ตอนที่7 คนที่ชอบ
“คืออะไรล่ะ พูดมาเดี๋ยวนี้” คนใจร้อนอย่างปัญธิดาได้โพล่งกลางวง เธอลุ้นจนแทบจะหยุดหายใจ ทว่าเพื่อนตนก็ไม่ยอมพูดเรื่องที่อยากจะคุยด้วยออกมาเสียที
“กำลังลังเลใช่ไหม” ถิงถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อืม…” เนตรชนกพยักหน้าให้ถิงถิง
“ถ้าแกยังไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไรนะ แต่รู้ไว้แล้วกันว่าพวกฉันพร้อมอยู่ข้างแกเสมอ”
คำพูดธรรมดาแต่เต็มไปด้วยความจริงใจทำให้เนตรชนกรู้สึกจุกขึ้นมาที่ลำคอ เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเปิดเผยความลับที่กดทับหัวใจมานาน
“คือฉัน…ฉันชอบ”
“ชอบใคร?” ปัญธิดารีบแทรกขึ้นมาทันที “รุ่นพี่เราเหรอ หรือเพื่อนคนไหน”
“แป๋ม แกใจเย็นๆ ก่อนได้ไหม” ถิงถิงปรามเสียงเบา
เนตรชนกหลับตาชั่วครู่ ก่อนจะพูดออกมาอย่างแผ่วเบาแต่ชัดเจน “อาของฉัน”
“ฮะ!”
“ฮะ!”
เสียงอุทานของสองสาวดังขึ้นพร้อมกัน ปัญธิดาเบิกตากว้างแทบถลนออกจากเบ้า
ส่วนถิงถิงนิ่งไปเสี้ยววินาทีก่อนจะเอ่ยถามย้ำ “อา…หมายถึงหมอไทม์ที่พวกเราเจอในงานศพพ่อแกใช่ป่ะ” ถิงถิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“อืม” เนตรชนกพยักหน้า มือบางกำแน่นอยู่บนตักเพราะกำลังกังวล
“โอ้ย ค่อยโล่งอก” ปัญธิดาถอนหายใจแรง ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้
“มันก็ไม่ได้มีอะไรผิดนะ แกว่าไหมแป๋ม” ถิงถิงเอ่ยอย่างใช้ความคิด
“ก็จริง” ปัญธิดาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดถิงถิง “หมอไทม์เป็นแค่น้องบุญธรรมของพ่อแก อีกอย่างแกก็ไม่ได้โตมาด้วยกัน มาเจอกันตอนแกโตแล้วด้วยซ้ำ แสดงว่าเขาต้องดูแลแกดีมากใช่ไหม คนอย่างแกที่ไม่เคยมองผู้ชายคนไหน ถึงได้เผลอใจให้เขา”
เนตรชนกอมยิ้มเป็นคำตอบ “ใช่…เขาดูแลดีมาก ฉันรู้สึกอบอุ่น แล้วก็ปลอดภัยทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา”
“แล้วเขาล่ะ” ถิงถิงถามต่อทันที “มีท่าทียังไงกับแก”
“เขาก็ดูแลฉันเหมือนเดิม…เหมือนคนในครอบครัว” เสียงตอบแผ่วลงเล็กน้อย
“งั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้” ปัญธิดาสรุป “ถ้าเขาแสดงออกแบบหื่นกามกับแกตั้งแต่แรก นั่นแหละถึงจะน่ากลัว”
เนตรชนกเงียบไป ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่คิดวนเวียนในใจออกมา “ฉันกำลังลังเลว่าควรบอกความรู้สึกออกไปดีไหม”
ปัญธิดายิ้มมุมปาก “จากประสบการณ์ของฉันนะ ถ้าสานต่อกันได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็แยกย้าย ไม่ต้องค้างคา”
“แต่เขาต้องดูแลฉันตลอดนี่นา” เนตรชนกเอ่ยเสียงเบา ถ้าสามารถทำได้อย่างที่พูดก็ดีน่ะสิ
“แกโตแล้วตะวัน” ปัญธิดาพูดหนักแน่น “แกดูแลตัวเองได้”
ถิงถิงมองเพื่อนสนิทอย่างอ่อนโยนก่อนจะพูดประโยคที่แทงใจตรงจุด “แกกำลังกลัวใช่ไหม…กลัวว่าถ้าเขาไม่ได้คิดแบบเดียวกับแก ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม แกจะไม่ได้อยู่ใกล้เขาเหมือนก่อน”
เนตรชนกพยักหน้าหงึกๆ “นั่นแหละที่ฉันกลัว”
“ฉันเข้าใจนะ แต่ลองก้าวข้ามความกลัวดูไหม ลองสารภาพไปก็ไม่เสียหาย”
ปัญธิดายิ้มกว้าง “โห วันนี้ฉันเพิ่งเห็นแกเห็นตรงกับฉันเป็นครั้งแรกเลยนะถิงถิง”
ถิงถิงไม่เถียง ก่อนจะเพียงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “ถ้าตะวันเก็บมันไว้ต่อไป ความอึดอัดก็ไม่หายไปหรอก ดีไม่ดีถ้าพูดออกไปแล้วหมอไทม์อาจจะคิดแบบเดียวกับแกก็ได้” เอ่ยจบประโยคก็ยกมือไปแตะบ่าเนตรชนกก่อนจะพูดต่อ “ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้น คนที่โตและผ่านโลกมามากกว่าอย่างเขา ก็น่าจะจัดการความสัมพันธ์ได้ดีพอ คงไม่ทำให้แกเจ็บ หรือทิ้งแกอย่างน่าเกลียดหรอก”
คำพูดนั้นค่อยๆ คลายปมในใจเนตรชนก ความกลัวอาจยังอยู่ แต่ความกล้ากำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เนตรชนกก้มหน้าครุ่นคิด หรือบางที... การเผชิญหน้ากับความจริง อาจไม่ได้น่ากลัวเท่าการหนีมันอีกต่อไปแล้ว
ณ ห้องประชุมชั้นบนสุดของอาคารบริษัทสกุลโสภาโฮมจำกัด ช่วงสายของวันนี้กันต์นทีนั่งอยู่หัวโต๊ะในฐานะประธานบริหารคนใหม่ เขาอยู่ในชุดสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าและแววตาจริงจัง ต่างจากสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาด้วยความคาดหวังและอคติ
“ผมขอสรุปผลการบริหารในสามเดือนที่ผ่านมายอดกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสิบสองเปอร์เซ็นต์ การปรับโครงสร้างต้นทุนเริ่มเห็นผลชัดเจน ทุกคนพอใจกันไหมครับ” เขาประกาศกร้าวต่อหน้าผู้ถือหุ้นทุกท่าน ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเปิดอ่านเอกสารในมือ
“ต้องยอมรับนะครับ ผมไม่คิดว่าภายในเวลาแค่นี้จะเห็นผลชัดขนาดนี้” ผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าแปลกใจไม่น้อย เพราะหลังจากที่เธียรเสียไปและได้รู้ว่าหมอหนุ่มจะเข้ามาบริหารงานแทน เขาก็ไม่ได้คาดหวังผลกำไรสักเท่าไร
ทิพวรรณที่นั่งอยู่ฝั่งขวาเม้มริมฝีปากแน่น มือที่วางบนโต๊ะกำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว นับว่าเธอประมาทหมอหนุ่มเกินไป คิดว่าวันนี้เขาจะถูกต่อว่าจากเหล่าผู้ถือหุ้นเสียอีก ทว่าตอนนี้สายตาของทุกคนมองกันต์นทีอย่างชื่นชมเสียอย่างนั้น
“ผมมีข้อสงสัยอยู่นิดหนึ่งครับ ในฐานะผู้ถือหุ้นผมคิดว่าเราควรพูดกันตรงๆ”
“เชิญครับคุณชาติชาย” เป็นเสียงของพิสิทธิ์ เจ้าของเหมืองพลอยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รองลงมาจากเธียรได้เอ่ยอนุญาต
ชาติชายหันไปสบตากับคนเป็นภรรยาก่อนจะเอ่ยขึ้น “คือ...เรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะเรื่องชีวิตส่วนตัวที่อาจกระทบภาพลักษณ์บริษัท”
“คุณหมายถึงเรื่องอะไรครับ พูดออกมาได้ตรงๆ เลย” กันต์นทีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ฉันขอพูดเองก็แล้วกันค่ะ” เป็นทิพวรรณที่เอ่ยขึ้นแทนสามี “ทุกคนคงทราบว่าคุณกันต์นทีอาศัยอยู่บ้านเดียวกับคุณหนูตะวัน ลูกสาวของพี่ชายฉันใช่ไหมคะ”
จบประโยคของหญิงวัยกลางคนเสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นรอบโต๊ะ เพราะมีอีกหลายคนในที่นี้ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน
“ดิฉันไม่ได้จะกล่าวหาอะไร แต่ความใกล้ชิดมันอาจทำให้เกิดข้อครหาว่าเขาได้ตำแหน่งมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ใช่ความสามารถ”
“ผมขอชี้แจงครับ” กันต์นทีเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ “ผมอาศัยอยู่ที่นั่นในฐานะผู้ดูแลตามพินัยกรรม และผมแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวชัดเจน”
