ตอนที่ 2
จวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหาร
เมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ
"คารวะคุณหนูใหญ่"
"เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้
องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า..."
"ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง
"ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อน
ซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้ายหมุนขวา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกังวลว่า "เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก ยังเจ็บตรงไหนหรือไม่ พ่อบอกแล้วว่าอย่าไปตากลมที่ศาลานั่นนานๆ ประเดี๋ยวพ่อจะสั่งให้คนรื้อศาลานั่นทิ้งเสีย แล้วสร้างใหม่ให้เป็นเรือนกระจกกันลมดีหรือไม่"
ซูจินเยว่มุมปากกระตุก แค่ลูกสาวเป็นลมถึงกับจะรื้อศาลาทิ้งแล้วสร้างใหม่ ความรวยนี่มันน่ากลัวจริงๆ
"ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่อยากมาดู... เอ่อ สมบัติของตระกูลเราสักหน่อยเพื่อความสบายใจน่ะเจ้าค่ะ"
ซูว่านซานหัวเราะร่า "ฮ่า ๆ ๆ สมกับเป็นลูกสาวของพ่อ การได้เห็นเงินทองย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน มา ๆ พ่อจะพาเข้าไปดูเอง วันนี้เจ้าอยากได้สิ่งใด หยิบไปได้เลย"
เขาโบกมือให้องครักษ์เปิดประตู เสียงกลไกของประตูเหล็กดังครืดคราด ก่อนจะเปิดออกกว้าง...ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ซูจินเย่ว์ต้องอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
นี่มันไม่ใช่แค่ห้องเก็บสมบัติธรรมดาแล้ว... แต่มันคือเหมืองทองคำชัด ๆ !
ภูเขาทองคำแท่งกองสูงท่วมหัวส่องประกายสีเหลืองอร่าม หีบสมบัติที่เปิดอ้าออกเผยให้เห็นไข่มุกเม็ดเท่าไข่นกกระทา เครื่องประดับหยก ทับทิม มรกต และอัญมณีนานาชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางที่ทำจากไม้จันทน์หอม กลิ่นของความมั่งคั่งตลบอบอวลไปทั่วห้อง จนซูจินเยว่นึกว่าตนเองกำลังฝันอยู่
ซูจินเยว่เดินเข้าไปราวกับต้องมนต์สะกด มือเรียวสวยยื่นออกไปสัมผัสแท่งทองคำที่เย็นเฉียบ... ของจริง นี่มันของจริงทั้งหมดเลย นางลูบคลำอย่างเบามือ มองขุมทรัพย์เบื้องหน้าอย่างหลงใหล หากนี่เป็นความฝันก็คงจะเป็นฝันที่นางอยากให้คงอยู่ตลอดไป
"เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก พอใจหรือไม่" ซูว่านซานถามอย่างภูมิใจ "ช่วงนี้การค้าทางทะเลกำไรงามนัก พ่อเพิ่งได้ปะการังแดงต้นใหญ่สูงเท่าตัวคนมาสองต้น กับไข่มุกราตรีขนาดเท่ากำปั้นอีกสิบเม็ด เจ้าอยากได้ไปประดับที่เรือนหรือไม่"
ซูจินเยว่หันกลับมามองบิดาด้วยแววตาซาบซึ้งใจ น้ำตาแห่งความปีติยินดีแทบจะไหลออกมา "ท่านพ่อ... ท่านช่างประเสริฐยิ่งนัก" ซูจินเยว่กระโดดเข้ากอดบิดาร่างท้วมอย่างเต็มแรง
ซูว่านซานยิ้มหน้าบาน ลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู "ขอเพียงเจ้ามีความสุข พ่อหาให้ได้ทุกอย่าง อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องความสุขของเจ้า..." สีหน้าของซูว่านซานเปลี่ยนเป็นกังวลเล็กน้อย "ของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้รุ่ยอ๋อง เจ้ายังจะให้พ่อส่งไปให้อีกหรือไม่"
คำว่า รุ่ยอ๋อง เหมือนน้ำเย็นที่สาดลงมากลางกองไฟแห่งความสุข
ซูจินเยว่ผละตัวออกจากอ้อมกอดของบิดา ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา ก่อนที่นางจะเป็นลมนางกำลังเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อส่งไปเอาใจเซียวจิ่งถิงมันคือ กระบี่หยกขาวพันปี ที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งนางอ้อนวอนบิดาแทบตายกว่าจะได้มาเพื่อหวังให้ท่านอ๋องชายตามองนางสักครั้ง
ในนิยายการส่งกระบี่เล่มนี้ไปให้รุ่ยอ๋องคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด รุ่ยอ๋องไม่เพียงไม่รับ แต่ยังมองว่าตระกูลซูกำลังดูถูกดูแคลนเขาด้วยการเอาของมีค่ามาฟาดหัวเขา และยังสั่งให้คนนำกลับมาคืนพร้อมคำพูดเจ็บแสบที่ทำให้ซูจินเยว่คนเดิมเสียใจจนแทบบ้า
นางส่ายหัวเบา ๆ เหตุใดถึงคิดไม่ได้กันนะ ซูจินเยว่หนอซูจินเยว่ เชื้อพระวงศ์ร่ำรวยกันอยู่แล้ว จะยังต้องการของพวกนี้อยู่อีกหรือ
โดยเฉพาะรุ่ยอ๋องที่มีทั้งอำนาจและบารมีมากมายจากการทำศึกและพิชิตศัตรูมานักต่อนัก เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่และอ๋องแห่งแคว้น มีความหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดง่าย ๆ
ซูจินเยว่มองดูกองภูเขาทองคำตรงหน้า แล้วนึกถึงใบหน้าเย็นชาของพระเอกในจินตนาการ...
คุ้มหรือไม่ ที่เอากระบี่หยกขาวมูลค่ามหาศาลไปแลกกับความเย็นชาของบุรุษที่ไม่เห็นค่า
"ไม่เจ้าค่ะ" นางตอบเสียงหนักแน่น
ซูว่านซานเลิกคิ้วมองบุตรสาวด้วยความแปลกใจ "หือ เจ้าเปลี่ยนใจแล้วรึ ปกติเจ้า..."
"ท่านพ่อ ข้าคิดได้แล้วเจ้าค่ะ" ซูจินเยว่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรับท่าทีให้ดูสง่างามสมกับเป็นคุณหนูตระกูลซูคนใหม่ "ของมีค่าเช่นนั้น ไม่ควรตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่เห็นค่า รุ่ยอ๋องสูงส่งเพียงนั้นคงไม่ต้องการของกำนัลจากตระกูลพ่อค้าอย่างเราหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะทำให้ท่านอ๋องรำคาญพระทัยเปล่า ๆ "
ซูว่านซานมองลูกสาวด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "ลูกรัก... เจ้าคิดได้เช่นนี้ พ่อก็ดีใจยิ่งนัก พ่อเองก็ไม่อยากให้เจ้าไปวิ่งตามรักตามหวงบุรุษที่เย็นชาปานน้ำแข็งผู้นั้นเลยจริง ๆ ลูกสาวของพ่อทั้งงดงามและมีเงินทองมากมาย จะหาบุรุษที่ดีกว่านี้สักสิบคนร้อยคนก็ย่อมได้"
"ถูกต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ" ซูจินเยว่พยักหน้าพูดสนับสนุนเต็มที่ "ต่อจากนี้ข้าจะไม่สนใจรุ่ยอ๋องอีกแล้ว ข้าจะตั้งใจใช้ชีวิตให้มีความสุข ใช้เงินทองของท่านพ่ออย่างคุ้มค่า... เอ๊ย อย่างชาญฉลาดเจ้าค่ะ"
"ดี ดีมาก! ฮ่า ๆ ๆ" ซูว่านซานหัวเราะร่าอย่างมีความสุขในรอบหลายเดือน "เช่นนั้นกระบี่หยกขาวนั่น..."
"เอาไปเก็บไว้ในคลังตามเดิมเถิดเจ้าค่ะ หรือไม่ก็..." ซูจินเย่ว์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องสมบัติอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายวาววับ "ถ้าเอาไปประมูลขายน่าจะได้ราคาดีนะเจ้าคะ แล้วเราก็เอาเงินมาซื้อที่ดินเพิ่มดีหรือไม่ท่านพ่อ"
วิญญาณนักบัญชีและนักลงทุนเข้าสิงร่างของซูจินเยว่ทันที
ซูว่านซานมองลูกสาวที่จู่ ๆ ก็ดูฉลาดเฉลียวขึ้นมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่มีความสุขของนาง เขาก็ปัดความสงสัยทิ้งไป และเลือกที่จะสนุบสนุนนางอย่างเต็มที่
"ได้สิ พ่อตามใจเจ้า วันนี้เพื่อฉลองที่เจ้าหายดีและคิดได้ พ่อจะสั่งให้ห้องครัวทำอาหารชุดใหญ่ที่สุด เอาให้มีอาหารร้อยแปดอย่างเลยดีหรือไม่"
"ดีเจ้าค่ะท่านพ่อ รักท่านพ่อที่สุดในโลกเลย"
ซูจินเย่ว์เดินควงแขนบิดาออกจากห้องสมบัติอย่างมั่นคงและเปี่ยมสุข ทิ้งเรื่องราวของพระเอกนางเอกและพล็อตเรื่องสุดรันทดไว้เบื้องหลัง
ใครจะสนท่านอ๋องหน้าตายกันล่ะ ในเมื่อการเป็นตัวประกอบผู้ร่ำรวยนั้น มันดียิ่งกว่าการเป็นนางเอกเสียอีก!
ซูจินเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข ยิ้มพูดคุยกับบิดาจนแก้มปริไปตลอดทาง…
