บทที่ 4/2
ในเวลาแห่งความวุ่นวายนั้นเอง ผู้นำหมู่บ้านที่ได้รับแจ้งจากซือฮั่น ก็วิ่งหน้าตั้งมาถึงพอดี เดิมทีเขาคิดจะเข้าไกล่เกลี่ย เพื่อยืดเวลาตามที่เด็กหนุ่มร้องขอ ทว่าภาพตรงหน้ากลับไม่ใช่อย่างที่คิด บัดนี้เหมยกุ้ยกำลังใช้มีดชี้หน้ามารดาตัวเอง แล้วสั่งให้เด็ก ๆ ขนของจากบ้านเดิม หวังเพ่ยจึงหยุดชะงักไปชั่วอึดใจ
อะไรเข้าสิงเหมยกุ้ย ถึงได้กล้าขัดใจแม่ตัวเอง หรือว่านางจะคิดได้แล้ว
“ผู้ใหญ่หวัง ท่านมาก็ดีแล้ว ท่านดูนังเด็กคนนี้มันทำกับข้าสิ อยู่ ๆ ก็เข้ามาขนของบ้านข้า จับนังลูกอกตัญญูคนนี้ส่งทางการเลยเจ้าค่ะ” นางจงไฉ่ปราดเข้าหาผู้ใหญ่บ้านหวัง นางโกรธมาก ร้องเรียกให้ผู้ใหญ่บ้านจับเหมยกุ้ยเข้าคุก ไม่สนใจว่านั่นจะเป็นบุตรสาวของตนหรือไม่ ขอแค่จับนังลูกอกตัญญูไปรับโทษได้เป็นพอ
“จงไฉ่ เจ้าใจเย็นก่อน นั่นน่ะบุตรสาวเจ้านะ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก่อนเถอะ”
“จะให้ใจเย็นได้อย่างไร ท่านไม่เห็นหรือว่ามันทำอะไรกับข้าบ้าง ยายแก่คนนี้ทนไม่ไหวแล้ว จับมันส่งทางการเดี๋ยวนี้เลย”
ผู้ใหญ่บ้านหวังได้แต่ถอนหายใจ เอือมระอากับลูกไม้เดิม ๆ ของนางจงไฉ่ ที่มักจะเอาแต่ตีโพยตีพายยามไม่ได้ดั่งใจ
ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่านางเฒ่าคนนี้มีนิสัยเช่นไร เอาเปรียบบุตรสาวลำเอียงไปทางบุตรชาย หลายคนเคยเตือนเหมยกุ้ยนับครั้งไม่ถ้วน ให้เลิกคิดที่จะกลับบ้านเดิม การได้แต่งงานกับอวิ๋นเซียวนับเป็นโชควาสนา กระนั้นเจ้าตัวกลับไม่ฟัง
ใคร ๆ ก็รู้ว่าที่นางจงรีบเร่งให้เหมยกุ้ยแต่งงาน เพราะอยากได้ค่าสินสอด เคยทำมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ นั่นมันต่างอะไรกับการขายลูกกิน กระนั้นแม้จะขายลูกสาวไปแล้ว แต่กลับยังคงหลอกให้เหมยกุ้ยมีความหวัง ยามอยากได้ก็พูดจาดี พอได้แล้วก็ผลักไสทุบตี
“เหมยกุ้ยบ้านเมืองมีกฎ เจ้าจะทำตามใจตนเองเช่นนี้ไม่ได้ มีอะไรก็มาคุยกันดี ๆ เถอะ ลุงจะไม่ลำเอียงแน่นอน เจ้ามีอะไรคับข้องใจบอกลุงมาเลย”
“ท่านลุงหวัง ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้ เพื่อจะให้มาเป็นพยานเจ้าค่ะ นี่คือสัญญาซื้อขาย หม้อ แม่ไก่สามตัว ข้าวสาร หมอน ผ้าห่ม รวมไปถึงสัญญายืมเงิน เงินพวกนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของสามีข้าทั้งนั้น การที่ข้ามาเอาของของตัวเองคืน มันผิดหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวกางหลักฐานทั้งหมดลงบนโต๊ะ สัญญาซื้อขายทุกอย่างล้วนเป็นชื่อของนางทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านพิจารณา พลางคิดถึงเหมยกุ้ยในอดีตเสียมิได้ แม้เจ้าตัวจะโง่เขลา แต่อย่างน้อยเรื่องซื้อของเป็นชื่อของนางเอง สิ่งนี้นับว่าดียิ่งไม่ถือว่านางโง่จนเกินไป
ผู้ใหญ่บ้านหวังเปิดดูสัญญาซื้อขายแต่ละแผ่น ก่อนจะจ้องไปทางนางจงไฉ่ ก็รู้อยู่ว่านางเฒ่าคนนี้เอาเปรียบเหมยกุ้ยแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นถึงขนาดนี้ นี่ถึงขั้นที่ว่าเจ้าตัวมาทวงของคืน ก็คงสุดจะทนแล้วกระมัง
“ผู้ใหญ่หวังอย่าไปเชื่อ นี่มันหลักฐานปลอมขอรับ” จงซานละล่ำละลักแก้ตัว โดยเฉพาะสัญญากู้เงิน ที่ตนกล้าลงนามก็เพราะคิดว่าเหมยกุ้ยจะไม่กล้าทำเช่นนี้ แค่ขู่ไปนิดหน่อยก็หงอแล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจ
“มันจะปลอมได้อย่างไร ข้ายังไม่ได้แก่จนเลอะเลือน จนถึงขั้นจำลายมือเจ้าไม่ได้จงซาน” หวังเพ่ยเคาะนิ้วย้ำ ๆ ตรงชื่อผู้กู้
“ผู้ใหญ่หวัง ข้าเป็นแม่เหตุใดจะไม่รู้ว่าเหมยกุ้ยมีนิสัยเช่นไร มันก็แค่เห็นพี่ชายตัวเองดีกว่าไม่ได้ จึงสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา นี่คงเลียนแบบลายมือจงซานมาน่ะสิ ท่านต้องเชื่อข้านะ”
“ท่านแม่ เรื่องแบบนี้จะมาพูดลอย ๆ ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านมีหลักฐานหรือไม่ว่าข้าเลียนแบบลายมือพี่ใหญ่ ข้าไม่ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ จะมีปัญญาที่ไหนมาเลียนแบบลายมือ แค่จับพู่กันยังไม่เป็นเลย จะแก้ตัวก็ช่วยคิดบ้างนะเจ้าคะ”
“เหอะ! แค่เดาก็รู้แล้วว่าเป็นแผนใส่ร้ายของแก”
“การคาดเดาก็คือคาดเดา จะถือเป็นจริงได้อย่างไร ท่านลุงหวัง นอกจากสิ่งของที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ ยังมีโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็หลังคาบ้านด้วยเจ้าค่ะ นี่คือหลักฐานทั้งหมดเจ้าค่ะ”
“เหมยกุ้ย อย่างไรก็แม่ เจ้าจะเอาไปทั้งหมดจริงหรือ” ที่หวังเพ่ยถามไม่ใช่เพราะคิดว่าเหมยกุ้ยทำเกินไป ทว่าอย่างไรก็แม่ เว้นหลังคาไว้สักอันก็ยังดี ไม่เช่นนั้นบ้านนี้จะไม่เหลืออะไรแล้วนะ
“ท่านลุงก็เห็นสภาพบ้านข้า แม้แต่กำแพงบ้านยังเป็นรู ลูกก็กินไม่อิ่ม ข้าไม่ควรจะเอาไปทั้งหมดหรือเจ้าคะ ถ้าไม่อยากให้ข้าเอาไป เช่นนั้นก็จ่ายเป็นเงินมาสิ”
“ข้าไม่ให้! นังลูกชั่ว อย่าคิดว่าจะเอาอะไรไปแม้แต่ชิ้นเดียว” นางเฒ่าจงส่งสายตาอาฆาตไปยังบุตรสาว อย่าคิดว่าจะได้อะไรไป แม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ให้
จงไฉ่ตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ด่าเสียจนน้ำลายกระเซ็น นางมองซ้ายแลขวา ก่อนที่สายตาปะทะเข้ากับไม้กวาดใกล้มือ ย่างสามขุมเข้าหา ตั้งใจจะเอามาตีเหมยกุ้ยให้หายแค้น แต่ก็ได้แค่ยกค้างไว้กลางอากาศ เมื่อถูกอีกฝ่ายใช้มีดพร้าชี้หน้า
“ก็ลองตีข้าอีกสิเจ้าคะ”
“กล้าหรือ แน่จริงก็ฟันลงมาสิ ถ้าเจ้าฟันข้า เจ้าก็ต้องติดคุก” นางเฒ่าจงเย้ยหยัน คิดอย่างย่ามใจว่าเหมยกุ้ยก็แค่ขู่ไม่กล้าทำจริง
“เช่นนั้นข้ากับพี่ใหญ่ก็เข้าคุกไปด้วยกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ สามวันก่อนพี่ใหญ่ยังหมายจะฆ่าข้าอยู่เลย แผลตรงหน้าผากข้าเป็นหลักฐานได้ดีเชียว คนทั้งหมู่บ้านก็เห็นเป็นพยานได้ ท่านแม่จะยอมแลกกับอนาคตพี่ใหญ่หรือเจ้าคะ คิดดูให้ดีนะ”
“เจ้า... เจ้ามันตัวซวย ตัวล้างผลาญ ข้าไม่น่าคลอดเจ้ามาเลย รู้เช่นนี้น่าจะฆ่าให้ตายตั้งแต่ตอนเกิดเสียก็ดี”
“เช่นนั้นท่านแม่ก็พลาดแล้วเจ้าค่ะ ที่ปล่อยให้ข้ามีชีวิต ท่านลุงหวังในเมื่อไม่จ่ายเงิน ข้าก็จะเอาทั้งหมดเจ้าค่ะ” คำด่าของมารดาไม่ได้ทำให้นางรู้สึกอะไรเลย กลับลอยหน้าลอยตาโต้เถียงได้อย่างน่าหมั่นไส้
ในเมื่อเหมยกุ้ยมีหลักฐานว่านางเป็นผู้จ่ายเงินจริง หวังเพ่ยจึงไม่ได้ขัด พยักหน้ารับรู้และเข้าใจ ตัดสินให้สิ่งของในบ้านรวมไปถึงหลังคาเป็นของเหมยกุ้ย
“ซือฮั่น ไปเอารถลากมาขนกลับบ้านเราให้หมด”
“ขอรับท่านแม่”
ซือฮั่นยิ้มกว้างรับคำทันที แม้จะไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าเจ้าตัวกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก ไม่ว่าท่านแม่จะเปลี่ยนไปด้วยเหตุผลอะไร เขาจะไม่ถาม และไม่สงสัยทั้งนั้น ขอแค่ไม่ใช่เรื่องหย่าขาดจากท่านพ่อก็พอ
เด็กทั้งสามช่วยกันขนของด้วยความรีบเร่ง นางจงไฉ่ที่เห็นว่าของในบ้านถูกขนจนเรียบ ไม่เว้นแม้แต่หมอน นางเฒ่าได้แต่โวยวายลั่นบ้าน ชาวบ้านละแวกนั้นต่างก็พากันมามุงดู ไม่มีใครเข้าข้างสักคน บ้างก็หัวเราะชอบใจ บ้างก็บอกว่านางจงไฉ่สมควรโดน
ทว่าเมื่อหลังคากำลังจะถูกงัดไปจริง ๆ นางเฒ่าจงจึงยอมเสียเงินสองตำลึง เพราะหากปล่อยให้เอาไปแล้วทำใหม่ นอกจากจะเสียค่าซื้อหลังคาแล้ว ยังต้องเสียค่าช่างอีก มันไม่คุ้มกันเลย
“วางลงนะ นั่นข้ายังไม่ได้กินเลยสักคำ” เอ้อเหนียงที่เอาแต่เงียบอยู่นาน ร้องทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นม่านถงกำลังยกหม้อน้ำแกงไก่ออกไป ตนยังไม่ได้กินสักคำเลยนะ มิหนำซ้ำน้ำแกงหม้อนั้น ไก่ตั้งตัวหนึ่งเชียวนะ
“ทั้งถ้วยทั้งหม้อก็เงินข้าซื้อทั้งนั้น ม่านถงไม่ต้องไปฟังเก็บกลับบ้าน”
“เจ้าค่ะท่านแม่” ม่านถงตาเป็นประกาย ไม่สนแล้วใครเป็นใคร นางยกหม้อน้ำแกงไก่ได้ วิ่งออกจากบ้านไม่แม้แต่จะเหลียวหลังสักนิด
เอ้อเหนียงหน้าซีดเผือด ไม่กล้าเข้าไปแย่งกลับคืน เพราะเหมยกุ้ยประกาศกร้าวว่าจะฟันทุกคนที่มาแย่งของของนางไป เมื่อมีมีดจ่อหน้าถึงขนาดนี้ นางจะกล้าหือได้อย่างไร
คนบ้านจงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนมองบ้านอันว่างเปล่า เสียทั้งของยังต้องมาเสียตำลึงเงิน มิหนำซ้ำยังเสียหน้าอีก นางเฒ่าจงไฉ่ได้แต่มองด้วยความเคียดแค้น มีโอกาสก่อนเถอะ ตนจะต้องเอาคืนให้ได้
