บทที่ 1.4
แม้ไม่ได้เป็นองค์หญิง... ฟู่โหรวกลับสวมชุดพิธีการเก้าชั้น มีปิ่นระย้าและป้ายหยกพระราชทาน รวมไปถึงแพรปักลายที่เป็นตราของราชวงศ์ นัยว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันพยายามชดเชยให้นาง หลังจากที่อดีตฮ่องเต้ปลดเยียนกุ้ยเฟยทั้งที่รู้ว่าถูกใส่ร้าย แถมยังพระราชทานเยียนกุ้ยเฟยให้แต่งกับคหบดีต่ำต้อยผู้หนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่าเรือฟู่กุ้ยอยู่ภายใต้ความควบคุมของราชสำนัก
หญิงสาวลูบแผลที่หน้าผากซึ่งยังไม่หายดี ผมที่ปาดเป็นทรงเพื่อปกปิดบาดแผล ทำให้แผลรู้สึกคันยุบยิบ อดไม่ได้ที่จะแตะสองสามหน
“หม่อมฉัน...ถวายพระพรฝ่าบาท”
“เจ้ามาแล้ว? ไหนให้เราดู เงยหน้าขึ้น” จ้าวชิงหลงมองน้องสาวด้วยสายตาพิจารณา “ผอม...ผอมเกินไปแล้ว ไม่เจอเพียงสิบวัน”
นางมองบุรุษที่อายุมากกว่านางหกปี จากนั้นพยายามใช้สายตาออดอ้อนน่าสงสารเต็มที่ อวี้กูกูกล่าวว่านอกจากจ้าวชิงหลง ฟู่โหรวก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทางด้านจ้าวชิงหลงที่เป็นพี่ชาย ฟู่โหรวจะทำ จะพูด จะแสดงออกในสิ่งที่เขาไม่ชอบอย่างไรก็ยังคงได้รับการยกเว้น
อวี้กูกูกล่าวว่าฟู่โหรวเป็นคนฉลาด...นางอยากได้อะไรล้วนมีวิธีทำให้ฮ่องเต้คล้อยตาม นางมักรู้จังหวะ รู้โอกาส รู้ช่วงเวลา เวลาใดควรเงียบ เวลาใดควรเปิดปาก ดังนั้นจ้าวชิงหลงจึงค่อนข้างชอบนิสัยเช่นนี้ของน้องสาว
“ดูที่พวกเขาทำกับเจ้าสิ”
“ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ ยาพิษนั่นที่จริงไม่ใช่พิษเลย เป็นหม่อมฉันไม่ระวังเอง ไม่ใช่ความผิดของประมุขเซี่ยเลย ฝ่าบาทเองก็ทรงทราบว่าหม่อมฉันเคยเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะขนมเมล็ดซิ่ง วันนั้นเพราะไม่ระวังจึงกินเข้าไป ไม่ใช่ความผิดของตระกูลเซี่ยเลยจริงๆ นะเพคะ”
จ้าวชิงหลงหรี่ตามองนาง “เจ้าคิดว่าเราโง่หรือ คิดจะปกป้องเขาไปจนถึงเมื่อไหร่ เขาทำให้เจ้าเกือบตายโหรวโหรว!”
ฟู่โหรวดวงตาแดงก่ำ “ฝ่าบาท หม่อมฉันซาบซึ้งและตระหนักดีว่าทรงรักเอ็นดูหม่อมฉัน ทุกครั้งที่ทอดพระเนตรใบหน้านี้ ฝ่าบาทจะทรงคิดถึงท่านแม่ แต่ว่าตอนนี้ฝ่าบาทเป็นโอรสมังกร ไม่ว่าสิ่งใดล้วนต้องทรงคำนึงถึงแคว้นมาเป็นอันดับแรก”
หญิงสาวปั้นหน้าทำเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถึงอย่างนั้นก็พยายามข่มกลั้นเอาไว้
“อย่างไรเสียเรื่องก็ล่วงเลยมาถึงตอนนี้ หม่อมฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ข้างนอกนั่นต่างก็ลือกันไปต่างๆ นานา หากทรงเอาแต่เข้าข้างหม่อมฉัน ฝ่าบาทเองก็ต้องลำบากพระทัยเพราะขุนนางพวกนั้นอีก หม่อมฉันไม่อาจทนให้ขุนนางชราพวกนั้นทำให้ทรงลำบากพระทัย”
จ้าวชิงหลงสะบัดแขนเสื้อให้นางปล่อยมือ
“สุดท้ายแล้วเจ้าก็เห็นเซี่ยอวิ๋นผู้นั้นสำคัญที่สุด แม้แต่ชีวิตตัวเองก็ไม่เอาแล้ว! เห็นชัดว่าเขาเป็นต้นเหตุแท้ๆ เรารักทะนุถนอมเจ้า มิใช่เพื่อให้ผู้อื่นมารังแกปองร้ายอย่างไรก็ได้!!”
นางรีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาทเพคะไม่ใช่เช่นนั้นเลย เป็นหม่อมฉันไม่ดีเอง หากทรงเมตตาสงสารเช่นนั้นก็ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หม่อมฉันจะไม่ข้องเกี่ยวกับเซี่ยอวิ๋นผู้นั้นอีก หม่อมฉันสาบานเพคะ!!”
นางจดจำเซี่ยอวิ๋นผู้นั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ นี่อาจเป็นทางที่ง่ายที่สุด
อวี้กูกูพูดถูก ยิ่งเรื่องนี้จบลงโดยเร็วเพียงใด นางจะได้กลับไปรื้อฟื้นความทรงจำเดิม จากนั้นก็กลับไปมีชีวิตสงบสุข เมื่อก่อนนางร้ายกาจถึงเพียงนั้น บัดนี้ได้เวลากลับมาเป็นคนปกติที่ไม่ใช่สตรีวิปลาสคาดเดาอารมณ์ได้ยากคนเดิมแล้ว
“ไม่ข้องเกี่ยว? ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเคยพูดเช่นนี้กับเรามาแล้ว?? ถึงอย่างนั้นจนแล้วจนรอดก็ยังเหมือนเดิม”
อะไรนะ?! เคยพูดแล้ว? นางลอบสะดุ้ง!
“ครั้งนี้หม่อมฉันจริงจังเพคะ จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว”
“ไม่มีครั้งหน้า? ไม่มีครั้งหน้าเพราะเจ้าถูกเซี่ยอวิ๋นหลอกใช้จนสิ้นใจกระมัง”
น้ำเสียงเย็นเยียบนี้...