บทที่ 2: ความรู้สึกที่เรียกว่าหวง (100%)
หลังเลิกงาน ฉันมาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่เราสองคนชอบมานั่งคุยงานกัน เป็นร้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอย บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการประชุมงาน...หรืออย่างน้อยก็นั่นคือข้ออ้างที่เราใช้มาตลอด
“สั่งเหมือนเดิมใช่มั้ย” วินถามทันทีที่ฉันนั่งลง
“อื้ม” ฉันพยักหน้า แปลกใจเล็กน้อยที่เขาจำได้ว่าฉันชอบกินอะไร แล้วก็แอบรู้สึกผิดเพราะเผลอก่นด่าเขาในใจไปเมื่อเช้า
“แซลมอนซาชิมิ แล้วก็…” เขาหันไปสั่งกับพนักงาน “ซูชิหน้าปลาไหล สองที่ อ้อ แล้วก็วาซาบิแยกนะครับ เพื่อนผมกินเผ็ดไม่ค่อยได้”
ให้ตายสิ…ฉันอดยิ้มไม่ได้ที่เขาจำได้แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้
เราคุยเรื่องงานกันพักใหญ่ วางแผนการเดินทาง จัดตารางถ่ายทำ และแก้ปัญหาคิวงานที่ซ้อนกัน จนอาหารมาเสิร์ฟหมดแล้ว การสนทนาก็เริ่มเบนออกนอกเรื่องงาน
“ว่าแต่…” วินเอ่ยขึ้นขณะตักวาซาบิใส่ถ้วยโชยุ “เห็นไอ้หมอนั่นมันสนใจเธอนะ”
ฉันชะงักมือที่กำลังจะตักซาซิมิเข้าปาก “หืม หมายถึงใคร?”
“ก็ไอ้โปรดิวเซอร์คนนั้นไง”
“ไม่หรอก เขาแค่อัธยาศัยดี”
“อัธยาศัยดีแปลว่าชงกาแฟให้ทุกคนเลยงี้?” วินถามเสียงเรียบ แต่ไม่มองหน้าฉัน
“แกเห็นด้วยเหรอ”
วินวางตะเกียบลง สีหน้าดูใคร่รู้เล็กน้อย “เห็นเธอคุยกับเขาแล้วดูสบายใจดี ไม่เหมือนเวลาเจอผู้ชายคนอื่น”
“นั่นสิ…” ฉันเองก็แปลกใจ “ทั้งที่ปกติฉันแทบจะแตะเบรกทุกครั้งที่ต้องคุยกับผู้ชายแปลกหน้า”
“แล้ว...ถ้าเขาชวนไปกินข้าว เธอจะไปเหรอ”
“ไม่รู้สิ” ฉันตอบตามตรง
“งั้นเหรอ” น้ำเสียงของเขาฟังดูเบาลงพลางเสมองไปทางอื่น ราวกับว่าเขากำลังหลบซ่อนบางอย่างไม่ให้ฉันดูออก
บทสนทนาหยุดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเพลงญี่ปุ่นเบาๆ ลอยมาจากลำโพงร้าน
“เรื่องทริปภูเก็ต…” วินเอ่ยขึ้นใหม่ “ถ้าเธอไม่สะดวก ฉันจะให้คนอื่นไปแทนก็ได้นะ”
“ทำไมล่ะ…” หัวใจฉันกระตุก
ก็ไม่แปลกหรอกนะ ถ้าเขาจะมีแพลนอยากไปทริปชมวิวเกาะสวยๆ กับสาวคนอื่น คงไม่อยากให้ฉันไปเป็นก้างขวางคอสักเท่าไหร่
“กลัวว่าเธออาจจะอึดอัดรึเปล่า ต้องอยู่ด้วยกันตั้งสามวัน”
“อยู่กับแกมาตั้งสิบปีแล้ว จะกลัวอะไร”
วินยิ้มบางๆ "นั่นสิ...สิบปีแล้วนะ"
เขาเงียบไปอีกครู่ก่อนจะพูดต่อ “แปลกดีนะ ที่ทุกคนในชีวิตฉันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...ยกเว้นเธอ”
คำพูดนี้...มันหมายความว่ายังไงกันแน่
แต่ก่อนที่ฉันจะได้ถามอะไรออกไป โทรศัพท์ของวินก็ดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศอึดอัดของเรา
“เดี๋ยวมานะ” เขาว่าก่อนจะลุกออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก คงไม่พ้นผู้หญิงคนใหม่ของเขาอีกเหมือนเคย คนแล้วคนเล่าที่เขาควงในช่วงเวลาที่เรารู้จักกัน
ฉันนั่งมองแก้วน้ำชาที่เริ่มเย็นลง สมองยังคงวนเวียนอยู่กับคำพูดของวิน
ความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนแยกไม่ออก ทั้งดีใจที่อย่างน้อยฉันก็มีความหมายพอที่จะอยู่ในชีวิตเขาได้นานขนาดนี้ ทั้งเจ็บที่รู้ว่าความหมายนั้นคงไม่ใช่อย่างที่ต้องการ
เสียงหัวเราะของวินดังแว่วมาจากด้านนอก ฉันเหลือบมองผ่านกระจกร้าน เห็นวินยืนคุยโทรศัพท์พลางยิ้มมุมปาก ภาพที่เห็นจนชินตา...ภาพที่ยังคงทิ่มแทงหัวใจทุกครั้ง
แปลกดีนะ ที่วันนี้ฉันได้เจอคนที่ทำให้รู้สึกสบายใจ พี่เก้า…เขาเป็นผู้ชายคนแรกในรอบหลายปีที่ไม่ทำให้ฉันผวา บางทีอาจเป็นเพราะเขามีออร่าน่านุ่มนวล อบอุ่น หรืออาจจะเป็นเพราะเขาเป็นรุ่นพี่ที่น่านับถือ
แต่ถึงจะรู้สึกสบายใจแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเหมือนตอนที่วินยิ้มให้ ไม่ได้ทำให้แก้มร้อนผ่าวเวลาสบตาเหมือนตอนที่วินทำ และไม่ได้ทำให้โลกหมุนช้าลงเหมือนตอนที่วินเอ่ยชื่อฉัน
ฉันถอนหายใจเบาๆ พลางนึกถึงคำพูดของวินเมื่อครู่ที่ถามว่าทำไมฉันถึงไม่กลัวพี่เก้า บางทีมันอาจจะเป็นเพราะว่า...เวลาที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับใครสักคน เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวที่จะเสียเขาไป
เสียงฝีเท้าคุ้นหูดังใกล้เข้ามา วินกลับมานั่งที่เดิม สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายขึ้นหลังคุยโทรศัพท์เสร็จ
“คุยเสร็จแล้วเหรอ” ฉันถามเบาๆ
“อื้ม แค่คนที่เคยเจอในงานเลี้ยงน่ะ”
แค่นั้นเหรอ...แล้วทำไมต้องยิ้มขนาดนั้นด้วยล่ะ
“เมื่อกี้เธอคิดอะไรอยู่ ดูเหม่อไปไกลเลย”
“เปล่า” ฉันส่ายหน้า “แค่กำลังคิดว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง”
จะบอกได้ยังไงล่ะว่ากำลังคิดถึงแก...เหมือนที่คิดมาตลอดสิบปี
