#####บทที่ 7
"หมายความว่ายังไง? เจ๊บอกจะแล้วใช่ไหมยัยพลอยว่าไม่อยากให้มีเรื่องพันนี้" เจ๊นัตตี้กดปิดไอแพดแล้วหันไปมองหน้าเด็กในสังกัดที่ยังคงสบายใจเฉิบไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนเหมือนกับหล่อน ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับตนเองโดยตรงแท้ ๆ
"ก็ไม่มีอะไรนี่เจ๊ พวกชาวเน็ตก็แค่พูดกันสนุกปากก็เท่ากันเอง" พลอยปภัสปฏิเสธ แต่กลับไม่กล้าสบสายตารีบเบือนหนีไปทางอื่น
"พลอย" คราวนี้เจ๊นัตตี้เริ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง "เจ๊รู้จักกับแกมาตั้งแต่แกอายุสิบเก้าจนตอนนี้แกยี่สิบอยู่แล้ว แกรู้ตัวไหมว่าแกเปลี่ยนไปมาก"
หล่อนสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ดูเหมือนจากที่เคยเหวี่ยงวีน ก็เกิดอารมณ์ดีมีสุนทรีย์ขึ้นมาทันใด เมื่อก่อนอย่าว่าแต่จับโทรศัพท์มือถือขึ้นมารูดไถฟีดให้ได้รู้ข่าวสารทางชาวบ้านชาวช่องเขาเลย แต่เดี๋ยวนี้แทบไม่ห่างนั่งใจจดใจจ่อพิมพ์ไปยิ้มไปเหมือนคนบ้าเข้าทุกที
"เปล่านี่" หญิงสาวรีบปฏิเสธ เธอไม่ยักจะรู้ว่าเธอเปลี่ยนไปตรงไหน เหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว เธอก็ยังคงเป็นพลอยปภัสคนเดิมอยู่วันยันค่ำ
จะให้เปลี่ยนเป็นยัยพรีมลูกเมียน้อยได้ยังไง เธอไม่ลดตัวใฝ่ต่ำลงไปสิงสถิตร่างแม่นั่นหรอก
"พลอย เจ๊ถามแกจริง ๆ ระหว่างแกกับคุณไตรนี่ถึงขั้นไหนแล้ว" ที่ผ่านมาที่ไม่พูดก็ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่เห็นว่าเป็นเรื่องของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ซ้ำพลอยปภัสเองก็ใช่ขี้ริ้วขี้เหร่ออกจะสวยดีกรีระดับดาราเบอร์ต้นประจำช่อง คงไม่แปลกหากมีผู้ชายเทียวไปเทียวมา คอยส่งขนมจีบให้ไม่เว้นวัน
ที่แล้วแล้วมาก็เยอะถมเถไป
แต่กับคนนี้ผิดแปลก ปกติยัยพราวจะไล่ตะเพิดหายหัวไปตั้งแต่สามสัปดาห์แรก แต่กับคุณไตรฉัตรอะไรนี่สิดูเหมือนมันจะเลยเถิดจนย่างก้าวเข้าเดือนที่สามแล้วไม่ใช่เหรอ
หล่อนเห็นยัยพราวมาตั้งแต่อ้อนแต่เอาะ ไม่อยากมันต้องมานั่งร้องไห้เสียใจ น้ำตาเช็ดหัวเข่า ตกอยู่ในหัวอกเดียวกับมารดา เพราะเจอผู้ชายเจ้าชู้มากเมียเช่นเดียวกับป๊า
"ก็ไม่มีอะไรนี่เจ๊" ไหวไหล่อีกครั้ง ยิ่งหันหน้าหนียิ่งมีพิรุธเข้าไปใหญ่ ปกติหากไม่ใช่เรื่องจริงพลอยปภัสจะพุ่งเข้าใส่แล้วพูด พูด พูด เถียง เหวี่ยง วีนจนกว่าตนเองจะเป็นฝ่ายชนะและได้รับความเป็นธรรม
"พลอยเอาจริง ๆ เจ๊เป็นห่วงแกนะพลอย แกก็รู้ว่าเจ๊รักและเอ็นดูแกเหมือนน้องสาวแท้ ๆ คนหนึ่ง" หล่อนเดินเข้าไปจับแขนเรียวบางเบา ๆ
พลอยปภัสถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ก็แค่คุย ๆ กันเฉย ๆ นะเจ๊ ยังไม่ได้ไปถึงขั้นไหนตอนไหนหรอก" เธอตอบไปตามตรง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและไตรฉัตรมันก็แค่คนสองคนที่คุยกันทุกวันก็เท่านั้นเอง
"แกชอบเขาแล้วใช่ไหม แกรู้สึกกับเขาแล้วใช่ไหมยัยพราว" เจ๊นัตตี้มองออก ทุกการกระทำมันบ่งบอกชัดเจน หากพลอยปภัสไม่ได้คิดอะไรด้วยก็คงปฏิเสธไปแล้ว แต่นี่ยังยินยอมให้เขามารับมาส่งและพาไปโน่นไปนี่เป็นประจำ
พลอยปภัสนิ่งเงียบ ไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทว่าการกระทำเช่นนี้กลับทำให้คนที่รู้จักกันมายาวนาน รู้ลึกถึงนิสัยใจคอ กมลสสันดานด้านในอย่างเจ๊นัตตี้ทราบได้ทันทีเลยว่าถูกเข้าดังผางแล้ว
เวลานางโกหกง่ายนิดเดียวนั่นก็คือจะนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วหมาในปากมักจะออกมาวิ่งเล่นเที่ยวไล่กัดคนไปทั่ว แถมกัดไม่เลือกหน้าเสียด้วย
"พลอย คุณไตรฉัตรน่ะไอ้หล่อมันก็หล่อจริงนั่นแหละ แถมรวยด้วย แต่คาสโนว่าตัวพ่อ ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เจ๊กลัวว่าแกจะต้องเสียใจ" เจ๊นัตตี้เตือนด้วยความหวังดี ทั้งหมดที่พูดออกไปก็เพราะรักพลอยปภัสเหมือนน้องสาวอย่างที่เคยบอกเธอจริง ๆ
ถ้าไม่รักก็คงไม่ทนอยู่รองรับอารมณ์จนถึงทุกวันนี้หรอก พูดจริง หากเป็นคนอื่นหล่อนคงตัดหางปล่อยวัดและเลือกที่จะปั้นเด็กใหม่ที่มันว่านอนสอนง่ายแทนแล้ว
"ผู้ชายน่ะ ยิ่งเป็นผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าหล่อ รวย คาสโนว่าตัวพ่อ ตอนมันอยากได้มันก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา แต่พอได้แล้วมันจะเขี่ยเราทิ้งตอนไหนก็ไม่รู้ เจ๊ไม่อยากให้แก...เอ่อ" กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป
"ไม่อยากให้ฉันต้องเจอแบบแม่ใช่ไหม" พลอยปภัสพูดสวนขึ้นมา เธอเองก็คิดเรื่องนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วเหมือนกัน ใครบ้างโดยเฉพาะมนุษย์เพศหญิงหากเข้าไปข้องเกี่ยวกับใครสักคนแล้วไม่ตามสืบจนรู้ประวัติหมดเปลือก
ใช่ว่าเธอไม่รู้เขาเป็นคาสโนว่าตัวพ่อ ที่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เปลี่ยนผลัดราวกับเปลี่ยนกางเกงใน แต่จากที่เธอให้นักสืบสะกดรอยตามสามเดือนที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยข้องแวะกับสาวคนไหนเลย
และเขาก็เป็นสุภาพบุรุษ เป็นคนดี เป็นผู้ชายที่คอยเทคแคร์เอาใจใส่รวมทั้งยอมรับข้อเสียของเธอได้หมดทุกข้อโดยไร้ซึ่งข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้น เธอจึงเลือกที่จะเปิดใจรับเขาเข้ามามีผลต่อความรู้สึก
แต่เธอไม่ได้คิดจะง่าย เธอคงรอดูไปสักระยะนึงก่อนจนมั่นใจว่าเขาจะถอดเขี้ยวถอดเล็บแล้วจริง ๆ ถึงวันนั้นเขาจะได้รู้ซึ้งเห็นคุณค่าของเธอว่ากว่าที่จะได้เธอมามันยากเย็นขนาดไหน
"พลอย...คิดดี ๆ นะพลอย คิดจะเล่นกับไฟมั่นใจแล้วใช่ไหมว่าแกจะควบคุมเพลิงนั้นได้โดยไม่ปล่อยให้มันย้อนกลับมาแผดเผาตัวแกเอง"
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเข้าหากันเบา ๆ รับฟังทุกคำสอนคำเตือนของเจ๊นัตตี้ แต่จะเป็นการฟังในรูปแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหรือเปล่าก็แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรมอีกทีหนึ่ง "ฉันรู้นะว่าเจ๊รักฉัน ฉันขอบคุณเจ๊มากจริง ๆ แต่เรื่องนี้ฉันขอใช้หัวใจของฉันเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน"
"อื้ม" ในเมื่อทำอะไรไม่ได้หล่อนก็เพียงภาวนาขอให้ยัยพลอยโชคดี "ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นเจ๊ขอให้แกรู้เอาไว้ว่าเจ๊ยังอยู่เคียงข้างแกเสมอ"
"ค่ะเจ๊"
กริ๊งงงง
พี่ไตรฉัตร
เดี๋ยวนี้ความสัมพันธ์มันก็พัฒนาก้าวหน้า สรรพนามเรียกชื่อก็เลยเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาด้วยเช่นเดียวกัน
"ฉันขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะเจ๊"
"อื้ม"
พลอยปภัสเดินหลีกออกมา ก่อนจะเลื่อนนิ้วเรียวยาวกดรับสาย 'คนคุย'
"สวัสดีค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะพี่ไตร" กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเรียกขาน พี่ไตร
(เย็นนี้น้องพลอยว่างไหมคะ พี่ว่าจะชวนน้องพลอยมาดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ด้วยกันสักหน่อย) เสียงปลายสายตอบกลับมา
"น่าจะว่างนะคะ ดินเนอร์เนื่องในโอกาสอะไรคะเนี่ย" ถึงถามไปอย่างนั้นแต่รอยยิ้มก็เด่นหราบนใบหน้าบ่งบอกว่าตื่นเต้นและดีใจมากแค่ไหน
ไม่ได้คิดอะไร แต่ตั้งตารอคอย!
(บอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิครับ ถ้าอย่างนั้นห้าโมงเย็นพี่ไปรับที่หน้าบ้านนะคะ) เออ-ออ ห่อหมกไปเอง
"นี่มันจับมือชกชัด ๆ เลยนี่คะ พลอยยังไม่ได้ตอบตกลงสักหน่อย" เธอเย้าเขาเล่น
(น้องพลอยจะปฏิเสธพี่ได้ลงคอจริง ๆ เหรอคะ) คราวนี้อีกฝ่ายทำเสียงอ้อนเสียงเล็กเสียงน้อย มีหรือที่ผู้หญิงอย่างเธอจะไม่อ่อนระทวยและหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
"ไว้เจอกันค่ะ"
(แต่งตัวสวย ๆ เลยนะคะ)
"แล้วปกติพลอยไม่สวยเหรอคะ" ตอบผิดชีวิตเปลี่ยนของจริง!
แต่งตัวสวย ๆ เลยนะคะ แล้ววันอื่น ๆ เธอแต่งตัวเป็นแม่ป้าหรือไง ผู้นำแฟชั่น สไตล์ลิสต์ยังต้องกราบไหว้
(พี่เปล่าหมายความแบบนั้นนะคะ วันปกติน้องพลอยก็สวยอยู่แล้ว แต่วันนี้สวยเป็นพิเศษเพราะเป็นดินเนอร์สุดพิเศษยังไงล่ะคะ) โอเค รอดตัวไป ถือว่ามีปฏิภาณไหวพริบสามารถเอาตัวรอดได้ดีเยี่ยม
"ค่ะ เจอกันค่ะ"
