บทที่5
“ไม่จริง…เหตุใดจึงเป็นเจียวเจียวที่ช่วยข้า”
เวิ่นเฉินอี้ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่อาจยอมรับได้ เขาหันไปมองเสิ่นเหมยจื่อที่กำลังหลั่งน้ำตา สายตานางทอดมาทางเขาอย่างเจ็บปวด สีหน้าบ่งบอกชัดว่าคำพูดของท่านลุงนั้นเป็นเรื่องโกหก
แน่ละ เขารู้ดี..จวนแม่ทัพใหญ่มักลำเอียง รักและปกป้องแต่บุตรีคนโต แต่การที่ขโมยความดีความชอบของบุตรสาวคนรองไปให้แก่บุตรสาวคนโตมันเกินไปหน่อยไหม?
“ท่านโกหก!” เสียงนั้นหลุดออกมาด้วยอารมณ์เดือดดาล
“หึ…” เสิ่นอวี้หัวเราะในลำคอแผ่วเบา สีหน้าไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามท่านพ่อของเจ้าดู”
“ท่านพ่อ…” เวิ่นเฉินอี้หันไปหาเจ้าจวนโหว น้ำเสียงสั่นไหวปนดื้อดึง
“ท่านบอกข้าสิ..คนที่ช่วยชีวิตข้าในวันนั้นคือเหมยเอ๋อร์ ไม่ใช่เจียวเจียว”
เจ้าจวนโหวเวิ่นนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา สีหน้าเคร่งขรึมลงอย่างที่ไม่อาจปิดบังได้
“ก็เป็นดังที่ท่านอาเสิ่นของเจ้ากล่าว” ประโยคสั้น ๆ นั้นทำให้บรรยากาศในห้องโถงหยุดชะงัก
“ผู้ที่ช่วยชีวิตเจ้าในวันนั้น คือเจียวเจียว”
“ไม่ข้าไม่เชื่อ..”
“ดังนั้นงานหมั้นก็ตามที่ว่าไว้ ต่อไปคู่หมั้นหมายของเจ้าคือเจียวเจียว”
“ท่านพ่อ!!”
เมื่อพิธีปักปิ่นของตระกูลแม่ทัพเสิ่นสิ้นสุดลง ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ว่าบุตรสาวคนโตสับเปลี่ยนคู่หมั้นหมายของน้องสาวอย่างไร้ยางอาย มิหนำซ้ำยังมีคำครหาว่านางสวมรอยเป็นผู้มีพระคุณในเหตุการณ์ช่วยชีวิตเมื่อครั้งอดีต
ไม่นานนัก ข่าวลือเหล่านั้นถูกแต่งเติมจนกลายเป็นบทเพลงล้อเลียน ถูกนำขึ้นขับขานเป็นบทละครตามโรงมหรสพ ราวกับเรื่องราวของนางเป็นเพียงนิทานเยาะเย้ยให้ผู้คนหัวเราะเยาะกันเล่น
เสิ่นเจียวจื่อเองก็ร้อนใจยิ่งนัก นางพยายามขอพบท่านพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อขอยกเลิกงานหมั้นหมาย ทว่าเวลาผ่านไปหลายวัน ประตูเรือนกลับปิดสนิท
ท่านพ่อผู้ซึ่งเคยเอ็นดูและรักนางยิ่งกว่าผู้ใด บัดนี้กลับไม่แม้แต่จะยอมให้เข้าพบ
ความสัมพันธ์กับผู้คนภายในจวนเองก็ทรุดลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ว่าที่คู่หมั้นไม่เคยแม้แต่จะแวะเวียนมาถามไถ่ ราวกับนางเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ถูกลบออกจากชีวิตเขาแล้ว
ครั้นเสิ่นเจียวจื่อคิดจะไปถึงจวนตระกูลเวิ่นด้วยตนเอง หัวใจก็พลันหนักอึ้ง นางไม่กล้าฝืนไป เพราะเกรงว่าความหวังเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ จะถูกตอบแทนกลับมาด้วยความอับอายยิ่งกว่าเดิม
“คุณหนูใหญ่ กลับไปเสียเถอะขอรับ”
“เจ้าบอกท่านพ่อหรือยัง ว่าข้ามา” เสิ่นเจียวจื่อยังคงยืนอยู่หน้าเรือน ไม่ยอมถอยง่าย ๆ อย่างไรเสีย วันนี้นางก็ต้องพูดกับท่านพ่อให้รู้เรื่อง
“ท่านรออยู่ตรงนี้ก็เสียเปล่า วันนี้ท่านแม่ทัพออกเดินทางกลับค่ายตั้งแต่เช้าตรู่แล้วขอรับ”
“ท่านพ่อ…ไปที่ค่ายอย่างนั้นหรือ?” นางย้อนถามเสียงแผ่ว ความหดหู่ฉายชัดในแววตา
เมื่อพ่อบ้านพยักหน้ารับ เสิ่นเจียวจื่อก็ทำได้เพียงก้มหน้าลง ก่อนจะหมุนกายจากไปอย่างเซื่องซึม
ในขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังปวดศีรษะกับสัญญาหมั้นหมายที่ตนไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องรับไว้ อีกฟากหนึ่งผู้ที่เชื่อว่าตนถูกช่วงชิงทุกสิ่งไปกลับนอนร่ำไห้อยู่บนเตียง ไม่ยอมแตะต้องข้าวปลาอาหาร
“เหมยเอ๋อ เจ้าลุกขึ้นมากินอะไรสักนิดเถิด แม่เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ ใจแม่ก็ปวดใจนัก”
“ฮึก…ฮือ…” เสิ่นเหมยจื่อส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ข้าไม่กิน! ท่านพ่อไม่ยุติธรรม!”
นางคว้ำหน้าซบลงกับหมอน ปล่อยให้น้ำตาใสไหลรินไม่ขาดสาย จนดวงตากลมโตแดงก่ำไปหมด เสียงสะอื้นขาดห้วงราวกับความคับแค้นทั้งหมดกำลังถาโถมใส่นางเพียงผู้เดียว
ทั้งที่นางกับท่านพี่เฉินอี้ผูกใจรักใคร่มาเนิ่นนาน ทว่าท่านพ่อกลับชิงวาสนาของนางไปยกให้สตรีชั้นต่ำผู้นั้น
“โถ่…เหมยเอ๋อของแม่” ฮูหยินเสิ่นลูบหลังบุตรีอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงเต็มไปด้วยการปลอบประโลม
“เจ้าทั้งงดงามทั้งอ่อนหวาน เพียงนี้ ตระกูลโหวจะเป็นกระไรไปได้”
“ท่านแม่!” เสิ่นเหมยจื่อสะอื้น ก่อนจะหันมาตะวาดมารดาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก
“นั่นตระกูลโหวเชียวนะเจ้าคะ…ท่านแม่ก็รู้ดี ตระกูลเสิ่นจะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่”
นางกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาร่วงลงไม่ขาดสาย
“การที่ข้าจะได้แต่งเข้าตระกูลโหว นั่นย่อมต้องทำบุญมาหลายชาติแล้ว ฮึก…เหตุใดท่านพ่อจึงใจร้ายกับข้าเช่นนี้”
“เรื่องเช่นนี้…ก็ยังไม่แน่เสมอไป”
“ท่านแม่หมายความว่ากระไร ฮึก…” เสิ่นเหมยจื่อสะอื้นหนักขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“ไม่รู้ล่ะ! หากข้าไม่ได้แต่งกับท่านพี่เฉินอี้ ข้าจะฆ่าตัวตายให้ดู!”
“ไฮ้! เจ้าพูดอันใดกัน!” ฟู่เหนียนเหนียนตกใจจนเสียงสั่น รีบดึงบุตรสาวเข้ามากอดแน่น
“เจ้าเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ หากเจ้าเป็นอะไรไป แล้วแม่จะมีชีวิตต่อไปอย่างไรได้”
นางลูบหลังบุตรสาวซ้ำ ๆ เพื่อปลอบโยน หากในใจกลับหนักอึ้ง
ฟู่เหนียนเหนียนย่อมรู้ดี ว่าแท้จริงแล้วบุตรสาวผู้นี้มีนิสัยดื้อดึง เอาแต่ใจ ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ และคำพูดเมื่อครู่นั้น มิใช่เรื่องลอย ๆ หากเป็นสิ่งที่นางอาจทำจริง
“ข้าพูดจริง” เสิ่นเหมยจื่อย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเด็ดขาดไร้ลังเล
ตั้งแต่เล็กจนโต นางรู้ดีว่าสิ่งใดที่ตนต้องการ และตราบใดที่เอ่ยปากบอกท่านแม่ ท่านแม่ย่อมหาทางนำมันมาให้ได้เสมอ ไม่ว่าหนทางนั้นจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
