บทที่ 1.5
“ตอนนี้ เวลานี้ เรามีเพียงเจ้าเป็นญาติสนิทที่หลงเหลือเพียงคนเดียว เราไม่อาจไว้ใจผู้ใดได้อย่างจริงจัง แต่เจ้า...เพียงเพราะบุรุษเพียงคนเดียว เจ้าถึงขั้นเสี่ยงชีวิตตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า หากสูญเสียเจ้าไป นั่นเท่ากับเราสูญเสียทั้งน้องสาว และคนที่เราไว้ใจที่สุดไปในคราวเดียว เจ้า...เคยคิดถึงเราบ้างหรือไม่”
นางคลานเข่าเข้าไปกอดขาจ้าวชิงหลง “ฝ่าบาทหม่อมฉันสาบาน! ครั้งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเซี่ยอวิ๋นอีก! หากผิดคำพูดหม่อมฉัน...หม่อมฉันจะวางมือจากท่าเรือฟู่กุ้ยเพคะ!!”
จ้าวชิงหลงเลิกคิ้วก้มลงมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ “ท่าเรือนั่น...บิดาของเจ้าใช้ทั้งชีวิตประคับประคองแต่เจ้ากลับ... หรือว่าเจ้าตัดใจได้แล้วจริงๆ? ในที่สุดก็ตาสว่างแล้ว?”
อยู่ๆ ดวงตาคมกริบก็กลับมากังขา
นางอยากร่ำไห้... “ฝ่าบาท ไม่มีครั้งหน้าแล้วเพคะ ครั้งนี้หม่อมฉันได้รับบทเรียนแล้ว ต่อไปจะไม่ข้องเกี่ยวกับเขาอีก ต่อไปนอกจากการค้าของหกตระกูล หม่อมฉันจะถือเสียว่าเขาเป็นคนแปลกหน้า”
ตอนนี้เซี่ยอวิ๋นก็นับเป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง เผลอๆ หากบังเอิญเจอกันตอนนี้ไม่แน่ว่านางอาจเดินผ่านอีกฝ่ายไปโดยไม่รู้สึกอะไร...
“เจ้ายอมทำถึงขั้นนี้เพียงเพื่อไม่ให้เราลงโทษตระกูลเซี่ย?”
“มิใช่เพคะ หม่อมฉันจริงจังเพคะ ครั้งนี้จริงจังที่สุดและจะทำให้ได้!”
“หากเราไม่เชื่อและอยากให้เจ้าพิสูจน์เล่า”
“พิสูจน์??” นางงุนงง
“แต่งงานเสีย”
!!!...อะไรนะ
“เราจะพระราชทานสมรสให้เจ้า นอกจากเจ้ารับปากเรื่องนี้ หาไม่เราไม่มีทางปล่อยตระกูลเซี่ยไปเด็ดขาด!”
ฟู่โหรวทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอย่างจนใจ ขณะที่นางกำลังเดินออกมาจากตำหนักเฟิ่งหวง สีหน้าของนางขาวซีด ทางเดินทอดยาวริมระเบียงทางเดิน นางเหม่อลอยจนไม่รู้ตัวว่าเดินไปผิดทาง สองเท้าก้าวเดินอย่างไร้ทิศทาง กระทั่งมุมทางเดินนางถูกชนเข้าจนเกือบล้มหงาย
มือข้างหนึ่งยื่นออกมาช่วยประคอง “ขะ...ขอบคุณ แล้วก็...ขออภัย” นางกล่าวอย่างเหม่อลอย จากนั้นจึงเดินต่อไปโดยไม่ได้สนใจเงยหน้าขึ้นมองคนที่ช่วยประคอง
“นายท่าน? ข้าน้อยได้ยินผิดไปหรือไม่ ประมุขฟู่เพิ่งจะ...ขอบคุณท่าน แถมนางยังเพิ่งขอโทษท่านในประโยคเดียว?!”
สือจิ้งยังคงมองตามแผ่นหลังที่สับสนของหญิงสาว คิ้วเข้มมุ่นลงเล็กน้อยตอนเห็นอวี้กูกูปราดเข้าไปประคองร่างที่โงนเงน
“ฟังว่าครานี้นางอาการหนักไม่น้อย เข้าเฝ้าวันนี้คงมาขอร้องแทนตระกูลเซี่ยกระมัง”
“ข้าน้อยเองก็คิดเช่นนั้น สตรีโง่งม” ซูม่อถอนหายใจ “ประมุขฟู่ผู้นี้เรื่องอื่นล้วนเก่งกาจ ทว่าเรื่องบุรุษนับเป็นจุดอ่อนของนางข้อเดียวจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าประมุขเซี่ยมีสิ่งใดดีนางจึงปักใจเช่นนี้”
สือจิ้งมองคนสนิท อีกฝ่ายรีบหุบปาก ทั้งสองเดินเข้าไปยังตำหนักเฟิ่งหวง จากนั้นสือจิ้งก็ต้องตกตะลึง “สมรส...พระราชทาน?!”
“ใช่แล้ว เจ้าติดค้างเราเรื่องหนึ่งจำได้หรือไม่ เรากำลังทวงสัญญาของเจ้าแล้ว”
สือจิ้งขมวดคิ้วด้วยดวงตายุ่งยาก “ฝ่าบาท รับมือประมุขฟู่มิใช่เรื่องง่ายเลยทรงเป็นผู้ที่ตรัสเอง”
“เรารู้ แต่นอกจากวิธีนี้ก็ไม่มีวิธีอื่น เราปล่อยให้นางเอาแต่ใจเช่นเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ให้แต่งกับเซี่ยอวิ๋นไม่ได้ ยิ่งเรื่องครั้งนี้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่จนแล้วจนรอดเจ้าดู...นางก็ยังมาเพื่อขอร้องแทนเซี่ยอวิ๋น”
“แต่กระหม่อมไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด ในจวนของกระหม่อมมี...”
“เราไว้ใจเจ้า หากเจ้าลำบากใจหลังแต่งขอเพียงดูแลเป็นหูเป็นตาแทนเราก็พอ ขอเพียงนางไม่ข้องแวะกับเซี่ยอวิ๋นอีก เรื่องดูแลนางเราให้สิทธิ์เจ้าเต็มที่ ท่าเรือฟู่กุ้ยในอนาคตไม่อาจถูกผู้อื่นควบคุม เป๋นคนอื่นเราไม่ไว้ใจ” จ้าวชิงหลงยกมือขึ้นนวดขมับ... “เรารู้ว่าเราขอมากเกินไป แต่นอกจากเจ้าเราก็ไม่คิดว่าใครจะสามารถรับมือน้องสาวคนนี้ของเราได้ หากเจ้าไม่สบายใจที่จะให้นางเข้าจวน เช่นนั้นหลังแต่งก็ให้นางกลับจวนบ้าง”