บทที่ 3: อย่าลืมฝันถึงฉันล่ะ (50%)
“พี่ลินคะ มีปัญหานิดนึงค่ะ” แก้วเดินเข้ามาหาฉันที่โต๊ะทำงาน ในมือถือแท็บเล็ตที่เปิดอีเมลค้างไว้ ผู้ช่วยคนเก่งของฉันดูลำบากใจ
“มีอะไรเหรอ”
“คือ...ทางโรงแรมที่ภูเก็ตแจ้งมาว่าห้องที่จองไว้สำหรับพี่กับพี่วินมีปัญหาค่ะ”
“หมายถึง?”
“ห้องที่จองไว้ถูกดับเบิลบุ๊คค่ะ ตอนนี้ทางโรงแรมแจ้งว่าเหลือแค่สวีทห้องเดียว”
สวรรค์กำลังเล่นตลกหรือยังไงนะ ขนาดหลีกเลี่ยงช่วงเทศกาลแล้วห้องก็ยังเต็มอีกเหรอเนี่ย
“แต่ไม่เป็นไรค่ะ โรงแรมแจ้งว่าเค้าอัปเกรดเป็นห้องสวีทขนาดใหญ่ให้ มีสองห้องนอนในห้องเดียวกัน”
“...” ฉันเงียบเพราะต้องการใช้ความคิด
“เป็นห้องที่ดีที่สุดของโรงแรมเลยค่ะ วิวทะเล ห้องกว้างมาก”
“...”
“พี่วินบอกว่าโอเคแล้วด้วยค่ะ”
ว่าไงนะ…วินตกลงไปแล้วงั้นเหรอ?
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราไปพักต่างจังหวัดด้วยกัน แต่เราไม่เคยพักห้องเดียวกันสองต่อสองมาก่อนเลย
“พี่ลินไม่สบายใจเหรอคะ” แก้วถามอย่างเป็นห่วง “ถ้าไม่โอเคแก้วจะลองหาโรงแรมอื่น…”
“ไม่เป็นไรๆ ตามนั้นแหละ”
“งั้นแก้วคอนเฟิร์มกับทางโรงแรมเลยนะคะ”
“แล้วทีมงานถ่ายทำล่ะ?”
“ทีมงานจะตามไปวันที่สี่ค่ะ ส่วนห้องพักแก้วจองไว้ใกล้ๆ กับสถานที่แล้วค่ะ” แก้วอธิบาย
ฉันพยักหน้ารับ นั่นสินะ ทริปสามวันแรกเป็นแค่การสำรวจสถานที่ วางแผนงาน และประชุมกับลูกค้า ทีมงานค่อยตามมาตอนถ่ายทำจริง
ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะต้องใช้เวลาอยู่ที่ภูเก็ตสองคนกับวินตั้งสามวัน ถึงจะอยากปฏิเสธแค่ไหนแต่มันก็อดดีใจไม่ได้
หลังจากแก้วเดินจากไป ฉันได้ยินเสียงถกเถียงดังมาจากห้องประชุม ฉันเหลือบมองผ่านผนังกระจกเห็นวินกำลังคุยกับทีมงานคน มือของเขาชี้ไปที่ภาพบนจอโปรเจคเตอร์ สีหน้าจริงจัง
ด้วยความที่โต๊ะทำงานของฉันอยู่ไม่ห่างจากห้องประชุมนัก เลยได้ยินเสียงบทสนทนาดังลอดออกมาเป็นระยะ
“ผมว่าเราต้องเปลี่ยนมุมกล้องใหม่ทั้งหมด” เสียงทุ้มของวินแว่วมา “ถ้าจะให้ได้ฟีลแบบที่ลูกค้าต้องการ ต้องถ่ายตอนพระอาทิตย์ตกด้วย”
ทุกคนพยักหน้ารับฟัง บางคนจดบันทึก บางคนถกเถียงเรื่องเทคนิค วินยืนกอดอกฟังความเห็นทุกคน สายตาจดจ่ออยู่ที่ภาพตัวอย่าง
ภาพของวินที่อยู่ในชุดสบายๆ แต่มีสีหน้าจริงจังเป็นการเป็นงานทำให้ฉันใจสั่น เขาดูดีเสมอโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย ผมของเขายาวปรกหน้าทำให้ต้องใช้มือหนาเสยขึ้นบ่อยครั้ง แต่มันช่างดูมีเสน่ห์จนไม่สามารถละสายตาไปได้เลย
การประชุมดำเนินไปอีกพักใหญ่ก่อนจะเลิก วินเดินออกมาพร้อมไอแพดในมือ ท่าทางเหนื่อยล้า มุ่งหน้าไปที่ห้องทำงาน
“วินคะ”
เสียงเรียกดังขึ้นเมื่อเขาเดินผ่านมุมกาแฟ พลันดึงความสนใจของฉันให้หันไปมอง มินท์ในชุดเดรสรัดรูปสั้นสีดำเดินเข้าหาวินด้วยความรวดเร็ว เธอแสดงท่าทีเขินอายเล็กน้อยเมื่อเขาหันมาสบตา
“เย็นนี้ไปทานข้าวด้วยกันมั้ยคะ มีเรื่องงานจะปรึกษา”
“ขอโทษที มีประชุมกับลูกค้า” วินตอบโดยไม่หยุดเดิน ไม่ทันสังเกตสีหน้าผิดหวังของมินท์
มินท์ยืนนิ่ง มือที่ถือแก้วกาแฟกำแน่นขึ้น สายตาของเธอมองตามแผ่นหลังของวินไป ก่อนจะเหลือบมามองฉันวูบหนึ่ง
แววตาของเธอที่ส่งมามันช่างเย็นชา แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ความไม่พอใจก็ชัดเจน ฉันรู้สึกได้ถึงความขุ่นเคืองที่เธอมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับวิน
เธอคงจะเกลียดฉัน ที่ได้อยู่ใกล้วินมากกว่าใคร...แต่เธอไม่รู้หรอกว่า การได้อยู่ใกล้คนที่เรารัก แต่เขาไม่เคยมองเราในแบบที่เราหวัง มันเจ็บแค่ไหน
เวลาผ่านไปจนถึงบ่ายโมง ฉันนั่งจัดการเอกสารและตารางงานทั้งหมดจนเสร็จเลยว่าจะกลับเร็วเพราะใช้สายตาจนล้าไปหมด ก่อนกลับฉันเดินไปที่ห้องพักพนักงานและทิ้งตัวลงนั่ง ตั้งใจว่าจะมาพักสายตาก่อนขับรถกลับคอนโด
แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังใกล้จะเคลิ้มหลับ ความรู้สึกเย็นเยือกที่ข้างแก้มก็ปลุกให้ฉันสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นมาเสียก่อน
“...!!”
“เป็นอะไรไป หน้าซีดเชียว”
เจ้าตัวปัญหาที่แกล้งคนระหว่างพักทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนเอากระป๋องน้ำอัดลมเย็นเฉียบมาแนบที่แก้มฉัน
แบบนี้มันจงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ!
วินทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาข้างกันก่อนจะโยนกระป๋องน้ำมาให้
“ไม่ได้เป็นอะไร แค่เหนื่อย”
วินแค่พยักหน้าแล้วก็เงียบไป เขาจัดแจงเปิดกระป๋องน้ำอัดลมของตัวเองแล้วยกขึ้นดื่ม สันกรามของเขาดูชัดเจนมากขึ้นเมื่อมองจากมุมนี้ ทำตัวเหมือนกับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาไปได้
“นี่ เรื่องห้องพักน่ะ” ฉันกลั้นใจถาม
“ห้องพักทำไม”
“อยู่กันแค่สองคนไม่เป็นไรเหรอ”
“อ๋อ” เขายิ้มมุมปาก “กลัวฉันจะทำอะไรเธอรึไง”
“จะบ้าเหรอ!” ฉันตีแขนเขาเบาๆ พยายามกลบเกลื่อนความประหม่า “ใครมันจะไปกลัว”
“งั้นก็ดี” วินว่าพร้อมเอนหลังพิงพนักโซฟา “เดี๋ยวบ่ายสามลูกค้าจะมาดูงาน เตรียมตัวให้พร้อมนะ”
“ลูกค้า?”
“อื้ม แพรจะมาดูคอนเซปต์งานที่ภูเก็ต”
ฉันชะงัก “คุณแพร...แฟนเก่าแกน่ะเหรอ”
วินไม่ตอบ แค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะลุกเดินออกไป เขาเป็นแบบนี้ตลอด เมื่อไม่อยากเปิดเผยอะไรไปมากกว่านี้ เขามักจะชอบเดินหนีเพื่อไม่ให้ใครรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเขาได้ แม้แต่กับฉัน เขายังไม่ยอมแสดงความรู้สึกลึกๆ ในใจให้ฉันได้เห็นเลย
ฉันเองก็คงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายมากพอที่จะพูดคุยแบบเปิดใจได้ พอคิดแบบนั้นแล้วก็รู้สึกแย่ขึ้นมาซะดื้อๆ ทั้งๆ ที่จิตใจของคนเรามันเป็นเรื่องซับซ้อน ขนาดตัวฉันเองก็มีเรื่องปิดบังเขาอยู่เหมือนกัน คิดมากไปก็เท่านั้น
