ฉันตอบไปตามความจริง พร้อมกับใส่ความหวังเข้าไปในน้ำเสียงด้วย อย่างต้องการจะบอกเป็นนัยๆ ว่างานนี้มันสำคัญกับฉันมากแค่ไหน
“ทำไมถึงอยากทำงานนี้ล่ะ? มันเหนื่อยนะ” น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาแม้สักนิดเดียว และนั่นทำให้ฉันลังเลว่าควรจะตอบอย่างไรดี
“เพราะหนูต้องการเงินค่ะ” ยังไม่ทันจะเรียบเรียงคำตอบดีด้วยซ้ำ ปากเจ้ากรรมก็ดันโพล่งออกไปอย่างใจคิดเสียก่อนนี่สิ แต่มันก็เป็นความจริงนี่ แล้วก็หวังว่า ‘คุณท่าน’ ของป้ามาลีจะพอใจกับคำตอบนี้นะ แต่เพราะกลัวอีกฝ่ายจะคิดว่าฉันเห็นแก่เงินเกินไป จึงรีบเพิ่มเติมเหตุผลเข้าไปอีกนิดหน่อย “คือ... ตอนนี้แม่ของหนูเพิ่งเสียไปน่ะค่ะ หนูต้องหางานทำเพื่อหาค่าใช้จ่ายในเทอมสุดท้าย”
“ฉันก็พอได้ยินจากมาลีมาเหมือนกัน” ชายสูงวัยเปรยขึ้น ก่อนที่เขาจะนิ่งคิดไปชั่วอึดใจ และนั่นทำให้ฉันแทบหยุดหายใจตามไปด้วยความตื่นเต้น “ฉันอยากจะบอกเธอก่อนว่างานนี้ไม่ใช่แค่ไปเป็นแม่บ้านอย่างเดียวหรอกนะ”
“อ้าว? หนูต้องทำอะไรบ้างคะ?”
“เธอต้องเป็นสายสืบให้ฉัน”
“สายสืบ?” ฉันขมวดคิ้วถามอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยินนัก
“ใช่!” เขาตอบสั้นๆ ก่อนที่จะเปิดลิ้นชักแล้วหยิบเอาบางอย่างออกมา มันคือรูปถ่ายขนาดโปสการ์ด มือที่เริ่มเหี่ยวย่นไปตามวัยจะเลื่อนรูปถ่ายนั้นมาตรงหน้าของฉัน ฉันก้มลงมองภาพถ่ายของผู้หญิงสวยมากคนหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองอย่างตั้งข้อสงสัยผ่านทางสายตา “ผู้หญิงคนนี้เป็นอดีตคนรักของลูกชายฉัน และตอนนี้ก็กำลังพยายามจะกลับมาในชีวิตเขาอีกครั้ง”
“แล้วท่านต้องการให้หนูทำยังไงคะ?”
“เป็นหูเป็นตาให้ฉัน คอยส่งข่าวเมื่อผู้หญิงคนนั้นเข้ามาป้วนเปี้ยนใกล้ลูกชายของฉัน และคอยสะกัดผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้เจ้าภาม” นั่นคือความต้องการของนายจ้างของฉัน ซึ่งฉันไม่มั่นใจเลยว่าจะทำได้
“เอ่อ... คือหนู...”
“ถ้าเธอตกลงที่จะทำงานนี้ ฉันจะให้เงินเดือนเธอเดือนละสองหมื่น” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อิดออด เขาก็ยกเรื่องเงินมาเป็นแรงจูงใจเสียนี่ “คิดดูนะว่าเธอจะไปหางานที่รายได้ดีขนาดนี้จากไหนได้ สำหรับเด็กที่ยังเรียนไม่จบ แถมงานนี้เธอยังได้กินฟรีอยู่ฟรีอีกต่างหาก ประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องที่อยู่ไปได้เยอะเลย”
“ตกลงค่ะ” ไม่มีอะไรต้องลังเลอีกแล้วไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อตอนนี้ฉันต้องการงานเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะใกล้เปิดเทอมเข้าไปทุกที อีกอย่าง... ช่วงเทอมสุดท้ายอย่างนี้ก็มีเรียนแค่ไม่กี่วิชา เพราะฉันทำโปรเจ็กท์จบไปตั้งแต่เทอมที่ก่อนแล้ว ดังนั้นคงมีเวลาทำงานให้เขาได้ แล้วก็ได้เห็นยิ้มพึงพอใจปรากฏบนริมฝีปากของนายจ้างทันทีที่ฉันตกปากรับคำ “แล้วท่านจะให้หนูเริ่มงานเมื่อไหร่ดีคะ?”
“พรุ่งนี้”
“อะ...อะไรนะคะ?” ฉันไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วขนาดนี้ นี่ฉันยังตั้งตัวไม่ติดเลยนะ “แล้ว... ลูกชายท่านจะยอมเหรอคะ?”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นฉันจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เธอแค่ขนข้าวของเข้าไปตามที่อยู่นี้ได้เลย” ชายสูงวัยกล่าวพลางยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่จดที่อยู่บ้านหลังที่เธอต้องย้ายเข้าไปอยู่เอาไว้ให้
“ค่ะ” ฉันทำได้เพียงรับกระดาษแผ่นนั้นมาไว้ในมือ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองนายจ้างแต่เมื่อเห็นฝ่ายนิ่งเหมือนจะหมดเรื่องคุยแล้วจึงเอ่ยขอตัว “ถ้าไม่มีอะไรแล้วหนูขอตัวก่อนนะคะ”
“เชิญ” คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้ฉันตัดสินใจที่ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องทำงานใหญ่ที่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศนั้น ตั้งใจว่าจะกลับบ้านเช่าเพื่อเก็บข้าวของเตรียมย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จากนี้ฉันคงต้องสวมวิญญาณนักสืบจิ๋วโคนันแล้วสินะ
