บทที่ ๒ แค่ดูแลหน่อยไม่ได้จะอ่อยนะครับ
บรรยากาศภายในห้องนอนของท่านโหวก็เงียบสนิท จนผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุบตับ พอวางร่างหนาๆ ของเซียวจ้านโหวลงบนเตียงได้สำเร็จ ผมก็รีบถอยออกมาปาดเหงื่อทันที
“เฮ้อ...ตัวหนักอย่างกับแบกกระสอบข้าวสารเลยอ่ะ กินอะไรเข้าไปเนี่ย กล้ามถึงได้แน่นปึกขนาดนี้” ผมบ่นพึมพำพลางนวดไหล่ตัวเอง
“เจ้า... เจ้าว่าอะไรนะ” เสียงแหบพร่าของคนที่นอนหอบอยู่บนเตียงดังขึ้น ท่านโหวพยายามจะชันตัวลุกขึ้น แต่พอขยับตัว แขนเสื้อที่หลุดลุ่ยจนเห็นแผงอกขาวจัดซับสีแดงเพราะฤทธิ์ยา
ผมก็เผลอมองทันที
“ข้าบอกว่าท่านโหวสุขภาพดีมากครับ”
“แต่ตอนนี้ท่านอยู่นิ่งๆก่อนเถอะ เหงื่อท่วมคิดว่าพึ่งเล่นสงกรานต์มา" ผมหันไปหาองครักษ์หน้าดุที่ยืนถือดาบหันปลายดาบมาทางผมอยู่
"พี่ชิงซาน เลิกทำหน้าเหมือนข้าไปขโมยเงินพี่ได้แล้วครับ รีบไปเอาน้ำเย็นกับผ้าสะอาดมาให้หน่อยครับ ท่านโหวของพี่จะสุกคาเตียงแล้วนะ!"
“ทำไมข้าต้องทำตามคำสั่งคนร้ายเช่นเจ้าด้วย!” ชิงซานขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นเลขแปดไทย
“คนร้ายอะไรครับ ก็ข้าบอกท่านไปแล้ว...ข้าไม่ได้ใส่ยาพิษ ยานั่นเป็นเพียงยาบำรุงเท่านั้น” ผมพูดไปแบบนั้น เพราะอยากทำให้ซิงซานเชื่อใจ (ที่จริงก็ใส่ยาพิษลงไปนั่นแหละ)
"จะให้ข้าเชื่อเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อ..ข้าเห็นกับตา ว่าท่านโหวมีอาการหลังจากกินชาจากเจ้า!"
"โอ้ย! ไม่เชื่อก็เรื่องของท่านแล้ว แต่ตอนนี้ไปเอามาเถอะน่า หรืออยากให้ท่านโหวลงแดงตายตรงนี้?" ผมพูดตัดบท จนองครักษ์หนุ่มสะบัดหน้าหนีแล้วรีบเดินออกไปจัดการด้วยท่าทางฟึดฟัด
พอเหลือกันสองคน ผมก็ขยับเข้าไปใกล้เตียงอีกนิด ท่านโหวจ้องผมด้วยดวงตาคมกริบที่ดูสับสน แววตาของเขาดูทรมานแต่ก็ยังมีความดุอยู่
"เว่ยหลัน...เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ วางยาข้า...เพื่อให้ข้าทำเรื่องบัดสีกับเจ้าเช่นนั้นหรือ?"
ผมถึงกับหลุดขำก๊ากออกมาจนลืมตัว
“ห้ะ! ท่านโหว! คิดไปไกลถึงไหนเนี่ย”
“ข้าหน้าตาหล่อเหลาขนาดนี้ ถ้าอยากหาคนทำเรื่องบัดสีด้วย ข้าไปหาคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ต้องเสี่ยงตายมาโดนดาบจ่อคอแบบนี้ด้วย” ผมพูดพรางเอามือลูบหน้าทำตาทะเล้น
“เจ้า! เจ้าเป็นบัณฑิตเหตุใดคำพูดคำจาถึงได้...ไร้ยางอายเช่นนี้!" ท่านโหวถึงกับอึ้งจนคำพูดติดอ่าง
"เขาเรียกคนตรงๆครับ" ผมยิ้มแฉ่งพลางหยิบพัดที่ตกอยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาพัดให้เขา
"นิ่งๆนะครับ เดี๋ยวข้าจะพัดให้ รู้ไหมว่าการที่ท่านโมโหเนี่ย มันจะทำให้เลือดลมสูบฉีด พิษมันจะยิ่งออกฤทธิ์แรงเพราะฉะนั้น ท่องตามข้านะ ยุบหนอ พองหนอ ยุบ.."
"ยุบ...อะไรของเจ้า ข้าไม่ท่อง!" เขาพูดตัดบทผมแล้วหันหน้าไปอีกทาง
"ช่างมันเถอะครับ เอาเป็นว่าท่านนอนพักไปก่อน ส่วนข้าจะไปเดินสำรวจ... เอ๊ย ไปดูลาดเลาข้างนอกหน่อย เผื่อจะมีใครคิดร้าย แอบเอายาพิษมาให้ท่านกิน แล้วใส่ร้ายข้าเพิ่มอีก!"
ผมหาเรื่องชิ่งทันทีเพราะอยากเห็นว่าจวนท่านโหวในนิยายที่ผมเคยอ่านมันจะอลังการขนาดไหนน~
หลังจากเว่ยหลันเดินออกไป
สายตาคมกริบจ้องมองแผ่นหลังโปร่งที่กำลังเดินผิวปากฮัมทำนองประหลาดท่าทางการเดินที่ดูเริงร่า เกินพอดีนั่นทำให้ข้าต้องขมวดคิ้วจนปวดหนึบที่หัวคิ้ว
'ไอ้หมอนี่... มันบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?'
เมื่อครู่เขายังโดนดาบจ่อคอหอยอยู่แท้ๆ แต่กลับกล้าด่าองครักษ์ข้าว่า หน้าเหมือนโดนขโมยเงิน?
แถมยังกล้าเอามือเล็กๆ นั่นมาตบแก้มข้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มตาหยิบหยีที่ดูอย่างไรก็ไม่มีความสลดสักนิดเดียว
ข้าพยายามค้นหาเศษเสี้ยวของ 'เว่ยหลัน' บัณฑิตผู้หยิ่งทะนงและเต็มไปด้วยแผนการคนเดิมในดวงตาคู่นั้น
แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า...แต่ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบไร้ปัญญา แต่เป็นความซื่อตรงที่แสนจะซื่อบื้อ
จนข้าเริ่มสงสัยว่ายาพิษที่เขาวางใส่ข้า มันคงจะกระเด็นเข้าปากเจ้าตัวไปด้วยแน่ๆ สมองถึงได้กลับตาลปัตรไปหมดเช่นนี้
"ยุบหนอ...พองหนอ...งั้นหรือ?"
ข้าทวนคำพูดเพ้อเจ้อของเขาออกมาเบาๆ พลางมองตามร่างที่หยุดทักทายทหารยามอย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ข้าเห็นเขายกมือโบกหยอยๆ ให้กับเสาไม้สลัก และทำท่าเหมือนจะกระโดดโลดเต้นเมื่อเห็นสวนดอกไม้
ทั้งที่ข้าควรจะสั่งขังเขาไว้ในคุกใต้ดิน หรือไม่ก็ตัดลิ้นที่พ่นวาจาเลอะเทอะนั่นทิ้งเสีย... แต่ลึกๆ ในใจที่กำลังร้อนรุ่มด้วยฤทธิ์ยา ข้ากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห้งๆ ของเขามันไม่ได้แสร้งทำอยากที่เคยเป็น
เว่ยหลัน... เจ้ากำลังเล่นละครอันใดอยู่กันแน่ หรือแท้จริงแล้ว...เจ้าเสียสติ ฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ
หลังจากที่ผมปล่อยให้ท่านโหวนอนรอซิงซานอยู่ในจวน ผมก็เดินออกมาสำรวจทันที
'โอ้โห! นี่มันจวนหรือสนามฟุตบอลเนี่ย กว้างฉิบเป๋งเลย!' ผมคิดในใจ
ผมเดินไปตามระเบียงไม้ที่ขัดจนเงาวับ มองไปทางไหนก็เห็นทหารยามยืนหน้าตึงเป๊ะอย่างกับหุ่นขี้ผึ้ง ผมแกล้งเดินผ่านแล้วยกมือทักทาย
"ฮัลโหล สวัสดีครับพี่ชาย กินข้าวยังครับ? เหนื่อยไหมยืนทั้งวัน?" ทหารคนนั้นถึงกับเลิกคิ้ว มองผมด้วยสายตาว่างเปล่า
ผมเดินต่อมาเรื่อยๆ จนถึงสวนหินที่จัดอย่างสวยงาม
"อืม... ตรงนี้ถ้ามีร้านกาแฟมาเปิดสักร้านนะ จะแหล่มมากเลยเว่ยหลันเอ๊ย" ผมพึมพำกับตัวเองพลางเอามือไพล่หลัง เดินเตาะแตะชมดอกไม้ไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับสาวใช้กลุ่มหนึ่งที่กำลังกระซิบกระซาบกัน
"นั่นไง... คุณชายเว่ยที่วางยาท่านโหว หน้านวลๆ แบบนั้นไม่น่าใจร้ายเลย"
"ข้าว่าเขาแปลกๆ นะ เมื่อครู่เห็นเดินยิ้มให้เสาไม้ด้วยล่ะ"
ผมหูผึ่งทันที "นี่สาวๆ ผมไม่ได้ยิ้มให้เสานะ ผมยิ้มให้ความสวยงามของสถาปัตยกรรมครับ! ว่าแต่...ห้องครัวไปทางไหนเหรอ? ผมหิวแล้วอ่ะ" หลังจากที่ผมพูด
สาวใช้กลุ่มนั้นพากันวิ่งหนีเตลิดเหมือนเจอผี ผมได้แต่ยืนเกาหัวยิกๆ…
"อะไรกัน...คนที่ทั้งหล่อทั้งน่ารักและใจดีขนาดนี้จะกลัวกันทำไมเนี่ย"
ผมเดินวนไปวนมาจนมาถึงศาลากลางน้ำหลังเดิม
แต่คราวนี้ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ที่พื้นหญ้าใกล้ๆ ศาลามีรอยเท้าที่ดูแปลกไป และมีคราบสีเข้มบางอย่างหยดอยู่บนก้อนหิน
"หืม...รอยเลือดเหรอ? หรือจะเป็นน้ำแดง?" ผมก้มลงไปดูใกล้ๆ สัญชาตญาณนักอ่านนิยายแนวสืบสวนเริ่มทำงาน
คือตอนนี้....ผมโกหกว่าผมไม่ได้วางยา แต่จริงๆแล้วผมวางยา....แล้วรอยเลือดนี่..ของใครกันมันไปทางด้านหลังจวน...หรือว่า!
เว่ยหลัน(คนเก่า) จะมีแบ็กใหญ่! มีพวกที่สมรู้ร่วมคิดหรอ! ใครว่ะ!
"เจ้าทำอะไรอยู่ตรงนั้น!" เสียงของชิงซานดังขึ้นจากด้านหลัง คราวนี้เขาไม่ได้ถือดาบแต่ถือถังน้ำมาด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ
"พี่ชิงซาน! มาพอดีเลย มาดูนี่สิ รอยเท้านี่มันของใครเหรอครับ? ดูเหมือนจะมีคนแอบย่องมาแถวนี้นะครับ" ผมรีบเรียกเขาดูทันที จะได้มีหลักฐานว่ามีคนอื่น..ที่คิดจะสังหารท่านโหว
ชิงซานขมวดคิ้วมองตามนิ้วผม เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายรอยเคร่งเครียด "รอยเท้านี่... ไม่ใช่ของคนในจวน เจ้าไปรอที่ห้องท่านโหวเดี๋ยวนี้! อย่าเดินเพ่นพ่านไปทั่ว จวนท่านโหวไม่ใช่ที่วิ่งเล่นของเจ้า!"
"โห...ดุจังครับ ข้าแค่จะช่วยสืบเอง" ผมทำหน้ามุ่ยแต่ก็ยอมเดินกลับตามคำสั่ง "งั้นข้าไปดูแล ท่านพยายม..เอ๊ย ท่านโหวของพี่ต่อก็ได้ครับ!"
ชิงซาน ได้แต่ยืนอ้าปากงงคงจะงงคำว่า พยายม คืออะไร
ส่วนผมก็เดินผิวปากฮัมเพลงกลับห้องนอนท่านโหวอย่างอารมณ์ดี ทิ้งปมให้องครักษ์หน้าดุต้องไปนั่งแก้ปริศนารอยเท้าคนเดียว
[ จบตอนที่ ๒ ]
