บทที่ 2 พังงานเลี้ยง
หลิวหัวซางเดินไปได้เพียงครึ่งทางก็เริ่มรู้สึกตึงมือขึ้นมาเรื่อย ๆ ทำไมเจียงชิงที่ดูผอมบางขนาดนั้น ถึงได้ตัวหนักขนาดนี้กันนะ?
สุดท้ายเขาทำได้เพียงกัดฟันฝืนแบกเธอจากท้ายหมู่บ้านมาจนถึงหัวหมู่บ้าน
เจียงชิงมองหลิวหัวซางที่เหนื่อยจนเหงื่อท่วมหัวแล้วแอบยิ้มสะใจ ไม่เสียแรงที่เธอแอบยัดก้อนหินเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าตั้งหลายก้อน
แถมเธอยังไม่ได้ปล่อยให้เขาแบกดี ๆ ด้วย การจัดท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ต่อให้น้ำหนักตัวเบาแค่ไหน คนแบกก็เหนื่อยอยู่ดี
กว่าจะมาถึงหน้าประตูบ้านได้อย่างยากลำบาก หลิวหัวซางก็เกิดก้าวพลาดล้มลงไปเสียงดังโครม!
โชคดีที่เจียงชิงเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เธอจึงรีบเอาขาลงพื้นล่วงหน้าไปก้าวหนึ่ง
“ตายแล้ว หัวซาง คุณเป็นอะไรไหม ล้มเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
เธอเข้าไปหาด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วงเป็นใยสุดขีด แต่กลับจงใจกดมือลงไปตรงบาดแผลที่ถลอกของหลิวหัวซางอย่างจัง
หลิวหัวซางเจ็บจนสะดุ้ง เจ็บจนเหงื่อกาฬไหลพราก
“โอ๊ยๆๆ! มือ! มือ! มือ!”
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะๆ” วินาทีต่อมาเธอก็กดลงไปอีกจุดหนึ่ง
“โอ๊ย!”
“หัวซาง ฉันขอโทษ!” แล้วก็กดลงไปอีกจุดถัดไป
“โอ๊ยๆๆ! เจียงชิง!”
เจียงชิงมองเขาด้วยสายตาปวดใจและรู้สึกผิด “ขอโทษนะหัวซาง ฉันแค่เป็นห่วงคุณมากเกินไปหน่อยน่ะค่ะ”
หลิวหัวซางเห็นแววตาที่ดูจริงใจของเจียงชิงแล้ว ก็กลืนคำด่าหยาบคายกลับลงคอไป
ทว่าวินาทีต่อมา... “อึ้ก!” ชายหนุ่มก็ตาตั้งและสลบเหมือดไปทันที เพราะมือของเจียงชิงดันกดลงไปโดนส่วนที่บอบบางที่สุดของลูกผู้ชายเข้าอย่างจงใจ
เมื่อเห็นชายหนุ่มสลบไป เจียงชิงก็เกือบจะกลั้นยิ้มที่มุมปากไว้ไม่อยู่ แบบนี้ไม่ได้นะ... วินาทีต่อมาเธอรีบเอามือกุมหน้าแล้วส่งเสียงร้องไห้กระซิก
“หัวซาง คุณอย่าทำให้ฉันตกใจสิ ฉันยังไม่อยากเป็นหม้ายนะ”
“วันมงคลแท้ ๆ เจียงชิงแกพูดบ้าอะไรของแกน่ะ!”
จางกุ้ยฟางที่ได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งมา เธอถลึงตาใส่เจียงชิงอย่างดุดัน ก่อนจะกระชากเธอออกไปด้านข้างอย่างแรง
นังเด็กแพศยาคนนี้บังอาจมาแช่งลูกชายของเธอ
เจียงชิงยืนอยู่ด้านข้าง เอามือกุมหน้าแสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ความจริงแล้วมุมปากภายใต้ฝ่ามือนั้นยกยิ้ม
สะใจชะมัด! เมื่อครู่นี้เธอไม่ได้ออมแรงเลยสักนิด เธอยังจงใจเน้นน้ำหนักลงไปตรงกระดูกเป็นพิเศษ
ตอนนั้นเธอได้ยินเสียงกระดูกเคลื่อนออกจากกันเบา ๆ เลยด้วยซ้ำ สภาพของหลิวหัวซาง คาดว่าคงต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปอีกหลายวันแน่นอน
“พี่คะ พี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ถ้าพี่ไม่ยอมให้พี่หัวซางแบก พี่หัวซางก็คงไม่ต้องเป็นแบบนี้หรอก”
เจียงอวี๋มองหลิวหัวซางที่นอนหมดสติด้วยความสงสารและเป็นห่วง ถ้าไม่ใช่เพราะหวังเจาตี้บอกให้เธอตั้งใจเรียน คนที่ได้แต่งงานกับหลิวหัวซางก็คงเป็นเธอไปแล้ว
บ้านของพวกเธอยังเป็นบ้านดินอยู่เลย แต่บ้านของหลิวหัวซางใช้อิฐบล็อกแดงสร้าง แถมลานบ้านยังกว้างขวาง ในบ้านก็ตกแต่งดีกว่าบ้านเธอตั้งเยอะ
และได้ยินมาว่าหลิวหัวซางยังเป็นเถ้าแก่อีกด้วย แต่งเข้ามาก็มีแต่รอนอนเสวยสุข ไม่รู้ว่าคุณป้าคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่
เจียงชิงหยุดร้องไห้ ดวงตากลมโตแดงก่ำ เธอมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางอ่อนแอไร้เดียงสา
“นี่น้อง หัวซางเขาเป็นสามีของฉัน ฉันก็ต้องปวดใจแทนเขาอยู่แล้ว อีกอย่าง เธอเรียกแบบนี้มันไม่ค่อยถูกหลักหรือเปล่า? เธอควรจะเรียกว่า ‘พี่เขย’ ไม่ใช่เหรอ?”
ชาวบ้านรอบ ๆ เริ่มกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กัน
เจียงอวี๋กัดริมฝีปากล่าง น้ำตาคลอเบ้า “ฉันขอโทษค่ะพี่ ฉันผิดไปแล้ว ก่อนหน้านี้พี่หัวซาง... เอ่อ พี่เขยเคยช่วยเหลือฉันไว้ ฉันก็เลยติดปากเรียกแบบนั้น ถ้าพี่ไม่สบายใจ วันหลังฉันจะไม่เรียกแบบนี้อีกแล้วค่ะ”
พอเจียงอวี๋ร้องไห้ หวังเจาตี้ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ทนไม่ได้ รีบก้าวเท้าขึ้นมาขวางและโอบกอดเธอไว้ด้านหลัง
“เจียงชิง แกเป็นพี่สาวทำไมไม่หัดใจกว้างหน่อยล่ะ? ก็แค่คำเรียกสรรพนามคำเดียวเอง ต้องมานั่งจุกจิกคิดเล็กคิดน้อยด้วยเหรอ แกกลายเป็นคนใจแคบขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
เจียงชิงแทบจะหลุดหัวเราะออกมากับความคิดนี้ เธอเนี่ยนะคิดเล็กคิดน้อย? น้องสาวบ้านไหนเขาเรียกพี่เขยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนออเซาะขนาดนั้นกัน
ชาติที่แล้วเธอคงตาบอด ถึงได้ถูกคำพูดสารพัดของหวังเจาตี้ปั่นหัวจนมองไม่เห็นความผิดปกติของทั้งสองคน
แต่ชาตินี้ เธอจะช่วยสงเคราะห์ให้คนรักกันได้สมหวังอย่างแน่นอน
เพราะผู้ชายที่ชอบใช้ความรุนแรงในครอบครัว เกาะชายกระโปรงแม่ แถมยังชอบเที่ยวผู้หญิงอย่างหลิวหัวซาง ชาติที่แล้วเจียงอวี๋ชอบนักชอบหนานี่นา
ชอบจนถึงขั้นยอมท้องโตมาแย่งตำแหน่งเมียหลวงเลยด้วยซ้ำ แต่ชาตินี้ในเมื่อเธอชอบ... ฉันก็ยกให้เลยแล้วกัน
“เอาล่ะ ๆ ในเมื่อแม่พูดแบบนี้ ฉันก็จะเป็นคนใจกว้างให้ก็แล้วกัน งั้นน้องสาวอยากจะย้ายมาอยู่ที่บ้านตระกูลหลิวด้วยกันเลยไหมล่ะ?”
ดวงตาของเจียงอวี๋เป็นประกายทันที ที่แท้เจียงชิงก็ยังเป็นคนซื่อบื้อหน้าโง่คนเดิม
สิ่งดี ๆ แบบนี้ก็ยังยอมยกให้ เธอเกือบจะเอ่ยปากตกลงแล้ว แต่หวังเจาตี้รีบดึงตัวเธอไว้ก่อน
“พูดอะไรของแกน่ะ เรื่องแบบนี้ถ้าขืนแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของอวี๋อวี๋จะไม่ป่นปี้หมดเหรอ?”
เจียงอวี๋ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต จะมาเสียชื่อเสียงไม่ได้เด็ดขาด
สายตาของเจียงชิงมืดมนลงทันที เจียงอวี๋ต้องการชื่อเสียง แล้วฉันไม่ต้องมีชื่อเสียงหรือไง?
เหตุผลที่เธอต้องแต่งงานกับหลิวหัวซาง ก็เป็นเพราะหวังเจาตี้แอบใส่ยาลงในน้ำดื่มของเธอ จนเธอกับหลิวหัวซางไปนอนอยู่บนเตียงเดียวกันให้ชาวบ้านมาเห็น
จากนั้นเธอก็เลยถูกบังคับให้แต่งงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ต่อมาเธอถึงได้รู้ว่า คืนนั้นเธอกับหลิวหัวซางไม่ได้มีอะไรกันเลยสักนิด ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว
ตอนที่รู้ความจริง ศักดิ์ศรีของเธอถูกเหยียบย่ำจนหมดสิ้น และเธอกับหลิวหัวซางก็กลายเป็นสามีภรรยากันจริง ๆ
ชาติที่แล้วเจียงอวี๋ก็มาพักอยู่ที่บ้านตระกูลหลิวตั้งนานไม่ใช่เหรอ?
ชาตินี้ฉันยินดีต้อนรับมากเลยล่ะ เพราะจะได้รวบหัวรวบหางจัดการไปพร้อมกันทีเดียว ไม่ต้องเปลืองแรงหลายรอบ
เจียงอวี๋ไม่อยากเรียนหนังสืออยู่แล้ว เธอไม่ได้สนใจเรื่องเรียนเลยสักนิด เธอสะบัดตัวออกด้วยความรำคาญ
“คุณป้าจะบ่นอะไรนักหนาเนี่ย เจียงชิงแต่งงานกับหลิวหัวซาง บ้านของหลิวหัวซางก็คือบ้านของพี่ ฉันไปบ้านพี่สาวตัวเองแล้วมันจะทำไม?”
หวังเจาตี้ขมวดคิ้วพลางดึงเธอไปด้านข้าง แล้วกระซิบกระซาบเบา ๆ
“แกไม่ดูหน่อยเหรอว่าวันนี้วันอะไร ถ้าแกอยากไป วันหลังป้าจะให้เจียงชิงจัดห้องไว้รอแกแน่นอน”
พอเจียงอวี๋ได้ยินแบบนั้นก็เลิกโวยวาย เธอเข้าไปควงแขนหวังเจาตี้ “คุณป้าดีกับฉันที่สุดเลยค่ะ”
หวังเจาตี้ตบหลังมือเธอเบา ๆ “แกเป็นหลานสาวคนเดียวของป้า ป้าไม่ดีกับแกแล้วจะไปดีกับใครล่ะ”
เจียงชิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกใด ๆ ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะกระโดดตึกตายในชาติที่แล้ว เธอก็ตายด้านกับคำว่าครอบครัวไปนานแล้ว
แต่จะว่าไป ท่าทางที่หวังเจาตี้มีต่อเจียงอวี๋นี่มันน่าสงสัยจริง ๆ ทั้งที่เธอต่างหากที่เป็นลูกสาวแท้ ๆ แต่หวังเจาตี้กลับไม่เคยแสดงความห่วงใยเธอเลยสักนิด
มีแต่ความเจ้าเล่ห์เพทุบายและจ้องจะเอาเปรียบตลอดเวลา
“ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ ยังไม่รีบไปต้อนรับแขกอีก นังตัวซวย!” จางกุ้ยฟางมองเจียงชิงด้วยสายตาไม่พอใจ
ยัยผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นพวกดวงกินผัวแน่ ๆ มาวันแรกก็ทำลูกชายเธอเป็นขนาดนี้แล้ว
เจียงชิงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ มุมปากของเธอหยักลึกเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงความร้ายกาจ
“ได้ค่ะ คุณแม่สามี”
เธอจะ ‘ต้อนรับแขก’ ให้สมใจคุณแม่สามีอย่างแน่นอน